กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 145 คิดถึงเหลือเกิน
ซ่งชูอีดังตะเกียงน้ำมันแล้วปีนขึ้นเตียงในความ
มืด ยืดมือดึงผ้านวมผืนบาง
ไม่รู้ว่าเจ้าอี่โหลวเลิกหาห้องนอนอีกห้องตั้งแต่
เมื่อไร ทว่าซ่งชูอีก็ไม่ปฏิเสธ การร่วมเตียงเคียง
หมอนกลายเป็นเรื่องธรรมชาติมากและราวกับ
มันเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว
ภายในความมืดมิดนั้นเงียบสงัดอยู่นาน
ครั้นซ่งชูอีรู้สึกว่าลมหายใจของคนข้างกายแผ่ว
เบาและยืดยาวสม่ำเสมอก็ลงจากเตียง จุดไฟดวง
เล็ก หยิบกล่องบรรจุยาเล็กกล่องเล็กออกมาจาก
ชั้นวางหนังสือ คุกเข่าลงข้างเท้าของเจ้าอี่โหลว
เช็ดแผลให้เขาด้วยน้ำยาแล้วพันด้วยผ้าพันแผล
อย่างดี
ปกติเจ้าอี่โหลวรู้สึกตัวง่ายในขณะหลับ ทว่าครั้ง
นี้กลับไม่ตื่นขึ้นมาเพราะว่าอ่อนล้าเกินไป และ
เป็นเพราะอุ่นใจเมื่ออยู่ข้างกายซ่งชูอี
ซ่งชูอีลุกขึ้นแล้วผงะไปเล็กน้อย จากนั้นก็ก้มลง
คลายเสื้อของเขา กลืนน้ำลายสำรวจรอบหนึ่งว่า
บนร่างกายมีบาดแผลหนักหรือไม่ ก่อนที่จะเก็บ
ของเข้าที่ ดับไฟแล้วขึ้นเตียง
หลับตาลง ในสมองของซ่งชูอีมีแต่ภาพของ
ร่างกายเจ้าอี่โหลวที่เป็นผู้ใหญ่และแข็งแรงขึ้น
หลังจากฝันว่าทำเช่นนั้นเช่นนี้กับเขาแล้วก็นอน
หลับอย่างสบายใจ
วันรุ่งขึ้น
ยามรุ่งสาง หนิงยาปลุกซ่งชูอีเพื่อเตรียมประชุม
ราชสำนักในช่วงเช้า
เจ้าอี่โหลวขยับตัวก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติที่
ขา ครั้นเห็นผ้าพันแผลสีขาวที่พันไว้อย่างดี แวว
ตาก็ฉายรอยยิ้มจางๆ ชี้ไปที่ขาหันหน้าถามซ่งชูอี
“เจ้าเป็นคนพันรึ?”
ซ่งชูอีกำลังสวมเสื้อคลุมตัวนอก สักพักจึงหันไป
มอง เอ่ยด้วยความประหลาดใจ “เจ้าบาดเจ็บ
หรือ?”
เจ้าอี่โหลวขมวดคิ้ว มองนางอย่างสำรวจ ทว่า
กลับไม่พบพิรุธใด ในใจก็ผิดหวังเล็กน้อย ครุ่นคิด
ดูแล้วก็อาจจะเป็นการกระทำของหนิงยา
เพราะว่าเมื่อวานมีเพียงหนิงยาที่เห็นว่าเขาได้รับ
บาดเจ็บ และมีเพียงหนิงยาและเจียนที่สามารถ
เข้ามาในห้องนี้ได้
“ในเมื่อได้รับบาดเจ็บ ก็อย่าลงเดินไปทั่ว มีอะไร
ก็เรียกหนิงยาเสีย” ซ่งชูอีรัดสายคาดเอว จากนั้น
ก็ก้าวเท้าออกไปจากห้อง
“ข้าจะไปปล่อยเบา!” เจ้าอี่โหลวเอ่ยเย็นชา
ซ่งชูอีหัวเราะหึหึ เดินออกไปนอกห้องเพื่อชำระ
ล้างร่างกายทันที
หลังจากกินอาหารเช้าไปครึ่งหนึ่งจึงเห็นเจ้าอี่โหล
วกลับมา แววตาที่มองนางนั้นอ่อนโยนกว่าเมื่อ
ครู่มาก ทว่าการแสดงออกยังคงเยือกเย็น
ไปั๋เริ่นกระโดดโลดเต้นตามหลังเข้ามา รีบวิ่งไปที่
เท้าของซ่งชูอี เงยหน้าจ้องนางด้วยดวงตาสีดำคู่
นั้น ส่ายหางไปมา ท่าทางเชื่อฟังเป็นอย่างมาก
ซ่งชูอีเลี้ยงมันจนโต จึงเข้าใจเจตนาของเจ้าหมอ
นี่ดี เพราะนางไม่ชอบเลี่ยนเกินไปในตอนเช้า
นางจึงแบ่งเนื้อกวางในจานให้มันครึ่งหนึ่ง
“ท่าน องค์ชายจี๋ถึงแล้วเจ้าค่ะ” หนิงยารายงาน
อยู่ด้านนอก
“ดี” ซ่งชูอีดื่มโจ๊กสองคำด้วยความรีบร้อน
จากนั้นก็ออกไป
การไม่ใส่ใจกันเช่นนี้ทำให้เจ้าอี่โหลวหายใจไม่
ออก
ซ่งชูอีมาถึงหน้าประตู เห็นชูหลี่จี๋ก็ค้อมคำนับ
พลันได้ยินเขาเอ่ยขึ้น “ขึ้นม้าแล้วค่อยว่ากัน”
เจียนจูงม้าเข้ามา ซ่งชูอีพลิกตัวขึ้นม้าไป หันไป
ถาม “พี่ใหญ่มีเรื่องด่วนรึ?”
“เมื่อคืนข้าได้รับราชโองการจากฝั่าบาทหลังกลับ
ถึงจวนว่าวันนี้ให้อยู่หารือเรื่องโจมตีรัฐเว่ยหลัง
ประชุมราชสำนัก”
ชูหลี่จี๋กล่าว
“อืม” ซ่งชูอีตอบรับเสียงหนึ่ง ขี่ม้าเคียงข้างเขา
ที่จริงเรื่องนี้จะว่าไปก็ไม่ยาก ซ่งชูอีสามารถวาง
กลยุทธ์ได้ ทว่าจะไม่รับผิดชอบเรื่องการ
ดำเนินการ เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วกลยุทธ์อาจ
เป็นเพียงแนวทางง่ายๆ แต่อาจต้องเสียพลังงาน
ไปอย่างมากในการปฏิบัติจริง
สงครามครั้งนี้มิได้มีนัยยะสำคัญตามความเห็น
ของซ่งชูอี ต่อให้มิได้นำความยุ่งเหยิงภายนอกมา
พัวพันปัญหาภายใน อิ๋งซื่อก็ไม่มีวิธีอื่นเช่นนั้น
หรือ? ฉะนั้นนางจึงยังคงทุ่มเทกำลังส่วนใหญ่ของ
ตนไปที่รัฐปาและรัฐสู่
หัวข้อที่หารือกันในการประชุมราชสำนักก็เป็น
การโจมตีรัฐเว่ยเช่นกัน ทว่ามิใช่เป็นการหารือ
วิธีการโจมตี หากแต่มีผู้คนจำนวนมากที่หยุดยั้ง
การโจมตีเว่ย
ภายในท้องพระโรงชุลมุน ต่างคนต่างแสดง
ความเห็นของตัวเอง ซ่งชูอีที่นั่งเงียบอยู่
ตลอดเวลาดูถ่อมตัวอย่างเห็นได้ชัด ทว่าบัดนี้ฝูง
ชนเกิดความโกลาหล ความเฉยเมยของนางนั้น
โดดเด่นเกินไปแล้วจริงๆ
“ท่านจู้ซย่าสื่อเป็นผู้มีอารมณ์ลึกซึ้งในจิตใจ ทว่า
กลับเงียบงันเพียงนี้ มิทราบว่ามีความเห็นต่อ
เรื่องนี้เยี่ยงไร?” ต้าฟูเมิ่งสวินกล่าวด้วยเสียงอัน
ดัง
เมิ่งสวินเกิดในสกุลเมิ่งแห่งรัฐฉิน ปกปั้อง
ผลประโยชน์ของตระกูลอย่างแน่วแน่มาโดย
ตลอด ในเวลานี้บีบบังคับให้
ซ่งชูอีแสดงทัศนคติออกมาโดยการอาศัยพลังของ
ผู้คนจำนวนมาก แววตาที่ดุดันนั้นราวกับว่า
พร้อมที่จะสังหารซ่งชูอีหากนางกล่าวว่า
สนับสนุนกฎหมายใหม่
ในท้องพระโรงค่อยๆ เงียบเสียงลง ซ่งชูอีไอแห้ง
ทีหนึ่ง “ใต้เท้าเมิ่งกล่าวเกินไปแล้ว ฝั่าบาท
ต่างหากที่เป็นฝั่ายเงียบกระมัง?” นางกล่าวพลาง
หันไปทางองค์จวิน ค้อมคำนับเอ่ย “กระหม่อม
สนับสนุนการตัดสินใจของฝั่าบาท”
ซ่งชูอีโยนเรื่องนี้ให้กับอิ๋งซื่อแล้ว
ใครจะรู้ว่าบุรุษดุจรูปปันบนพระที่นั่งหลักจะ
ทอดสายตามาอย่างเฉยเมย “กว่าเหรินก็อยาก
ฟังความเห็นของท่านจู้ซย่าสื่อ”
“กระหม่อมรับทราบ” ซ่งชูอีหลุบตาลง “ก่อนที่
จะจัดการเรื่องกฎหมายเก่าใหม่นั้น ควรจะกำจัด
ความแข็งแกร่งของรัฐเว่ยก่อนจะดีที่สุด”
ซ่งชูอีมิได้เงยหน้า ทว่ากลับสัมผัสได้ว่า
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปกะทันหัน นางเลิก
คิ้วเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อไปว่า “รัฐฉินมิมีความ
จำเป็นต้องออกศึกเอง นอกเหนือจากเว่ยก็ยังมี
เจ้า ฉี หาน ฉู่…”
“ความหมายของจู้ซย่าสื่อก็คือส่งคนไปเจรจา
หว่านล้อมรัฐเหล่านี้เพื่อโจมตีเว่ย?” เมิ่งสวินถาม
อย่างละเอียด
บรรดาตระกูลเก่าแก่อดมิได้ที่จะตื่นตกใจ ตราบ
ใดที่พวกเขาไม่ส่งกองทัพหลักออกไป พวกเขาก็
สามารถฟืนฟูกฎหมายเดิมได้อย่างเฉียบขาด
ท่านไต้ซืออาวุโสกานหลงก็มองไปที่ซ่งชูอี เขามี
กลยุทธ์อยู่ในใจแล้ว หากอิ๋งซื่อไม่ยินยอมฟืนฟู
กฎหมายเก่า เขาก็มีวิธีปลุกระดมอี้ฉวี สร้างแรง
กดดันจากทุกสารทิศ บีบบังคับให้องค์จวินสละ
บัลลังก์! ถึงอย่างไรนี่ก็มิใช่ครั้งแรกที่เขาทำเรื่อง
เช่นนี้
กานหลงเป็นขุนนางเก่าแก่สี่แผ่นดิน ตอนนั้นหาก
มิใช่เพราะเขาบีบให้พระราชวังละทิ้งฉินชูกง
สนับสนุนให้ฉินเซี่ยงกงขึ้นครองราชย์ จากนั้นก็
สนับสนุนฉินเซี่ยวกง ก็คงไม่มีต้าฉินในปัจจุบัน
และยิ่งไม่มีอิ๋งซื่อเช่นทุกวันนี้
ความทรงจำผุดขึ้นมา กานหลงก็อดทอดถอนใจ
กับความอ่อนนอกแข็งในรวมถึงพระสติปัญญา
และความกล้าหาญในฐานะองค์จวินของฉินเซี่ยว
กงมิได้ การใช้งานคนที่ในสายตามีเพียงกลยุทธ์
แต่ไร้ความเมตตาเช่นซางยาง มีแต่จะบีบให้
อำนาจอธิปไตยของเขาจนมุม!
ครั้งนี้เป็นการล้มล้างครั้งสุดท้ายแล้ว กานหลง
เองก็เข้าใจอิ๋งซื่อเป็นที่สุด ในใจรู้ดีว่าหากไม่
สามารถสำเร็จได้ในครานี้ เกรงว่าภายภาคหน้าก็
คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว…
“ทว่ามันเป็นเพียงความคิดเห็นต่ำต้อยเท่านั้น
ส่วนเรื่องที่จะทำเยี่ยงไรนั้นยังมิได้พิจารณา”
คำพูดของซ่งชูอีดึงกานหลงออกมาจากความทรง
จำ
หลายปีที่ผ่านมานี้กานหลงแทบไม่ได้พูดในท้อง
พระโรงเลย ครั้งนี้กลับแสดงความคิดเห็นของ
ตัวเองโดยไม่คาดคิด “ข้าผู้อาวุโสคิดว่าวาจาของ
จู้ซย่าสื่อนั้นตรงประเด็นยิ่ง รัฐเว่ยปฏิบัติต่อรัฐ
ฉินราวกับพยัคฆ์ที่คอยจ้องเหยื่ออยู่ตลอดเวลา
หากต้าฉินสร้างปัญหาถึงขั้นที่ไม่สามารถสลัดตัว
ออกมาได้ เป็นการยากที่จะรับประกันว่าจะไม่ถูก
เอาเปรียบจากช่องโหว่นี้”
อิ๋งซื่อเลิกคิ้วเล็กน้อย เงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น
“เลิกประชุม ค่อยหารือเรื่องนี้พรุ่งนี้”
หลังจากทุกคนก้มศีรษะคำนับอิ๋งซื่อแล้ว ก็ลุกขึ้น
ออกจากพระราชวังไปทีละคน
ครั้นชูหลี่จี๋ออกมาจากพระราชวังแล้วก็ตรงไปยัง
หออักษรของอิ๋งซื่อทันที ซ่งชูอีจัดข้าวของเสร็จ
แล้วก็ตามไปเช่นกัน
ทั้งสองมิได้มีเจตนาซ่อนการกระทำของพวกเขา
ในพระราชวังแห่งนี้มีดวงตานับไม่ถ้วน หากทำตัว
ลับๆ ล่อๆ จะทำให้ผู้คนเกิดความสงสัย สู้ไป
อย่างเปิดเผยยังจะดีกว่า
“ท่าน”
ขณะที่ซ่งชูอีกำลังจะถึงหออักษร ก็ได้ยินเสียง
เรียกจากด้านหลัง
“เหม่ยเหริน[1]” ซ่งชูอีหันมาเห็นผู้นั้นก็ประสาน
มือคำนับ
วังหลังของอิ๋งซื่อมีเพียงจื่อเฉาเพียงคนเดียว
เท่านั้น นับตั้งแต่ที่มอบให้ซ่งชูอีแต่ถูกปฏิเสธ
คราวก่อน อิ๋งซื่อก็แต่งตั้งให้นางเป็นเหม่ยเหริน
ตำแหน่งนี้ไม่สูง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นตำแหน่งหนึ่ง
เดียวในตอนนี้
ดวงตาที่เปียมด้วยความงดงามของจื่อเฉาเจือปน
ความเศร้าโศกจางๆ “ท่านจู้ซย่าสื่อไม่ต้องมาก
พิธี”
นางถอนหายใจด้วยความแผ่วเบาที่สุด เอ่ยขึ้น
“ท่านพาน้องสาวของข้าเข้าวังเพื่อให้พี่น้องได้พบ
หน้ากันสักวันได้หรือไม่? ข้าคิดถึงน้องสาว
เหลือเกิน”
ซ่งชูอีหลุบตาลงครู่หนึ่ง ขณะที่เหลือบตาขึ้นก็เอ่ย
ยิ้มน้อยๆ “พะย่ะค่ะ”
——————–
[1] เหม่ยเหริน หนึ่งในตำแหน่งพระสนมแห่ง
องค์จักรพรรดิ แปลว่า ผู้มีความงดงาม