กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 138 การพักผ่อนครั้งสุดท้าย
หลายวันนี้ซ่งชูอีใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายเป็นอย่าง
ยิ่ง นางรู้ว่าต่อจากนี้ไปจะไม่มีช่วงเวลาเช่นนี้อีก
แล้ว ด้วยเหตุนี้จึงทะนุถนอมและเพลินเพลินกับ
มันเป็นพิเศษ
เช้าตรู่ของวันนี้
ท้องฟั้าเพิ่งจะสว่าง ซ่งชูอีแต่งกายเรียบร้อยแล้ว
ก็ขี่ม้าไปยังพระราชวังเสียนหยาง ขณะที่นาง
มาถึงพระราชวัง กลองราชสำนักก็ดังขึ้น
ด้านหน้าประตูพระราชวัง บรรดาขุนนางแห่งรัฐ
ฉินในชุดราชสำนักสีดำเรียงแถวกันเข้าไป เสื้อ
คลุมตัวใหญ่ที่มีแขนกว้างแกว่งไปมา มีผู้คนกว่า
ร้อยคนทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาเลย
ซ่งชูอีก็ปะปนไปกับฝูงชน ดึงดูดความสนใจของ
คนที่อยู่ข้างกายเป็นครั้งคราว บนใบหน้าของนาง
มีรอยยิ้มจางๆ ค้อมคำนับเล็กน้อยพอเป็นพิธี ไม่
หยิ่งผยองและไม่ถ่อมตัวจนเกินไป
ครั้นเข้าไปในพระราชวัง ซ่งชูอีหาตำแหน่งของ
ตัวเองแล้วเข้าไปยืน
เนื่องจากตำแหน่งที่นั่งเหนือราชสำนักอยู่ที่เสา
สองข้างของด้านล่างพระที่นั่ง ดังนั้นอวี้สื่อจึงมี
ชื่อเรียกว่าจู้ซย่าสื่อ (สื่อผู้นั่งใต้เสา) ชาติที่แล้วซ่ง
ชูอีอยู่ในนครเล็กๆ อย่างเสียนหยางจนกระทั่ง
สิ้นชีวิต ทว่านางก็ได้เยี่ยมเยียนต่างรัฐมาไม่น้อย
ในฐานะราชทูต ดังนั้นจึงนับได้ว่าเห็นโลกมามาก
การหาตำแหน่งที่นั่งจึงมิใช่เรื่องยาก
“ฝั่าบาทเสด็จ!”
ทุกคนเพิ่งจะยืนประจำที่ ก็มีเสียงแหลมเล็กของ
ขันทีดังขึ้น
อิ๋งซื่อในชุดจีนสีดำเดินขึ้นไปยังพระที่นั่งหลัก
ครั้นทุกคนถวายการคำนับเสร็จแล้วก็นั่งลง
จากนั้นขันทีข้างกายเขาก็กล่าวขึ้น “ทุกท่านเชิญ
นั่ง”
“เหลาจื่อเคยดำรงตำแหน่งจู้ซย่าสื่อมาก่อน บัด
นี้ซ่งหวยจินแห่งสำนักเต๋าจะดำรงตำแหน่งจู้ซย่า
สื่อให้แก่ต้าฉินของข้า” อิ๋งซื่อหันไปมองซ่งชูอีที่
อยู่ด้านข้างเล็กน้อย
ซ่งชูอีลุกขึ้นประสานมือคำนับทุกคน
“ท่านซ่งอายุน้อยกว่าเหลาจื่อนัก เป็นการบ่ง
บอกว่าต้าฉินของข้ากำลังจะรุ่งโรจน์กระมัง” ขุน
นางในวัยสามสิบกว่าท่านหนึ่งพูดขึ้นด้วยเสียงไม่
ดังไม่เบา
มีความถากถางในคำพูด ทั้งท้องพระโรงเงียบสงัด
ซ่งชูอีหัวเราะเบาๆ ประสานมือเอ่ย “ได้ยินคำ
สรรเสริญเช่นนี้ ในใจของข้าน้อยหวาดกลัวยิ่ง
นัก”
นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “เดิมทีข้าน้อยคิดว่า
ตนเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ทว่าฝั่าบาทกลับ
มอบหมายงานสำคัญให้ทำ แม้ว่าข้าน้อยจะไม่มี
ความเชื่อมั่นว่าตนคือม้าพันลี้ก็ต้องพยายามเป็น
ม้าพันลี้ให้ได้ สิ่งเดียวที่ข้าน้อยกลัวคือการไม่ได้
รับความชื่นชมจากปั๋อเล่อ”
ซ่งชูอีตอกกลับด้วยความประชดประชันที่ซ่อนอยู่
ในคำพูด กล่าวหาอีกฝั่ายกลายๆ ว่าสงสัยใน
วิสัยทัศน์และเย้ยหยันการกระทำของของฝั่าบาท
ไต้ซืออาวุโสกานหลงที่ศีรษะขาวโพลนเหลือบ
เปลือกตาที่หย่อนยานขึ้นมองซ่งชูอีเล็กน้อย แล้ว
หลุบสายตาลงต่อ
ซ่งชูอีจำต้องใกล้ชิดกองกำลังจากทุกฝั่าย มิใช่
ฝักใฝั่ฝั่ายใดฝั่ายหนึ่งตั้งแต่แรกเริ่ม หากริเริ่มที่จะ
เข้าหาใครสักคนก่อน ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้คน
เกิดความสงสัยแต่ยังเสียโอกาสในการติดต่อกับ
ส่วนอื่นของกองกำลังอีกด้วย ฉะนั้นนางกำลัง
สร้างภาพลักษณ์ของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อาจจะมี
ความสามารถแต่ก็เปียมด้วยความแข็งแกร่งที่ไม่
สามารถทนกับการใส่ร้ายและความก้าวร้าวจาก
ผู้อื่นได้
ในขณะที่กฎหมายใหม่ยังไม่มีข้อสรุป ด้วย
“อุปนิสัย” ของนางจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าสามารถ
ใช้ประโยชน์นางได้ เช่นนี้นางเพียงนั่งอยู่ในบ้านก็
จะมีคนมาหาถึงที่
“ไต้ซือมีความเห็นต่อเรื่องนี้เยี่ยงไร?” อิ๋งซื่อมิได้
พลาดอิริยาบทที่ละเอียดอ่อนของกานหลงเมื่อครู่
กานหลงเหลือบตาขึ้นมอง ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อน
เอ่ยว่า “ข้าผู้อาวุโสคิดว่า บัดนี้ปัญหาแรกที่ต้อง
หารือคือกฎหมายใหม่ กฎหมายของบ้านเมืองมี
ความสำคัญสูงสุด ฝั่าบาทตัดสินใจเมื่อถึงเวลา
ต้องตัดสินใจ”
สีหน้าเยือกเย็นของอิ๋งซื่อไร้การแสดงออกที่เกิน
จำเป็น “ไต้ซือเป็นผู้อาวุโสสี่แผ่นดิน กว่าเหริน
ต้องการทราบความเห็นของท่านไต้ซือ”
กานหลงเอ่ยขึ้นเชื่องช้า “กฎหมายใหม่กฎหมาย
เก่าล้วนมีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง จะใช้กฎหมาย
ใดหรือใช้เยี่ยงไร ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความ
ปรารถนาของผู้ที่ถือครองอำนาจ ในโลกนี้ไม่มี
กฎหมายใดที่ไม่สามารถปกครองบ้านเมือง ตราบ
เท่าที่ใช้ในเวลาที่เหมาะสม สภาพทางภูมิศาสตร์
และสังคมเอื้ออำนวยเป็นอันใช้ได้ ข้าผู้อาวุโสเชื่อ
ว่าฝั่าบาทเองมีวิจารณญาณอยู่ในใจแล้ว และข้า
ผู้อาวุโสก็สนับสนุนการตัดสินใจของฝั่าบาท”
คำตอบนี้หลีกเลี่ยงประเด็นคำถามของอิ๋งซื่อได้
อย่างชาญฉลาด เขาไม่เคยตอบตามความเห็น
อย่างแท้จริงว่าควรใช้หรือยกเลิกกฎหมายเก่า
ใหม่เยี่ยงไร แต่เพียงแค่แสดงจุดยืนก็เท่านั้น
ซ่งชูอีลอบคิดว่าเขาช่างสมกับเป็นขุนนางที่รับใช้
มาสี่แผ่นดินโดยแท้! จิ้งจอกเฒ่าประเภทนี้จะไม่มี
วันแสดงความเห็นของตัวเองต่อหน้าธารกำนัล
อย่างเด็ดขาด ตราบใดที่ไม่แสดงความคิดเห็นก็
จะไม่ผิดใจฝั่ายใด ส่วนที่เขากล่าวว่าสนับสนุน
การตัดสินใจของฝั่าบาทนั้น ก็แค่ฟังไว้เท่านั้น มัน
อาจไม่ใช่คำเท็จแต่ก็อาจไม่ใช่คำจริง ใครคิดว่า
จริงก็ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว หน้าไหว้หลังหลอก
อะไรเทือกนั้นเป็นเรื่องสามัญที่สุด
อิ๋งซื่อถูกปิดกั้นอย่างเฉยเมย สีหน้าของเขายังคง
ไม่เปลี่ยนแปลง สั่งให้ทุกคนนั่งลง จากนั้นก็เอ่ย
ขึ้น “กว่าเหรินวางแผนจะโจมตีเว่ยเดือนหน้า”
ทันทีที่กล่าวคำนี้ออกมา ท้องพระโรงก็เต็มไป
ด้วยความโกลาหล เรื่องในบ้านของตัวเองยังไร้
ความชัดเจนก็จะยื่นมือออกไปข้างนอกแล้ว มัน
ไม่รีบร้อนไปหน่อยหรือ? ทุกคนต่างลอบถอน
หายใจ ฝั่าบาทยังทรงพระเยาว์จริงๆ! มีเพียง
ความก้าวร้าว ขาดความสงบนิ่ง!
“ฝั่าบาท เรื่องภายในต้องสงบก่อนจึงจะสามารถ
โจมตีภายนอกได้นะพะย่ะค่ะ!”
หลังจากดึงสติกลับมาแล้วก็มีคนเอ่ยห้ามปราม
ทันที
“กว่าเหรินเชื่อว่าชาวฉินทุกคนล้วนจดจำความ
อัปยศอดสูที่รัฐเว่ยได้มอบให้แก่ต้าฉินของข้าได้!
บัดนี้การต่อสู้ระหว่างหานและเว่ยกำลังจะเริ่มขึ้น
ต้าฉินสามารถใช้โอกาสนี้เพื่อเคลื่อนไหว โอกาส
ประเสริฐเช่นนี้ หากพลาดไปครั้งหนึ่งใครจะยังให้
โอกาสได้อีกเล่า กว่าเหรินต้องลงมือดำเนินการ
เรื่องนี้ทันที” หาได้ยากนักที่อิ๋งซื่อจะกล่าวคำยืด
ยาวและปลุกเร้าเช่นนี้ในหนึ่งลมหายใจ มันเป็น
กิริยาอันห้าวหาญและน่าทึ่งที่ไม่เคยปรากฏมา
ก่อน
ทว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตระกูล
และผู้ที่ขับเคลื่อนด้วยผลกำไร ไม่ว่ามีแรงกดดัน
มากเพียงใดก็มีคนกล้าหาญที่จะสู้กลับด้วยความ
ดุดัน “ฝั่าบาท เรื่องนี้ท่านซ่งอาจสามารถกระตุ้น
พันธไมตรีแห่งรัฐทั้งห้าเพื่อโจมตีรัฐเว่ยได้อีกครั้ง
ทำให้หานและเว่ยสู้รบกันซึ่งน่าจะเป็นแผนในใจ
อยู่แล้วกระมัง!”
‘แผนในใจปูั่เจ้าสิ!’ ซ่งชูอีลอบด่าอยู่ในใจ
ก่อนหน้านี้นางแสร้งทำเป็นไม่สามารถทนความ
ก้าวร้าวได้ ซึ่งมีบางคนคิดเช่นนั้นจริงๆ เพียงชั่ว
อึดใจจึงคิดทดลองดูสักตั้ง! บัดนี้มันมิใช่เรื่องที่ว่า
นางจะมีความสามารถหรือไม่ ทว่าเป็นเรื่องควร
หรือไม่ควรมากกว่า
ทุกสายตาต่างมุ่งไปยังซ่งชูอี นางกระแอมไอเบาๆ
หันไปกล่าวกับอิ๋งซื่อ “กราบทูลฝั่าบาท คราว
ก่อนกระหม่อมประสบกับความล้มเหลว นี่เป็นสิ่ง
ที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้ว ครั้งนี้กระหม่อมมิกล้า
รับประกันอย่างสมบูรณ์ ทว่าก็ยังมีความเป็นไป
ได้หกถึงเจ็ดส่วน”
การต่อสู้ของสองรัฐไม่ใช่การทะเลาะกันระหว่าง
เด็กน้อยที่จู่ๆ ก็จะสู้กันขึ้นมาได้? การกล่าวว่ามี
ชัยชนะหกถึงเจ็ดส่วนนั้นก็บ้าบิ่นมากแล้ว
ครั้นกล่าวเช่นนี้ก็ไม่มีผู้ใดหาเหตุกับนางอีก ทุก
คนล้วนประจักษ์ถึงนิสัยใจคอของนางแล้ว ทว่า
ความเป็นไปได้หกถึงเจ็ดส่วนนั้น แน่นอนว่าไม่มี
พลังมากพอที่จะทำให้อิ๋งซื่อละทิ้งความคิดที่จะ
โจมตีรัฐเว่ย
“หากไม่มีความเห็นอื่น ในเวลานี้ก็ว่ากันตามนี้
ก่อน พรุ่งนี้จึงจะวางแผนกลยุทธ์” อิ๋งซื่อพูดจบก็
ลุกขึ้นจากไป
นับตั้งแต่อิ๋งซื่อขึ้นครองราชย์ วิธีการทรงงานใน
แต่ละครั้งก็ทำให้ทุกคนเห็นความฉลาด ความ
โหดร้ายและความแนบเนียนของเขา เขาได้สร้าง
ความสง่าผ่าเผยที่ต่างจากพระบิดาฉินเซี่ยวกง
ทำให้บรรดาขุนนางส่วนใหญ่ต่างหวาดกลัวจาก
ก้นบึ้งของหัวใจ
หลังจากการประชุมพระราชสำนักเสร็จสิ้น ซ่งชูอี
ก็ไปหาไท่สื่อ มีขันทีในวังพานางไปยังสถานที่ที่
จัดการภารกิจต่างๆ ในวันปกติ
ห้องที่มอบหมายให้ซ่งชูอีเป็นห้องใหญ่ มีทั้งข้าง
ในและข้างนอกอย่างละห้อง ไม่ว่าจะเป็นห้อง
ข้างนอกหรือข้างในล้วนเต็มไปด้วยกองสมุดไผ่ มี
โต๊ะตัวกลางอยู่ท่ามกลาง “เนินเขา” ของกอง
สมุด เมื่อซ่งชูอีนั่งลงก็มองไม่เห็นใครเลย
เมื่อมองดูสิ่งของตรงหน้า ซ่งชูอีก็ข่มความตื่นเต้น
ในใจไว้ไม่อยู่ ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่รวบรวมมา
จากทั่วทุกแห่ง นางสามารถรู้จักใต้หล้าได้อย่าง
แท้จริงโดยไม่ต้องออกไปข้างนอกเลย