กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 179 สู่อ๋องฟาดฟันราชทูตฉิน (1)
ซ่งชูอีเลือกเดินเส้นทางที่ไกลกว่า แต่มิใช่เพราะ
ต้องการหลบเลี่ยงชนเผ่าตู๋อู้ แต่เป็นเพราะคราว
ก่อนพบว่าภูมิประเทศของดินแดนแห่งสวรรค์นั้น
ไม่เลว อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับหวังเฉิงได้
โดยตรง
สามเดือนกว่านี้สั้นเกินไปสำหรับซ่งชูอี ทว่า
สำหรับเว่ย์เจียงแล้วกลับยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด
นางเดินทางนับพันลี้เพื่อคนคนหนึ่ง ทว่าจนบัดนี้
ยังไร้ข่าวคราว ความอดทนแทบจะหายไปจนสิ้น
อย่างไรก็ดีจากประสบการณ์ในช่วงเวลานี้ทำให้
นางเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งยวด
สำหรับสตรีอ่อนแอที่ไม่เข้าใจภาษาปาสู่ที่จะ
เดินทางตามลำพัง
เดินทางอย่างราบรื่น สองวันต่อมาก็มาถึงดินแดน
แห่งสวรรค์ที่ตั้งอยู่ใกล้กับหวังเฉิง
ซ่งชูอีให้จี๋อวี่อารักขาเว่ย์เจียงและรออยู่ที่ตีนเขา
ตัวเองพาจี้ฮ่วนสำรวจดูภูมิประเทศท่ามกลางภู
ผาสูงชัน ระหว่างนี้นางมิได้อยู่นิ่งเลย ครั้นเห็น
สมุนไพรล้ำค่าก็เด็ดเก็บไว้ เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน
นางก็วาดภูมิประเทศของที่แห่งนี้ลงบนผ้าไหมสี
ขาว
ไม่กินไม่นอนอยู่หกวันก่อนที่จะกลับมา
ครั้นลงเขาร่างกายของซ่งชูอีก็รับไม่ไหวแล้ว จี้ฮ่
วนทำได้เพียงแบกนางและสมุนไพรจำนวน
มหาศาลลงเขามาด้วยกัน
พอเห็นจี๋อวี่ จี้ฮ่วนก็บ่นอุบทันที “พี่ใหญ่ ท่าน
หวยจินลำเอียงเกินไปแล้ว ให้ท่านปกปั้องหญิง
งาม ยกเรื่องดีๆ เช่นนี้ให้ท่านทำ ส่วนที่ลำบากที่
เหนื่อยก็ยกให้ข้าทำ!”
จี๋อวี่มิได้ตอบ เพียงโยนถุงน้ำให้เขา หันไปมองซ่ง
ชูอีที่นั่งเป็นอัมพาตและกลอกตาอยู่ข้างๆ หยิบถุง
น้ำขึ้นมาอีกใบแล้วยื่นให้นาง “ดื่มน้ำก่อนเถิด”
ซ่งชูอ้าปาก
จี๋อวี่ไม่พูดจา เพียงแต่ถอดจุกออกแล้วส่งถุงน้ำ
เข้าปากนาง
ซ่งชูอีจึงก้มหน้าอย่างไม่เต็มใจและจิบไปสองสาม
คำ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “เอาเนื้อมาให้
ข้า วันๆ ข้าได้แต่ดื่มน้ำในภูเขา”
“ก็ไม่รีบเสียหน่อย ท่านไม่จำเป็นต้องทุ่มเทเพียง
นี้” จี้ฮ่วนนั่งขัดสมาธิลงข้างซ่งชูอี
เพิ่งจะสิ้นวาจา เว่ย์เจียงก็เดินเข้ามาอย่างสง่า
งามพร้อมกับจานเนื้อกวาง แม้ว่านางจะสวม
เพียงชุดคลุมชวีจวีผ้าปั่านที่ธรรมดาที่สุด ทว่าทุก
ท่วงท่าที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กนั้น
มิได้ละทิ้งความสูงศักดิ์เลย
เว่ย์เจียงนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าทั้งสองคน หั่นเนื้อ
เป็นชิ้นๆ ใส่ชามแล้วส่งต่อให้ซ่งชูอี “นี่คือเนื้อ
กวางที่พี่ใหญ่จี๋ล่าได้เมื่อเช้านี้ ท่านเชิญกิน”
ซ่งชูอีรับชามมาด้วยความใจเย็นยิ่ง ไร้ความตื่น
ตกใจที่ได้รับการปรนนิบัติจากองค์หญิงโดย
สิ้นเชิง
จี้ฮ่วนเห็นว่าเว่ย์เจียงกำลังจะช่วยเขาหั่นเนื้อ จึง
รีบรับมีดไว้ทันที “มิกล้าลำบากองค์หญิง ให้ข้า
ทำเองเถิด”
เว่ย์เจียงหัวเราะ ส่งมีดเล็กในมือให้เขา
จี๋อวี่ยืนค้ำดาบห่างออกไปไม่กี่ก้าว สามารถ
มองเห็นจากหางตาได้อย่างชัดเจน ซ่งชูอีมีผมเผ้า
ยุ่งเหยิงและใบหน้าสกปรก นางกำลังถือชามกิน
อย่างเอร็ดอร่อย แก้มบอบบางปูดนูนไปด้วยเนื้อ
เต็มปาก แสดงให้เห็นถึงความไร้เดียงสาที่ไม่ได้
เห็นบ่อยนัก ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด บางแห่งใน
หัวใจของจี๋อวี่รู้สึกเจ็บปวดเลือนราง มันลุกลาม
มาถึงเบ้าตา ความรู้สึกนี้ขยายตัวเป็นสิบเท่าและ
ดวงตาก็บวมเปั่งอย่างแสนสาหัส
ซ่งชูอีดูแลเว่ย์เจียงอย่างดีตลอดทาง ไม่เคยให้
นางต้องขี่ม้าด้วยความลำบากเลย หากมีอาหาร
หรือเสบียงใดๆ ก็จะยกให้นางก่อน
จี๋อวี่เข้าใจดีว่าทั้งหมดที่ซ่งชูอีทำนี้ มิใช่เพราะเว่ย์
เจียงเป็นองค์หญิง แต่เป็นเพราะว่าเว่ย์เจียงเป็น
ผู้หญิง…เป็นเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง
หลังมื้ออาหาร ซ่งชูอีเรอสะอึกและสะลึมสะลือ
อยู่ในกองใบไม้ที่ร่วงหล่น แสงอาทิตย์ยามเย็นดึง
เงาของจี๋อวี่ให้เหยียดยาวราวกับว่าอยู่ใกล้นาง
มาก
“ท่าน” จี๋อวี่เรียกนาง
ซ่งชูอีลืมตาขึ้นอย่างเกียจคร้าย เมื่อหันหน้าไป
ทางแสงอาทิตย์จึงเห็นเพียงภาพเงาของจี๋อวี่
“ที่จริงท่านไม่จำเป็นต้องลำบากเพียงนี้” จี๋อวี่
เอ่ย ด้วยความรู้ของซ่งชูอี มีคุณสมบัติครบถ้วน
สำหรับจูซย่าสื่อแห่งต้าฉิน แม้ว่าตำแหน่งนั้นจะ
ไม่สบายนัก ทว่าอย่างน้อยไม่จำเป็นต้องเปลือง
ทั้งแรงและแรงใจ ครั้นเห็นนางบาดเจ็บบวกกับ
การรับมือกับสู่อ๋อง ทุ่มเททั้งสมองและหัวใจอีก
ทั้งยังเหน็ดเหนื่อยเพียงนี้ จี๋วอี๋รู้สึกชื่นชมนางใน
ขณะเดียวกันก็ทนไม่ได้เล็กน้อย
ซ่งชูอีพยุงตัวขึ้นนั่งแล้วพิงกับต้นไม้ หรี่ตามองสี
หน้าของจี๋อวี่อย่างถี่ถ้วน ยิ้มเอ่ย “ทุกคนล้วน
ต้องการปรนเปรอและตามใจตัวเอง ทว่าต้องจ่าย
ราคาสูงโดยเฉพาะหากเป็นผู้หญิง ข้าไม่สามารถ
จ่ายราคาสูงเช่นนั้นได้”
สำหรับซ่งชูอีแล้ว ความลำบากยากเข็ญไม่ใช่
ปัญหาอะไร การถูกเด็ดปีกต่างหากที่น่ากลัวที่สุด
“มีได้ก็ต้องมีเสีย” ซ่งชูอียิ้มด้วยความสงบ
“อาจารย์ชองข้าแสวงหาอิสระมาทั้งชีวิต ทิศอุดร
มีมัจฉา นามว่าคุน คุนตัวใหญ่มาก ไม่รู้กี่พันลี้!
มันได้กลายร่างเป็นวิหค นามว่าเผิง หลังเผิงใหญ่
มาก ไม่รู้กี่พันลี้! ครั้นโผบิน ปีกของมันดุจเมฆใน
ท้องฟั้า…”
จี๋อวี่เคยได้ยิน “อิสรจร” หลายต่อหลายครั้ง ทว่า
ทุกครั้งที่ได้ฟังก็ต้องถอนหายใจให้กับความ
งดงามในจินตนาการของจวงจื่อ หากไม่เสรีเพียง
นั้น หากไม่อิสระเพียงนั้น จะสามารถแต่ง
ประโยคเช่นนี้ได้เยี่ยงไร
“อิสระที่ข้าปรารถนาไม่เหมือนกับเขา ข้าเพียง
ต้องการใช้ชีวิตแบบไปตายเอาดาบหน้าสักครั้ง”
ซ่งชูอียิ้มกว้างเอ่ย “ลำบากเหน็ดเหนื่อย ทว่า
หัวใจของข้ามีความสุข”
สภาพสะบักสะบอมของนางที่ถูกเคลือบด้วยสี
แดงทองในยามพระอาทิตย์ตกดินนั้นนุ่มนวลและ
แพรวพราว
พวกเขาค้างแรมในดินแดนแห่งสวรรค์อีกหนึ่งคืน
วันรุ่งขึ้นขณะที่กำลังจะกลับหวังเฉิง จูเหิงก็เข้า
มาพบด้วยความร้อนรน
ไม่พบกันสามเดือนกว่า ร่างกายของจูเหิงที่เดิมที
นับว่าแข็งแรงนั้นซูบผอมลงไปมาก แผ่นหลังงุ้ม
งอเล็กน้อย มีผมหงอกแซมขมับทั้งสองข้าง
รูปลักษณ์เช่นนี้ทำให้ซ่งชูอีประหลาดใจโดยแท้
“ท่านหวยจิน” จูเหิงมีเหงื่อเต็มศีรษะ “ราชทูต
ฉินมาแล้ว”
ซ่งชูอีอัศจรรย์ใจ “มาก็มาแล้วสิ เหตุใดใต้เท้าเหิง
จึงต้องกังวลเพียงนี้?”
จูเหิงซับเหงื่อ น่าสงสารที่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นขุน
นางคนสำคัญในราชสำนัก ต้องคอยสะสาง
ภายในราชสำนักตั้งแต่เช้าจรดเย็น “ท่านราชทูต
ฉินครานี้คือชูหลี่จี๋ เขานำหนังสือเทียบรัฐและ
รายการของกำนัลมาก่อนทว่าถูกสกัดกั้นที่นอก
ภูเขา รถม้าเข้ามาไม่ได้…ที่สำคัญที่สุดก็คือมิได้ส่ง
หญิงงามจื่อเฉามาด้วย ฝั่าบาททรงกริ้ว ต้องการ
จะสังหารท่านราชทูตฉิน”
ราชทูตฉินผู้นี้จะสังหารไม่ได้เป็นอันขาด ทว่าไม่มี
ใครเข้าใจสู่อ๋องไปกว่าจูเหิงอีกแล้ว สู่อ๋องเป็นคน
มีเหตุผลทว่า
ลุ่มหลงนารี เกิดอารมณ์หุนหันพลันแล่นซ้ำๆ ได้
อย่างง่ายดาย ไม่มีใครห้ามปรามได้ ไม่แน่ว่าจะ
สังหารคนจริงๆ
การที่ชูหลี่จี๋กระทำเช่นนี้ ที่จริงแล้วเป็นหนึ่งใน
แผนการของซ่งชูอี นางลอบชมชูหลี่จี๋อยู่ในใจว่า
‘ทำได้ดี’ ทว่ากลับเอ่ยด้วยสีหน้างุนงง “การ
เดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบากซึ่งเป็นความ
จริงที่เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว ฝั่าบาทจะสังหารท่าน
ราชทูตไปใย?”
จูเหิงสงบสติอารมณ์ “ข้าเคยได้ยินมาว่าชูหลี่จี๋
สติปัญญาเกินคนตั้งแต่วัยเยาว์ เป็นผู้ที่ฉลาดที่สุด
ในต้าฉิน เรื่องฉลาดหรือไม่นั้นข้าดูไม่ออก ทว่า
รู้สึกได้ถึงความหยิ่งผยอง เขากล่าวว่ารัฐสู่ข้าปิด
กั้นเส้นทางสัญจร รถม้าผ่านไม่ได้ จะไม่ให้ฝั่า
บาททรงกริ้วได้เยี่ยงไร?”
“ตามความเห็นข้า คำพูดของชูหลี่จี๋นั้นมิได้มี
เจตนาดูถูก” ซ่งชูอีเอ่ย
จูเหิงจะไม่รู้ได้เยี่ยงไรเล่า? ที่ชูหลี่จี๋กล่าวล้วนเป็น
ความจริงและมิได้ดูแคลนรัฐสู่มากจนเกินควร
ทว่าสู่อ๋องฝากความหวังไว้กับดวงดาวและดวง
จันทร์ คอแทบจะยื่นออกมาและตาก็ทบจะถลน
ออกมาแล้ว อุตส่าห์รอคอยราชทูตฉินมาถึงด้วย
ความยากลำบากทว่ากลับนำเพียงรายการของ
กำนัลมาให้เขาเพียงแผ่นเดียว! แน่นอนว่าเขา
เห็นอะไรล้วนขัดหูขัดตา ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ชูหลี่จี๋
กล่าวก็มิใช่เรื่องดี
“เคราะห์ดีที่ท่านยังอยู่ในหวังเฉิง…ฝั่าบาทรับฟัง
คำพูดของท่านเท่านั้น” นับตั้งแต่ที่ซ่งชูอีโน้วน้าม
สู่อ๋องให้ยกเลิกการตามหาชายหนุ่มด้วยทหาร
สามหมื่นนาย จูเหิงก็ต้องพึ่งพานางแล้ว
ซ่งชูอีเต็มใจที่จะช่วยเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึง
กล่าวว่า “ข้าจะไปก็ได้ ทว่าห้ามให้ชูหลี่จี๋รู้ว่าข้า
อยู่ที่นี่อย่างเด็ดขาด ใต้เท้าเหิงน่าจะเข้าใจ”
นางออกมาจากรัฐฉิน ฉินกงทรงกริ้วหนัก ใน
เวลานี้ไม่สามารถเจอกันได้จริงๆ จูเหิงเอ่ย
“แน่นอนอยู่แล้ว ท่านวางใจเถิด”
สู่อ๋องมักจะคุยสัพเพเหระกับซ่งชูอี ส่วนจูเหิงมิได้
สนิทสนมกับนางเพียงนั้น ในทางตรงกันข้าม จู
เหิงจึงระแวดระวังตนจากนางน้อยกว่าสู่อ๋อง