กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 175 คืนมงคลของฉินกง
ยามราตรีในรัฐฉิน
สีแดงภายในพระราชวังเสียนหยางมีมากกว่าปกติ
บรรยากาศเคร่งขรึมทว่าไม่ทิ้งความรื่นรมย์
วันนี้เป็นวันหลังอภิเษกสมรสของฉินกง พิธีทุก
อย่างเสร็จสิ้นแล้ว ภายในห้องหอ เว่ยหว่านในชุด
เจ้าสาวสีแดงเพลิงนั่งหลุบตาลง ใบหน้าแดงระ
เรื่อทำให้นางดูสดใสมากยิ่งขึ้น ชายหนุ่มในชุดจีน
สีดำบนที่นั่งตรงข้ามนางมีลมหายใจเยือกเย็น
แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายจนทำให้ผู้คนไม่กล้า
จ้องมอง
ม่านกั้นสีแดง เจ้าสาว แสงไฟสลัว มีเพียงชาย
หนุ่มคนนี้ที่ไม่เข้าพวก
นั่งอยู่อย่างนี้ราวๆ กว่าครึ่งชั่วยามแล้ว ทว่าอิ๋
งซื่อไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ เว่ยหว่านไม่กล้าเงย
หน้าขึ้นมาดูว่าเขากำลังทำอะไร ครุ่นคิดเนิ่นนาน
รู้สึกว่าหากตัวเองที่เป็นเจ้าสาวโน้มน้าวให้สามีรีบ
พักผ่อนก็ดูอดใจไม่ไหวจนเกินไป ด้วยเหตุนี้จึงได้
แต่รอเงียบๆ อยู่อย่างนั้น
“ฝั่าบาท บัดนี้ดึกแล้วพะย่ะค่ะ” ขันทีกล่าว
เตือนสติเสียงเบาอยู่นอกม่าน
เว่ยหว่านเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก็สบสายตาดุจนก
อินทรีเข้าพอดี รู้สึกตื่นกลัวและลดศีรษะลงอย่าง
รวดเร็ว แอบรู้สึกประหลาดใจ ลมหายใจของ
พระบิดานางน่าเกรงขามจนทำให้รู้สึกกดดัน
แม้นผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าอายุยังน้อย ทว่ากลับน่า
กลัวยิ่งกว่า
“อ๊า!” ขณะที่นางกำลังคิดจู่ๆ เอวก็รัดแน่น กว่า
นางจะมีปฏิกิริยาตอบสนองก็ถูกช้อนอุ้มขึ้น
มาแล้ว
ขันทีเหลือบตาขึ้นมองเล็กน้อย เห็นอิ๋งซื้อกำลัง
อุ้มเจ้าสาว ก็รีบถอยออกไปจากม่าน แล้วโบกมือ
ให้สาวใช้โดยรอบสี่นางถอยออกไปเงียบๆ
เว่ยหว่านรู้สึกเพียงฟั้าดินหมุนคว้าง ส่วนตัวนาง
นั้นถูกวางลงบนเตียงแล้ว แม้ว่าการกระทำของอิ๋
งซื่อจะหยาบคายอย่างเห็นได้ชัดทว่ากลับมิได้ทำ
ให้นางเจ็บเลย นี่ทำให้ในใจของนางรู้สึกดีขึ้นมา
เล็กน้อย
ครั้นนางดึงสติกลับมา อิ๋งซื่อก็ปลดเสื้อตัวนอก
ออกแล้วโยนไปบนฉากกั้นตัวเตี้ย บนตัวของเขามี
เพียงเสื้อตัวกลางสีขาวตัวเดียว ในทุกท่วงท่า
สามารถมองเห็นร่างที่แข็งแกร่งในเสื้อผ้าได้อย่าง
เลือนลาง
แววตาของเว่ยหว่านมีความประหลาดใจ รัฐฉิน
หนาวกว่ารัฐเว่ยมาก อีกทั้งบัดนี้ยังเป็นช่วงเวลา
ที่หนาวที่สุด แม้ว่าจะจุดเตาอั้งโล่ภายในตัวบ้าน
แล้วก็ยังหนาวมาก เขาสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นเพียงนี้
เชียวหรือ?
“เด็กๆ” อิ๋งซื่อนั่งอยู่บนเตียง กล่าวเสียงสูง
เว่ยหว่านลุกขึ้นจากเตียงอย่างกระวนกระวาย
นั่งคุกเข่าตัวตรง
ขันทีรีบค้อมตัวเข้ามา “ฝั่าบาท”
“ลบเครื่องสำอางค์ให้เจ้าสาว” อิ๋งซื่อกล่าว
“พะย่ะค่ะ” ขันทีตอบรับเสียงหนึ่ง ออกไปเรียก
สาวใช้สองสามคนมาปรนนิบัติเจ้าสาวลบ
เครื่องสำอางค์และเปลี่ยนเสื้อผ้า
อิ๋งซื่อสวมชุดผ้าต่วนแล้วนั่งลงหน้าโต๊ะเตี้ย หยิบ
ม้วนไผ่ม้วนหนึ่งขึ้นมาอ่าน
ไม่ว่าที่ใดที่มีเขาอยู่ ทุกคนล้วนไม่กล้าหายใจแรง
เหล่าสาวใช้ที่กำลังง่วนอยู่นั้นล้วนไม่ได้ส่งเสียง
ใดๆ ออกมาเลย มีเพียงเสียงสวบๆ จากการเสียด
สีของเสื้อผ้าเท่านั้น
ขันทีวิ่งเข้ามาด้วยความรีบร้อน สองมือถือสมุดไผ่
เล่มเล็กๆ “ฝั่าบาท รายงานด่วนพะย่ะค่ะ”
“เอาเข้ามา” อิ๋งซื่อวางสมุดไผ่ลงแล้วรับสมุดไผ่
มา เทใบไผ่แผ่นหนึ่งออกมาจากข้างใน เหลือบ
มองแวบหนึ่งแล้วคิ้วก็ขมวดเข้าหากันทันที ใน
เวลานี้เองแรงกดดันอันน่าเกรงขามทำให้ทุกคน
รู้สึกหายใจไม่ออก
เพี๊ยะ!
อิ๋งซื่อโยนสมุดไผ่ในมือลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นพรวด
แล้วเดินออกไป
ขันทีรีบก้มต้วลงเก็บสมุดไผ่ที่อยู่บนพื้นขึ้นมาจัด
ระเบียบใหม่อีกรอบ สั่งให้คนหยิบเสื้อคลุมตัว
ใหญ่ตามไป
ขณะที่อิ๋งซื่อเดินมาถึงประตูก็หยุดลงกะทันหัน
หมุนตัวไปยังทิศทางของเว่ยหว่านพร้อมเอ่ยขึ้น
“รีบพักผ่อนเสีย”
ด้วยฉากหนากั้นกลาง เว่ยหวานมองไม่เห็นสีหน้า
ของเขา แต่รู้สึกว่าน้ำเสียงในคำพูดนี้นุ่มนวลกว่า
คำพูดเกรี้ยวกราดก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
ท้องฟั้าภายนอกมืดครึ้ม หิมะเริ่มโปรยปราย โคม
ไฟบนทางเดินพลิ้วไหวในสายลม แสงไฟพลันมืด
พลันสว่าง
อิ๋งซื่อออกมาจากห้องหอแล้วก็ก้าวเท้ายาวๆ ไป
ยังหออักษร บ่าวที่ถือเสื้อคลุมตัวใหญ่ด้านหลังวิ่ง
เหยาะๆ ตามมาตลอดทางแต่ก็ยังถูกทิ้งไว้ข้าง
หลัง
ทันทีที่อิ๋งซื่อนั่งลงในหออักษรก็พูดขึ้น “พาคน
เข้ามา!”
ไม่ช้า องค์ชายจี๋และกู่หานเดินเข้ามาตามลำดับ
ประสานมือคำนับ “ถวายบังคมฝั่าบาท”
“ว่ามาเถิด” แววตาของอิ๋งซื่อแหลมคม
กู่หานเตรียมที่จะสละชีวิตได้ทุกเมื่อ ทว่าเมื่อเห็น
ท่าทางของอิ๋งซื่อเช่นนี้หัวใจก็ยังสั่นไหวเล็กน้อย
“ท่านหวยจินสั่งให้พวกข้านำหนังสือเทียบของรัฐ
สู่กลับมาก่อน เขาต้องการจะอยู่ที่รัฐสู่ต่ออีก
ระยะหนึ่ง นี่คือจดหมายจากท่านหวยจินพะย่ะ
ค่ะ” ขันทีรับจดหมายแล้วถวายให้อิ๋งซื่อ
บนผ้าไหมสีขาวขนาดเท่าฝั่ามือถูกเขียนด้วยตรา
ประทับของรัฐฉินอย่างลับๆ ทั้งหน้า อิ๋งซื่ออ่าน
จบแล้วก็โยนผ้าไหมสีขาวนั้นเข้าไปในเตาอั้งโล่
ข้างๆ
“กู่หานในฐานะผู้คุ้มกันกลับทิ้งจู่ซย่าสื่อแห่งต้า
ฉินตามลำพัง เป็นการละเลยในหน้าที่ นำไปเข้า
คุกรอการประหารชีวิต” นี่เป็นประโยคที่อิ๋งซื่อ
พูดยาวที่สุดในรอบครึ่งเดือน
ขันทีถ่ายทอดคำสั่งของเขาด้วยเสียงอันดัง
จากนั้นก็มีทหารรักษาการณ์เข้ามาคุมตัวกู่หาน
ออกไปทันที
“ฝั่าบาท ท่านเขา…” องค์ชายจี๋ถึงเสียนหยาง
ก่อนกู่หาน ไม่รู้สถานการณ์โดยละเอียด
“จู่ซย่าสื่อเกลี้ยกล่อมให้สู่อ๋องทำการค้ากับฉิน”
อิ๋งซื่อบอกให้เขานั่งลงด้วยสายตา เอ่ยต่อ “นี่เป็น
โอกาสที่ดีในการทำความรู้จักภูมิศาสตร์ของรัฐสู่
เดิมทีการใช้แม่ทัพซือหม่าคือตัวเลือกที่ดีที่สุด
ทว่าหากใช้งานท่านแม่ทัพอาจก่อให้เกิดความ
สงสัยในรัฐสู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากนี้ไปก็ให้
เจ้ารับผิดชอบเรื่องนี้ แอบช่วยแม่ทัพซือหม่า
อย่างลับๆ”
องค์ชายจี๋ครุ่นคิดก่อนเอ่ยว่า “ในเมื่อบัดนี้บรรลุ
เปั้าหมายแล้ว เหตุใดท่านหวยจินจึงยังอยู่ในรัฐ
สู่?”
“เจ้าก็รู้จักนิสัยสู่อ๋อง ใจร้อนขาดความมั่นคง”
มุมปากอิ๋งซื่อยกยิ้มเล็กน้อย ท่าทางมีความสุข
ราวกับน้ำแข็งได้ละลายลงแล้ว “รัฐสู่อุดม
สมบูรณ์นับพันลี้ อุดมไปด้วยผลิตภัณฑ์ ถ้า
สามารถใช้เป็นยุ้งฉางได้ ไฉนเลยจะกลัวรัฐเว่ย!”
นิ่งไปครู่หนึ่ง อิ๋งซื่อเอ่ยต่อ “พรุ่งนี้ข้าจะแก้ไข
หนังสือเทียบของรัฐ เจ้าพาจื่อเฉาไปด้วย เตรียม
ข้าวของและหญิงงามจำนวนหนึ่ง แล้วนำไปส่งที่
รัฐสู่ด้วยตัวเอง”
“พะย่ะค่ะ” องค์ชายจี๋ตอบรับ ถามกลับ “ฝั่า
บาทไม่กังวลว่าท่านหวยจินจะทรยศรึ?”
“ใช้คนไม่สงสัย หากเขาไม่ลังเลที่จะตกอยู่ใน
อันตราย ข้าจะทำให้หัวใจของเขาเย็นลงได้เยี่ยง
ไร?” อิ๋งซื่อดูอารมณ์ดีมาก แม้กระทั่งพูดมากขึ้น
ด้วย
องค์ชายจี๋เห็นดังนี้ก็อดกล่าวล้อเล่นมิได้ “คืนเข้า
หอไม่อาจทำให้กิจของฝั่าบาทล่าช้า หากไม่มีสิ่ง
ใดรับสั่งแล้ว น้องชายก็ขอทูลลาก่อน”
“ไปเถิด” อิ๋งซื้อเลิกคิ้วยิ้ม มององค์ชายจี๋ถอย
ออกไป
นั่งอยู่ในหออักษรตามลำพังครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากขึ้น
“ไปเรียกจิ่งเจียน”
สำหรับอิ๋งซื่อแล้ว สตรีเป็นเพียงเครื่องปรุงแต่ง
หลังอาหาร เรื่องการเสพสมพรรค์นี้ก็ควรจะทำ
ในเวลาที่มีความสุข หากไม่มีก็ช่างประไร เขาจะ
ไม่ยอมให้ผู้อื่นข่มเหง ยิ่งจะไม่ยอมให้ตัวเอง
กลายเป็นงานอดิเรกชั่วคราวของผู้อื่น ฉะนั้น
เรื่องการอภิเษกสมรสเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์
ระหว่างสองรัฐก็ไม่อาจทำให้เขาหวั่นไหว
“ฝั่าบาท” จิ่งเจียนเร่งรีบเข้ามา ไม่ทันได้จัด
ระเบียบเสื้อผ้าบนตัว
“จางอี๋คนนั้นที่ซ่งหวยจินกล่าวถึง บัดนี้ได้ข่าว
บ้างหรือไม่?” อิ๋งซื่อเอ่ยถาม
จิ่งเจียนไม่เข้าใจว่าในคืนอันมงคลเช่นนี้ เหตุใด
จู่ๆ ฝั่าบาทจึงถามขึ้น ทว่ายังคงตอบด้วยความ
นอบน้อม “เห็นว่าไม่เต็มใจที่จะอยู่ในรัฐฉี บัดนี้
กระหม่อมได้คิดหาวิธีบีบให้เขาออกจากรัฐฉีแล้ว
ทันทีที่เขาปรารถนาที่จะจากมา กระหม่อมก็จะ
ส่งคนไปรับเขามายังรัฐฉินทันที”
อิ๋งซื่อพยักหน้า “ที่ให้เจ้าไปสืบเจ้ากงจื่อเค่อก่อน
หน้านี้มีความคืบหน้าหรือไม่?”
เจ้ากงจื่อเค่อ ก็คือเจ้าอี่โหลว คนที่ยอมสละบัง
ลังก์เพื่อติดตามซ่งชูอี อิ๋งซื่อเคยมีวาสนาพบหน้า
เขาครั้งหนึ่ง ความประทับใจนั้นยังคงตราตรึง
เป็นอย่างยิ่ง
จิ่งเจียนนำข่าวที่สืบมาได้เล่าให้อิ๋งซื่อฟังอย่าง
ละเอีบด ท้ายที่สุดแล้ว เจ้าอี่โหลวก็อยู่ห่างจาก
บัลลังก์เพียงก้าวเดียว และในครั้งนี้ยังถูกผลักให้
ขึ้นไปสู่ตำแหน่งนั้น ดูจากสถานการณ์ของรัฐเจ้า
แล้ว หากเขาคิดจะฉวยโอกาสนี้เพื่อควบคุม
อำนาจการปกครองจริงๆ ก็ย่อมเป็นไปได้มาก
ทว่าเขากลับยอมแพ้ไปเสียง่ายๆ แล้ว
อิ๋งซื่อมีความสามารถในการอ่านคน เขาไม่เชื่อว่า
คนที่มีลมหายใจแห่งจักรพรรดิเช่นนั้นจะมอง
สถานการณ์ไม่ออก