กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 148 แก้วตาดวงใจของข้า
สีหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์เผยให้เห็นความงงงวย
ทว่ากลับรับคำสั่งและกล่าวคารวะโดยพร้อม
เพรียงกัน “คำนับจู้ซย่าสื่อ!”
“ทุกท่านมิต้องมากพิธี” ซ่งชูอีนับคร่าวๆ ทั้งหมด
มีสี่สิบสองคน หันไปถามอิ๋งซื่อ “มีท่าน
ปรมาจารย์ดาบแห่งสำนักม่อกี่ท่านที่อยู่ในรัฐ
ฉิน?”
อิ๋งซื่อหันไปมองซ่งชูอี ครั้นเห็นว่านางมีเหงื่อซึม
ราวหยาดพิรุณก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมายื่นให้
นาง
“ขอบพระทัยฝั่าบาท” ซ่งชูอีรับด้วยสองมือ ซับ
ลวก ๆ และสอดมันเข้าไปในแขนเสื้อของตัวเอง
“สามท่าน” จากนั้นอิ๋งซื่อก็ตอบคำถามเมื่อครู่
ซ่งชูอีพูดไม่ออก เดิมทีปรมาจารย์ดาบก็มีไม่มาก
อยู่แล้ว ในโลกใบนี้สามารถมีถึงยี่สิบคนก็ไม่เลว
แล้ว และคนเหล่านี้ก็มาจากสำนักม่อเป็นส่วน
ใหญ่ สามคนก็นับว่าเป็นจำนวนที่มากทีเดียว
ใครจะรู้ว่านอกเหนือจากสำนักม่อแล้วจะมี
แหล่งกำเนิดปรมาจารย์ดาบอีกหรือไม่? เพียงแต่
ไม่รู้ว่าปรมาจารย์ของเจ้าอี่โหลวจะเป็นหนึ่งในนี้
หรือเปล่า
ทุกคนใน ณ ที่นี้ล้วนเป็นศิษย์แห่งปรมาจารย์
ดาบ เช่นเดียวกับกุ๋ยกู่ ท่ามกลางผู้คนมากมาย
ทว่าคนที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นศิษย์ในของ
สำนักกุ่ยกู๋จื่อนั้นมีน้อยยิ่ง เช่นนั้นแล้วเจ้าอี่โหล
วจะเป็นเหมือนคนเหล่านี้ที่อยู่เบื้องหน้าหรือไม่?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซ่งชูอีก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
เหตุใดเจ้าเสี่ยวฉง (หนอนน้อย) จึงเติบโตในหญ้า
ดุจวัชพืชเยี่ยงนี้?
ทว่าครั้นนึกย้อนถึงวิธีที่เจ้าอี่โหลวถูกรับเข้า
สำนักม่อตามคำบอกเล่าของอิ๋งจื๋อแล้ว ซ่งชูอีก็
วางใจลงมาบ้าง คำพูดนั้นแสดงให้เห็นว่าเจ้าอี่
โหลวได้เข้าเป็นศิษย์ในโดยแท้จริง
หลังจากที่ออกมาจากหุบเขา อิ๋งซื่อก็กลับ
พระราชวังไปแล้ว
ซ่งชูอีมีชายหนุ่มข้างกายเพิ่มมาอีกสองคน คน
หนึ่งชื่อว่ากู่จิง อีกคนหนึ่งชื่อว่ากู่หาน อายุของ
ทั้งสองคนไล่เลี่ยกันประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหกปี
รูปร่างก็ไม่ต่างกันนัก เพียงแต่ใบหน้าของกู่จิงก
ว้างเล็กน้อย คิ้วหนา ดวงตาทั้งคู่สดใสและเปียม
ด้วยอารมณ์ บนใบหน้ามีเคราดกดำจนแทบมอง
ไม่เห็นรูปลักษณ์ที่ชัดเจน ส่วนใบหน้าของกู่หาน
ขาวสะอาดเรียวยาว มีเพียงเคราสั้นๆ ที่
ขากรรไกรล่าง ดวงตาเรียวยาวชี้ขึ้นบน ดู
โดยรวมแล้วหน้าตาดีทีเดียว
“จู้ซย่าสื่อ ควรจะติดต่อองค์ชายจี๋ทันทีหรือไม่?”
กู่จิงถาม
ซ่งชูอีอยู่บนม้า เงยหน้ามองแสงอาทิตย์สีขาวจ้า
นางส่งเสียงหึหึ “กลับจวนค่อยว่ากัน”
กู่จิงเห็นว่าซ่งชูอีไม่ใคร่พอใจนัก อดไม่ได้ที่จะ
เสียใจเล็กน้อยที่ตัวเองใจร้อนเกินไป เงียบเสียง
ทบทวนตัวเองทันที หารู้ไม่ว่านางเพียงรู้สึกร้อน
เกินไปจนคร้านจะพูดก็เท่านั้น
ควบม้าไปจนถึงในจวน ซ่งชูอีพุ่งไปยังห้องอาบน้ำ
ทันทีเพื่อชำระล้างเหงื่อที่ไหลท่วมตัว เปลี่ยนเสื้อ
บางแขนกว้างตัวใหญ่ นั่งอยู่ในศาลากลางลาน
เพื่อเพลิดเพลินไปกับอากาศเย็นๆ
หนิงยาหยิบพัดขนห่านเพื่อพัดไกวให้นาง เจียน
ยกน้ำชาเย็นๆ วางลงบนโต๊ะตรงหน้านาง สาวใช้
อีกสองคนรินน้ำเย็นลงในชามทั้งสองข้าง
หลังจากกู่จิงและกู่หานกลับมาจากอาบน้ำแล้ว
เห็นดังนี้ก็อดที่จะดูแคลนในใจมิได้ ธรรมชาติของ
ชาวฉินเรียบง่าย ใส่ใจกับการปฏิบัติจริงในทุก
เรื่อง ความหรูหราของรัฐฉินก็ไม่เหมือนกับคนใน
หกรัฐแห่งซานตงเหล่านั้นที่ใส่ใจในชีวิตที่อู้ฟูั่
สวยงาม ดังนั้นแม้ว่าระดับของซ่งชูอีไม่นับว่า
หรูหรามาก พวกเขาก็รู้สึกว่าคนคนหนึ่งเพิ่งจะ
ขึ้นตำแหน่งจู้ซย่าสื่อได้ไม่นาน ทว่ากลับมีรสนิยม
ย่ำแย่เช่นนี้ ช่างเป็นที่น่ารังเกียจจริงๆ
“ท่านทั้งสองเชิญนั่ง” ซ่งชูอีรู้สึกว่าหนิงยาพัดเบา
เกินไป จึงรับพัดมาแล้วพัดวีให้ตัวเองอย่าง
ดุเดือด
พฤติกรรมของนางเช่นนี้ทำให้กู่จิงและกู่หานรู้สึก
ว่านางเป็นคนจริงใจและตรงไปตรงมาดี หลังจาก
ทั้งสองคนนั่งลงแล้ว ซ่งชูอีก็สั่งให้คนยกน้ำชามา
เอ่ยถาม “องค์ชายจี๋จะออกไปในช่วงบ่าย วันนี้
ไม่รีบ บอกข้ามาสิว่าพวกเจ้าทำอะไรเป็นบ้าง?”
“พี่น้องพวกเราสี่สิบกว่าคนล้วนเก่งดาบและ
อาวุธลับ ทักษะดาบของข้าดีที่สุด กู่หานมีทักษะ
อาวุธลับดีที่สุด” กู่จิงเอ่ย
ซ่งชูอีหัวเราะหึหึ นางชอบนิสัยสบายๆ และเถร
ตรงของกู่จิงมาก “นอกจากดาบกับอาวุธลับ ยัง
ทำอะไรเป็นบ้างไหม?”
กู่จิงส่ายหน้า “ข้าน้อยรู้เพียงเพลงดาบ”
ซ่งชูอีจิบชาคำหนึ่ง มองตรงไปยังกู่หานที่นั่งเงียบ
ตลอดเวลา
“ข้าน้อยพอรู้เรื่องยาบ้าง” กู่หานตอบ
ซ่งชูอีวางถ้วยชาลง “คนอื่นๆ จัดการกันเยี่ยง
ไร?”
คราวนี้เป็นกู่หานที่ตอบก่อน “กู่จิงกับข้าติดตาม
ท่านจู้ซย่าสื่อและพร้อมรับคำสั่งทุกเมื่อ คนอื่น
ฝึกดาบและอาวุธลับในหุบเขาต่อไป รอพระราช
โองการ”
“หนิงยา ไปเอาพู่กันและหมึกมา” ซ่งชูอีเอ่ย
หนิงยารับคำสั่งออกไป จากนั้นไม่นานกลับเป็น
เจ้าอี่โหลวที่นำพู่กัน หมึกและสมุดไผ่เข้ามา
ใต้ร่มเงานั้น เขาสวมชุดแขนกว้างธรรมดา ผมดก
ดำถูกเกล้ามวยอย่างเรียบร้อย ดวงตาทั้งคู่ดุจ
ดวงดาวเย็นเยียบ หล่อเหลาสะอาดสะอ้าน อีก
ทั้งเขายังมีหมาปั่าขนาดมหึมาตัวหนึ่งติดตามข้าง
กาย สีขาวหิมะทั้งตัว แม้นจะเยื้องย่างเชื่องช้า
ทว่าสามารถมองเห็นพลังและความแข็งแกร่งของ
มันได้ในแวบเดียวและสามารถจินตนาการได้ว่า
เมื่อมันโจมตีฉับพลันจะมีพละกำลังมากเพียงใด
ซ่งชูอีมองดูเจ้าอี่โหลวที่โยนของมาให้นางด้วยสี
หน้าบึ้งตึง อดไม่ได้ที่จะเบะปาก พลางคิดในใจว่า
‘ไม่มีใครบังคับเจ้าเสียหน่อย!’
นางกางสมุดไผ่ออก หยิบพู่กันวาดบางอย่างลง
บนนั้น
หลังจากวาดเสร็จแล้ว ซ่งชูอีก็อธิบายให้กู่จิงและ
กู่หานฟัง “นี่คือเครื่องยิงศร สามารถยิงลูกธนูได้
ยี่สิบดอกในคราเดียว สามครั้งติดต่อกัน…”
“เป็นของเล่นนี่ยอดเยี่ยมนัก!” กู่จิงร้องเสียงดัง
รีบโน้มตัวไปดูภาพวาดของซ่งชูอี
“กู่จิง!” กู่หานห้ามปรามทันใด
บัดนี้กู่จิงจึงรู้ตัวและรีบถอยกลับไปที่เดิม กล่าว
ขอโทษด้วยความนอบน้อม “เมื่อครู่ข้าน้อยร้อน
ใจชั่วขณะ หากไม่พอใจเยี่ยงไรได้โปรดยกโทษให้
ข้าน้อยด้วย”
รูปกลไกส่วนใหญ่นี้เช่นล้วนเป็นกลไกลับของแต่
ละสำนัก ไม่แสดงให้ผู้อื่นดูอย่างง่ายดายเป็นอัน
ขาด กู่จิงผลีผลามโน้มตัวเข้าไปดู หากถูกคนเจ้า
คิดเจ้าแค้นตามคิดบัญชีแล้วฆ่าปิดปากก็มิใช่เรื่อง
ใหญ่กระไร
ซ่งชูอีกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไร สงคราม
ระหว่างฉีหลี่ว์ในตอนนั้น รัฐหลี่ว์ก็ได้รับความ
ช่วยเหลือจากสำนักม่อ อาศัยกลไกเหล่านี้เพื่อให้
ได้ชัยชนะจากตำแหน่งที่อ่อนแอ ทว่า…”
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง มีรอยยิ้มชั่วร้ายจางๆ ในสีหน้า
อันเรียบเฉย “แม้นจะเก่งกาจอีกเพียงใด มันก็
เป็นของสำนักม่อ ข้าน้อยก็มิใช่ศิษย์ของสำนักม่อ
ไม่จำเป็นต้องเก็บเป็นความลับ ข้าน้อยเพียงไม่
เข้าใจในบางจุด ฉะนั้นจึงจะยืมมือของท่านทั้ง
สองไปขอคำชี้แนะจากยอดฝีมือของสำนักม่อก็
เท่านั้น”
“นี่…ไม่ค่อยดีกระมัง?” กู่หานเอ่ยลังเล
อย่างไรก็ตามนี่ควรจะเป็นกลไกของสำนักม่อ มี
เพียงศิษย์ในของสำนักเท่านั้นที่สามารถเรียนรู้ได้
พวกเขาในฐานะศิษย์นอกสำนัก แต่กลับไปขอคำ
ชี้แนะเรื่องเหล่านี้เห็นทีจะไม่ใคร่เหมาะสม ทว่า
ครั้นซ่งชูอีได้ยินคำพูดของกู่หานก็รู้ว่าเขา
หวั่นไหวแล้ว มิฉะนั้นเขาคงไม่ถามเช่นนี้
“ท่านได้ภาพวาดนี้มาได้เยี่ยงไร?” กู่จิงเอ่ย
ใบหน้าของซ่งชูอีเปือนยิ้ม การแสดงออกของทั้ง
สองคนนี้ได้ยืนยันดุจพินิจของนางถึงลักษณะ
นิสัยพวกเขา คนทั่วไปไม่อาจมีภาพเครื่องยิงธนู
ในครอบครองได้ นี่คือวิจารณญาณโดยพื้นฐาน
ทว่าครั้นนางทดสอบเพียงเล็กน้อย ทั้งสองกลับมี
การแสดงออกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
กู่จิงเป็นคนซื่อตรงเข้ากระดูก อีกทั้งกระทำการ
โดยคำนึงถึงคุณธรรม ส่วนกู่หานภายนอกดู
เหมือนคำนึงถึงคุณธรรม ทว่าในใจกลับมี
ความคิดเป็นอื่น
คนที่อิ๋งซื่อมอบให้ แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องสงสัย
ในความภักดีต่อต้าฉิน ปัญหาอยู่ที่ว่าจะใช้เยี่ยงไร
เท่านั้น
“แน่นอนว่าข้ามิได้ไปปล้นภาพวาดของ
สำนักม่อ” ซ่งชูอีหัวเราะเอ่ย “นี่คือซากเครื่องยิง
ศรที่ข้าน้อยพบระหว่างทัศนศึกษาในรัฐฉี ฉะนั้น
จึงลองประกอบมันเข้าด้วยกัน หลังจากผ่าน
ความพยายามเลือดตาแทบกระเด็นหลายเดือน
จึงสามารถวาดภาพนี้ออกมาได้ เนื่องจากตอน
นั้นมีเพียงซากพังๆ ชิ้นส่วนโดยมากหายไป
ฉะนั้นจึงมีข้อต่อกลไกบางอย่างที่ข้าน้อยไม่
เข้าใจ”
ใบหน้าของกู่จิงและกู่หานเปียมด้วยความ
ประหลาดใจ ในโลกนี้จะมีสักกี่คนที่สามารถ
ประกอบสิ่งซับซ้อนเช่นนี้โดยอาศัยซากกลไล
เพียงไม่กี่ชิ้น? แม้นว่าซ่งชูอีจะประกอบขาดไป
เล็กน้อย เครื่องยิงศรไม่อาจใช้งานได้เช่นปกติ
ทว่าก็เก่งกาจมากแล้ว!
ทั้งสองคนอดไม่ได้ที่จะประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้า
ใหม่อีกคราว
“ท่านทั้งสองก็ทราบดีว่ามันยากจะที่จะมีทั้ง
ความภักดีและความถูกต้อง ถ้าหากรัฐฉิน
สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องยิงศรนี้ได้ จักต้อง
เพิ่มความแข็งแกร่งของกำลังทหารได้หลายเท่า
อย่างแน่นอน” ซ่งชูอีลูบคลำแผ่นไม้ไผ่ ชักนำ
ต่อไป “สำนักม่อเป็นจอมยุทธ์ทางการเมืองที่
สาบานว่าจะกวาดล้างความชั่วร้ายใต้หล้า บัดนี้
ไม่ว่าพวกเขาจะช่วยเหลือรัฐฉินด้วยวิธีใดก็ตาม
ทว่ามีอย่างหนึ่งที่มั่นใจได้ พวกเขามิใช่ชาวฉิน ไม่
มีทางช่วยเหลือรัฐฉินตลอดไป ฉะนั้นหาก
สามารถเรียนรู้ได้ เหตุใดพวกเราจึงยอมแพ้เล่า?
อีกอย่างจะเรียนรู้ได้หรือไม่ก็ยังมิอาจทราบได้
หากพวกเขาไม่ยินยอมสอน พวกเราก็ไม่บังคับ
ทั้งสองเห็นด้วยหรือไม่?”
ทั้งสองคนสบสายตากัน พยักหน้า
ซ่งชูอียิ้มกว้าง คลี่แผ่นไม้ไผ่ตรงหน้าพวกเขา เริ่ม
อธิบายรูปของกลไลโดยละเอียด อีกทั้งยังอธิบาย
ส่วนข้อต่อที่ทำงานมิได้อีกด้วย
เจ้าอี่โหลวที่เดิมทีขุ่นเคือง ก็ฟังจนค่อยๆ ถูก
ดึงดูดเข้าไปแล้ว
ความคิดของกู่หานนั้นไวกว่า ซ่งชูอีมอบหมาย
เรื่องนี้ให้เขาทำ คำขอก็คือห้ามเผยแพร่ภาพวาด
นี้ไปยังมือของผู้อื่น ห้ามกลายเป็นศิษย์ในของ
สำนักม่อ ทว่าต้องเอาคำตอบมาให้ได้
อาจกล่าวได้ว่าคำขอของซ่งชูอีโหดร้ายเป็นอย่าง
ยิ่ง หากกู่หานแสดงได้แยบยล สำนักม่อถูกใจ
และรับเข้าเป็นศิษย์ในก็มีโอกาสสูงมากที่จะได้
เรียนรู้ทักษะของกลไล ทว่าถึงตอนนั้นก็ต้อง
เคารพกฎของสำนักม่อโดยห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้
ออกไป ฉะนั้นจึงต้องใช้สมองอย่างหนักเพื่อคิด
หาวิธี
ซ่งชูอีได้ให้คำแนะนำเล็กน้อย
กู่หานเข้าใจในทันทีว่าซ่งชูอีกำลังทดสอบเขา
เพราะเห็นได้ชัดว่านางรู้ว่าต้องดำเนินการเยี่ยงไร
ทว่ากลับไม่เผยแผนการอย่างหมดเปลือก
ท้องฟั้าค่อยๆ มืดลง ในศาลาเริ่มมียุง ซ่งชูอีตบๆ
มันด้วยพัดขนห่าน ลุกขึ้นกลับเข้าห้องไป
“วันนี้ได้ตั้งใจฝึกดาบหรือไม่?” ซ่งชูอีเห็นว่าเจ้าอี่
โหลวไม่ขยับเขยื้อน ยื่นมือลากเขาขึ้นมา
“เจ้าไม่ต้องมายุ่ง!” เจ้าอี่โหลวพ่นเสียงเย็นชา
ซ่งชูอีเห็นจี้ฮ่วนและเจินจวิ้นเดินเข้ามา ทันใดนั้น
ก็โน้มเข้าหาเจ้าอี่โหลวอย่างเจ้าเล่ห์ ยิ้มเอ่ย “เจ้า
เป็นแก้วตาดวงใจของข้า ข้าไม่ยุ่งกับเจ้าจะไปยุ่ง
กับใครเล่า?”
เจินจวิ้นที่กำลังขึ้นบันไดโซซัดโซเซ จี้ฮ่วน
ประคองเขาไว้ทันควันจึงมิได้ล้มลงไปกับพื้น
ใบหน้าของเจ้าอี่โหลวเผยหลากสีสัน ในสีแดงระ
เรื่อนั้นเผยสีดำให้เห็น เคี้ยวฟันกรามกรอด
“ท่าน” เจินจวิ้นคืนสู่ท่าทีปกติอย่างรวดเร็ว ทว่า
อดที่จะทอดสายตาไปยังเจ้าอี่โหลวมิได้ คิดในใจ
มิน่าล่ะท่านถึงนิยมชมชอบไม้ปั่าเดียวกัน นอน
กับชายรูปงามเช่นนี้ทุกคืน หากมิชอบสวรรค์เอง
ก็คงทนมิได้
“อืม” ซ่งชูอีตอบรับเสียงหนึ่ง เหลือบตามองจี้ฮ่
วนที่ต้องการจะเอ่ยอะไรบางอย่างทว่าเงียบไป
เอ่ยว่า “มีอันใดก็ว่ามา มีลมก็ผายออกมาเสีย!”
“ข้าน้อยต้องการพูดความจริง!” จี้ฮ่วนกล่าว
ซ่งชูอีพยักหน้า “ข้าจะไม่ถือโทษเจ้า”
“ข้าน้อยต้องการอาเจียนเอาอาหารคืนก่อน
ออกมา!” น้ำเสียงของจี้ฮ่วนมีพลังมหาศาลและ
จริงจังเช่นเคย ทว่ากลับแฝงด้วยความปิติ
ซ่งชูอีเอื้อมมือตบๆ ไหล่บึกบึนของจี้ฮ่วนแผ่วเบา
พร่ำสอน “ฮ่วนเอ๋ย เจ้าจะเยาะเย้ยเจ้าอี่โหลว
เช่นนี้มิได้”
“ข้าน้อยกล่าวความจริง…” คนที่ข้าต้องการเยาะ
เย้ยคือท่าน มิใช่เจ้าอี่โหลว ทว่าครั้นคิดดูแล้ว
หากทั้งสองคนรักกันอย่างมีความสุขจริง…คำพูด
ของเขาก็ดูเหมือนจะเป็นการเยาะเย้ยเจ้าอี่โหลว
เล็กน้อย
“บางเรื่องยิ่งพรรณายิ่งมืดมน เจ้าก็เพียงแค่ปาก
ไวใจไว มิได้มีเจตนาร้าย ข้าเข้าใจและเชื่อว่าเจ้า
อี่โหลวก็เข้าใจ” ซ่งชูอีพูดจบก็หันไปเอ่ยกับเจิน
จวิ้นด้วยความจริงจัง “มายามวิกาลเช่นนี้ มีเรื่อง
ใดรึ?”
เจ้าอี่โหลวเห็นดังนี้ ก็สะบัดแขนเสื้อจากไป
เจ้าอี่โหลวรู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงนิสัยเสียของ
ซ่งชูอีเท่านั้น ทว่าจี้ฮ่วนนึกว่าตนได้ทำผิดต่อเขา
จริงๆ เสียแล้ว จึงรู้สึกค่อนข้างไม่สบายใจ
ซ่งชูอีเอ่ยให้กำลังใจเบาๆ “ไปเถิด”
จี้ฮ่วนกำปันคำนับ รีบตามไป
จากนั้นไม่นาน เสียงคำรามของเจ้าอี่โหลวก็ดังขึ้น
ตรงทางเดิน “ซ่งชูอี เจ้ามันไอ้เต่าเฮงซวย!”