กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 168 การพบกันอย่างกะทันหัน
กู่หานผลักประตูเข้ามาด้วยเนื้อตัวเปียกปอน พูด
เสียงต่ำ “บัดนี้จดหมายของท่านส่งถึงองค์ชายจี๋
แล้ว องค์ชายตอบกลับมาว่าจะกลับฉินคืนนี้”
“อืม” ซ่งชูอีตอบรับเสียงหนึ่ง ขยี้ผมเผ้าที่ยุ่ง
เหยิง
“สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เป็นการทำให้ต้าฉินอับ
อายใหญ่หลวงนัก” แม้ว่ากู่หานจะตระหนักว่า
เขาต้องปฏิบัติตามคำสั่งของซ่งชูอีโดยไม่มี
เงื่อนไข แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของการเสียสละเพื่อ
รัฐฉิน วันนี้สู่อ๋องได้พบกับท่านราชทูตฉินใน
ลักษณะที่
หยาบคายเช่นนั้น ช่างเป็นการดูแคลนไม่น้อย
จริงๆ
ซ่งชูอีอ้าปากต้องการจะกล่าวอะไรบางอย่าง จู่ๆ
ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านนอก คำพูดในปากนาง
กลายเป็นหาว จากนั้นก็เอ่ยอย่างเกียจคร้าน “ข้า
เพียงรับปากฝั่าบาทให้มาคุยเรื่องการค้า ไม่เคย
รับปากว่าจะปกปั้องศักดิ์ศรีของรัฐฉิน”
“ท่าน…” เห็นได้ชัดว่ากู่หานรู้สึกได้ถึงการ
เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของนาง การได้ยิน
ของเขานั้นไวกว่าซ่งชูอีมาก ไม่ช้าเขาก็เข้าใจว่านี่
เป็นการแสดงละคร จึงพ่นลมหายใจเย็นชาอย่าง
ให้ความร่วมมือ “เสียแรงที่ฝั่าบาทเชื่อใจท่าน
เพียงนั้น! ที่แท้ท่านมันคนต่ำต้อย!”
พูดจบก็จากไปด้วยความโมโห วินาทีที่เขาหัน
หลังไปนั้นก็เห็นได้ชัดว่าซ่งชูอียิ้มกว้างให้เขา
อย่างมีความสุข ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงเกิดขึ้น
ภายในใจ
กู่หานออกไปจากประตูแล้ว ก็พบกับขุนนางจูเหิง
แห่งรัฐสู่และผู้ต้อนรับอวี๋เฉิง จึงประสานมือ
คารวะ “ท่านราชทูตเพิ่งจะตื่นนอน แต่งกายไม่
เรียบร้อย เกรงว่าจะละเลยใต้เท้าทั้งสอง อย่างไร
เสียเชิญรอที่ห้องโถงเถิด”
อวี๋เฉิงจะกล้าเทียบเคียงจูเหิงได้เยี่ยงไร ครั้นได้
ยินกู่หานเรียกตนเช่นนี้ อดที่จะตกใจจนเหงื่อ
ท่วมกายมิได้ พยายามลดการมีตัวตนของตนเอง
อยู่ข้างๆ อย่างสุดกำลัง
อย่างไรก็ดีความสนใจของจูเหิงมิได้อยู่ที่การเรียก
ขาน เมื่อครู่เขาก็ได้ยินบทสนทนาภายในห้อง
บัดนี้เมื่อกู่หานกล่าวเช่นนี้ก็รู้สึกว่ามีความหมาย
แอบแฝงอยู่ภายใน ‘พวกท่านรัฐสู่ไม่รักษาขนม
ธรรมเนียมประเพณี ทว่าพวกข้าชาวฉินไม่รักษา
ขนบธรรมเนียมประเพณีไม่ได้’ แต่เนื่องจากอีก
ฝั่ายไม่ได้ชี้นำ เขาจึงได้แต่ตอบกลับไปเบาๆ และ
เข้าไปในห้องโถงหลักพร้อมกับอวี๋เฉิง
จูเหิงนั่งขัดสมาธิ “เจ้าก็นั่งเถิด”
อวี๋เฉิงที่ยืนอยู่ด้านหลังเขากล่าวขอบคุณ แล้ว
นั่งขัดสมาธิลงที่เดิม
รอไม่นาน ซ่งชูอีก็เดินเข้ามาพร้อมความรู้สึกผิด
บนใบหน้า ประสานมือเอ่ย “ใต้เท้าเหิงรอนาน
แล้ว”
กู่หานไม่ทราบถึงสถานะของจูเหิงจึงเรียกออกไป
ว่า “ใต้เท้าทั้งสอง” ซ่งชูอีกลับรู้ดีกว่าอวี๋เฉิงเป็น
เพียงผู้ต้อนรับคนหนึ่งไม่สามารถเทียบเคียงจูเหิง
ได้อยู่แล้ว
จูเหิงเป็นพระอนุชาต่างมารดาของสู่อ๋อง หากว่า
กันตามกฎก็สามารถแต่งตั้งให้เป็นโหวหรือจวิน
ได้ ทว่านับตั้งแต่สกุลไคหมิงแยกตัวออกไปเป็น
รัฐจูตั้งแต่รุ่นที่ห้า สู่อ๋องในรุ่นหลังก็ระมัดระวังใน
เรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากรุ่นที่สิบ
รัฐจูค่อยๆ อยู่เหนือการควบคุม เรื่องการแต่งตั้ง
จึงต้องยิ่งพิจารณาอย่างรอบคอบ ด้วยเหตุนี้จูเหิง
ในวัยสามสิบกว่าจึงยังคงเป็นเพียงขุนนางชั้นสูงที่
ไร้อำนาจในหวังเฉิงแห่งนี้
“ไม่เป็นไร เห็นท่านราชทูตสุขสดใส ข้าก็วางใจ
แล้ว” จูเหิงยิ้มเอ่ยพร้อมคำนับกลับ
ซ่งชูอีเอ่ยถามหลังจากนั่งลงแล้ว “ใต้เท้าเหิงมา
ตอนค่ำ ไม่ทราบว่ามีเรื่องกระไร?”
“ฝั่าบาทต้องการพบท่าน สั่งให้ข้ามารับท่านเข้า
วัง” จูเหิงจำต้องพินิจพิจารณาซ่งชูอีใหม่อีกครั้ง
เขามักจะเล่าข้อมูลน่าสนใจให้สู่อ๋องฟังในครั้ง
แรก เมื่อวานเป็นเพียงการเล่าเรื่องขำขันเท่านั้น
และก็เข้าใจว่าสู่อ๋องเพียงต้องการรับชมความ
สนุกสนาน ใครจะรู้ว่าเด็กน้อยอมมือผู้นี้จะมี
ความสามารถได้รับความโปรดปรานจากสู่อ๋อง
รวดเร็วปานนั้น
สิ่งที่ทำให้จูเหิงไม่สบายใจยิ่งกว่าก็คือ เมื่อก่อน
หากสู่อ๋องต้องการตามหาหญิงงาม ก็จะเรียกเขา
ไปชื่นชมก่อนทุกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับแกล้งพูด
อย่างลึกลับว่าราชทูตรัฐฉินส่งเทพธิดาโฉมงาม
องค์หนึ่งมาให้เขา แต่มิได้เปิดเผยข้อมูลใดๆ อีก
มันช่างแปลกประหลาดแท้
“ในเมื่อฝั่าบาทเรียกพบ จะชักช้าไมได้ ไปเถิด”
ซ่งชูอีกล่าวพลางลุกขึ้น
จูเหิงกับนางเดินออกจากห้องโถงหลักด้วยกัน
และมีสาวใช้สามนางเข้ามากางร่มให้ทันที
ฝนตกหนักกว่าเมื่อวานเล็กน้อย ฝนที่ตกกระทบ
ร่มนั้นส่งเสียงเปาะแปะเบาๆ เดินไปเพียงไม่กี่
ก้าว จูเหิงก็อดไม่ไหวที่จะเอ่ยถาม “ได้ยินว่าท่าน
จะถวายเทพธิดาโฉมงามองค์หนึ่งให้ฝั่าบาท
เช่นนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว” ซ่งชูอีตอบอย่างมีมารยาทพร้อมกับ
รอยยิ้ม ไม่มีท่าทีจะกล่าวอะไรมากอีก
จูเหิงเห็นดังนี้ก็ไม่ได้ถามต่อ
ต่างคนต่างขึ้นรถแล้วมุ่งหน้าไปยังพระราชวัง
มันยังคงเป็นท้องพระโรงเมื่อวาน แต่ดูเคร่งขรึม
กว่าตอนต้อนรับซ่งชูอีเมื่อวานเล็กน้อย อย่าง
น้อยก็ไม่ได้มีกลุ่มหญิงสาวเปลื้องผ้าที่เกี่ยวพันกัน
เหมือนงู
ซ่งชูอีเพิ่งจะย่ำเท้าเข้าท้องพระโรง พลันได้ยิน
เสียงมีความสุขของสู่อ๋อง “หวยจิน รีบเข้ามา”
จากการสนทนาเมื่อคืน เนื่องจากซ่งชูอีกับสู่อ๋อง
มี “ความชอบที่คล้ายคลึง” ความสัมพันธ์จึงแน่น
แฟั้นขึ้นมากเพียงชั่วพริบตา สู่อ๋องยังละทิ้ง
กิจการของรัฐและเรียกนางว่า “หวยจิน” อย่าง
สนิทสนม
ซ่งชูอียิ้มพลางมองไปยังพระที่นั่งหลัก ภายใต้
แสงไฟอ่อนโยนนั้น นอกเหนือจากสู่อ๋องแล้วยังมี
ชายวัยกลางคนอายุย่างสี่สิบผู้หนึ่งอยู่ด้วย ชุดสี
น้ำเงินเทานั้นถูกซักอย่างสะอาดสะอ้าน ร่างกาย
ซูบผอมทว่าไม่มีความอ่อนแอให้เห็นเลยแม้แต่
น้อย ขมับสองข้างมีหงอกแซม ดวงหน้าสดใส
แววตาชัดเจนดุจเมฆบนท้องนภา อีกทั้งยังเจือ
ปนความโดดเดี่ยวอันเป็นอิสระ ผ่อนคลายและ
ลึกลับอีกด้วย
รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่งชูอีจางหายไปอย่าง
ควบคุมไม่ได้ ทว่าดวงตาทั้งคู่ยังคงสดใส
ชายวัยกลางก็มองซ่งชูอีเช่นกัน บนใบหน้ามี
รอยยิ้มเป็นมิตร พยักหน้าน้อยๆ
“จวงจื่อ นี่ก็คือซ่งหวยจินที่กว่าเหรินเล่าให้ท่าน
ฟัง” สู่อ๋องเอ่ย
คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะได้พบเจออย่างกะทันหัน
มิได้ให้นางได้เตรียมใจเลย
ซ่งชูอีลดสายตาลงเพื่อปกปิดความเปียกชื้นใน
ดวงตา สะบัดแขนเสื้อและโค้งคำนับต่ำให้จวงจื่
อด้วยความนอบน้อม
“กว่าเหรินมิได้มีความสนใจในบทสนทนาของเต๋า
ไว้ข้าทำธุระเสร็จแล้วจะกลับมา” สู่อ๋องตบๆ
ไหล่ของซ่งชูอี ทิ้งพวกเขาไว้สองคนแล้วจากไป
จริงๆ
ในท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ เหลือเพียงสาวใช้ที่
ยืนอยู่เงียบๆ เหมือนกับเสา กับคนที่เพิ่ง “พบกัน
ครั้งแรก”
“หวยจินว่ออวี๋ ชื่อดีจริงๆ” จวงจื่อเอ่ยปาก
ทำลายความเงียบก่อน จากนั้นก็ถามต่อ “คำว่าชู
อีมีความหมายใด?”
“เพื่อระลึกถึงบิดาผู้ล่วงลับ” ซ่งชูอีสำลักเล็กน้อย
“ประเสริฐนัก ความกตัญูเป็นรากฐาน
ความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่พึงปฏิบัติตาม” แม้ว่า
จวงจื่อจะหมกมุ่นอยู่กับการสำรวจวัฏจักรของ
สวรรค์และโลกแต่เขาก็ไม่เคยลืมรากฐาน
“ข้าเคยฝันถึงเรื่องหนึ่ง ทว่าบัดนี้กลับแยก
ระหว่างความจริงกับความฝันมิออกแล้ว ข้า
ต้องการให้ชื่อนี้เป็นผู้ไขความสับสนของข้าอยู่
เสมอ” ซ่งชูอีกล่าว
จวงจื่อประหลาดใจเล็กน้อย ไม่ช้าก็พยักหน้า
“เยี่ยม”
เขาก็เคยฝันว่าตนกลายเป็นผีเสื้อซึ่งสมจริงอย่าง
หาที่เปรียบมิได้ หลังจากตื่นขึ้นมาแล้วก็รู้สึกว่า
ตัวเองเป็นเพียงความฝันหนึ่งของผีเสื้อเท่านั้น
เขาเองก็ล่องลอยอยู่ระหว่างความฝันและความ
จริงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
“ข้าฝันถึงชีวิตหนึ่ง” ซ่งชูอีมองจวงจื่อ “บิดาที่
กำลังจะสิ้นใจได้ฝากฝังลูกคนเล็กของตัวเอง
ให้กับบุคคลที่มีนามว่าจวงจื่อ”
ซ่งชูอีเห็นว่าสีหน้าของจวงจื่อเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ทว่าปฏิกิริยาของเขามิใช่ความประหลาดใจ
ความสงสัยหรือว่าความอยากรู้อยากเห็นเช่น
ปกติทั่วไป แต่กลายเป็นความเคร่งขรึม การ
เปลี่ยนแปลงเช่นนี้เป็นไปตามการคาดเดาของซ่ง
ชูอี
“จวงจื่อเลี้ยงเขาตั้งแต่เล็กจนโต เปลี่ยนชื่อให้เขา
เป็นหวยจินว่ออวี๋ หลังจากซ่งหวยจินเติบโตแล้ว
ก็ท่องเที่ยวทั่วหล้า ทว่าสุดท้ายก็ไม่พบโอกาส ใน
ที่สุดจึงเพียงถวายตัวรับใช้รัฐเล็กๆ แห่งหนึ่ง…”
ซ่งชูอีสรุปเส้นทางชีวิตก่อนหน้านี้ของตนเอง
……
“หลังจากข้าตื่นขึ้นมาแล้ว รู้สึกอยู่เสมอตนคือ
ความฝันของเขาในวันที่เมืองแตก เพราะว่าทุก
อย่างที่อยู่ตรงนั้นเหมือนจริงเหลือเกิน” ซ่งชูอีจับ
จ้องไปที่จวงจื่อ
เมื่อจวงจื่อฟังจบ สีหน้าก็ดูเคร่งขรึม สอดมือไว้
แขนเสื้อเงยหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ถอนหายใจเอ่ย
“วิถีของเต๋าคือธรรมชาติ!”