กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 181 ไปเล่นสนุกตรงนั้น
“อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย” จางอี๋วางจอกสุราลง
โน้มตัวเข้าหาซ่งชูอี “ช่วงก่อนหน้านี้ ข้าพบสาว
งามสองสามนาง ใบหน้าแสนงดงามเหลือเกิน
จุ๊!”
ซ่งชูอีเอ่ยเย้า “พี่จางโชคดีจริงๆ”
“ฮาฮา ข้าก็อยากมีโชคเช่นนี้มาตลอด” จางอี๋พูด
อย่างมีความสุข
ซ่งชูอีเข้าใจความหมายของจางอี๋เป็นอย่างดี เช่น
บัดนี้จะปล่อยให้สู่อ๋องมีความหิวกระหายอยู่
ตลอดเวลามิได้ ยิ่งนานวันก็จะยิ่งเกิดสิ่งรบกวน
โดยง่าย ยิ่งไปกว่านั้นนิสัยของสู่อ๋องก็ไม่อาจ
เปรียบได้กับบุคคลทั่วไป จำต้องเติมความหวาน
เล็กน้อยให้แก่เขาโดยการส่งสตรีรูปงามสองสาม
คนเข้ารัฐสู่ก่อน จากนั้นค่อยบอกสู่อ๋องว่าแม้น
หญิงงามเหล่านี้จะมีหน้าตางดงามทว่าก็ไม่เท่า
หนึ่งในหมื่นส่วนของจื่อเฉา มีเครื่องเคียงเพื่อ
เรียกน้ำย่อยก่อนก็จะสามารถทำให้เขาทาน
อาหารหลักได้ช้าลง
อีกอย่างสู่อ๋องก็นับว่ามีความอดทนต่อเหล่าสาว
ใช้ หากหญิงงามจะมาช้าเสียบ้างก็สามารถให้
อภัยได้
ความสามารถของกุนซือนั้นไม่ได้มีเพียงการวาง
กลยุทธ์แต่ต้องแพรวพราวด้วย เพื่อคำว่า “แพรว
พราว” คำนี้ บัดนี้บทสนทนาของทั้งสองคนก็
เปลี่ยนไปหลายภาษาแล้วด้วยความพยายาม
เพียงชั่วครู่
ภายใต้แสงอาทิตย์ยามอัสดง ผู้คนในโรงเตี๊ยม
สลับเปลี่ยนไปหลายคราว ซ่งชูอีและจางอี๋ก็มึน
เมาเล็กน้อยแล้วจึงร่ำลาจากกันอย่างไม่เต็มใจนัก
ขณะที่ซ่งชูอีกลับมาถึงจวน บัดนี้จูเหิงก็มารอนาง
สักพักแล้ว
“ใต้เท้าเหิงมีธุรอะไร?” ซ่งชูอีครุ่นคิด ไม่น่าจะ
สืบข่าวของจีเหมียนได้รวดเร็วเพียงนี้
รอยยิ้มของจูเหิงอึดอัดเล็กน้อย “ก่อนหน้านี้มิได้
เล่าให้ท่านฟังถึงปมขัดแย้งระหว่างฝั่าบาทกับชูห
ลี่จี๋…ดังนั้น…”
“ใต้เท้าเหิงกล่าวเกินไปแล้ว” ซ่งชูอียิ้มพร้อมกับ
เดินขึ้นไปตามทางเดิน “แม้ว่าบางคราวฝั่าบาท
จะกระทำการเอาแต่ใจ ที่จริงแล้วในใจชัดเจนยิ่ง
ถึงข้าจะรู้ความจริงแต่ก็ไม่อาจจะโน้มน้าวเขาได้”
พูดถึงสู่อ๋อง เขาเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจมากคน
หนึ่ง แยกแยะผิดถูกได้อย่างชัดเจน ดังนั้นแม้ว่า
จะหลงระเริงในสตรีเพศแต่ก็ไม่ได้นำรัฐไปสู่การ
ล่มสลาย อย่างไรก็ตามตระกูลไคหมิงได้ผ่านการ
ครองราชย์มาสิบสองรัชกาลแล้ว จนถึงสู่อ๋องคน
ปัจจุบัน ความเสื่อมโทรมก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนสู่เป็นของขวัญ
จากสวรรค์ และก็เป็นผลที่ได้มาจากความมุ่งมั่น
ในการทำเพราะปลูกของเหล่าองค์จวินนับตั้งแต่
รัฐสู่เปิดประเทศ ชาวสู่เก่งด้านการสู้รบซึ่งเป็นผล
มาจากสภาพแวดล้อมและผลของการเผชิญหน้า
อย่างต่อเนื่องระหว่างปาสู่สองรัฐ ปัจจุบัน
ประเทศสู่ดูเหมือนจะเจริญรุ่งเรืองแต่จริงๆ แล้ว
ล้วนเป็นการกินบุญเก่า
“เฮ้อ!” จูเหิงถอนหายใจ แต่กลับยอมรับคำพูด
ของซ่งชูอีอยู่เงียบๆ “ท่านอย่าได้ถือโทษข้าเลย”
ท้องพระคลังของรัฐสู่มั่งคั่ง สู่อ๋องจะเปลี่ยนวิธีสุข
สำราญก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพียงแต่เมื่อก่อน
เขาชอบสุขสำราญไปทุกหนแห่ง บัดนี้เอะอะก็
สร้างพระตำหนัก สร้างถนนไม้กระดาน ต่อให้มี
เงินมากมายก็คงจะใช้จ่ายเช่นนี้ได้เพียงไม่กี่ครั้ง!
“อันที่จริงเดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร หลายปี
ก่อนตอนที่ชูหลี่จี๋ท่องเที่ยวอยู่ในดินแดนสู่ ตอน
นั้นเขามีชื่อว่าซิงโส่ว ฝั่าบาทมีความสนพระทัยใน
เรื่องการดูดาวมาก ครั้นได้ยินว่าซิงโส่วมาจาก
สำนักดูดาวชื่อดังก็เรียกเขาเข้าวัง” ไม่ว่าจะโน้ม
น้าวใจหรือไม่ก็ตาม จูเหิงก็ยังยังคงเล่าเรื่องเก่า
ตั้งแต่ปีมะโว้ให้ซ่งชูอีฟังรอบหนึ่ง
จากการวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย ต้องโทษที่ชูหลี่จี๋
หน้าตาดีเกินไป! บัดนั้นสู่อ๋องกำลังสุขสำราญกับ
เด็กสาวกลุ่มหนึ่ง ผลลัพธ์คือทันทีที่ชูหลี่จี๋ปรากฏ
ตัวก็ทำให้เด็กสาวเหล่านั้นอัศจรรย์ใจทันทีและ
ต่างเสียอาการเล็กน้อย
ผู้ชายในปาสู่ล้วนล่ำเตี้ยทรงพลัง เด็กสาวที่เกิด
และโตในรัฐสู่เหล่านี้จะไปเคยเห็นเด็กหนุ่มที่เห
ล่อเหลาและสูงกำยำเช่นชูหลี่จี๋ได้เยี่ยงไรกัน!
ในฐานะเด็กหญิงที่ถูกเลี้ยงอย่างกักขังภายในวัง
ไม่เคยเห็นโลกภายนอกก็พอเข้าใจได้ ทว่าสู่อ๋อง
เสียหน้าอย่างยิ่งเพราะเหตุนี้
เพื่อแสดงความใจกว้างและมีอารมณ์ขันของ
องค์จวินแห่งรัฐ สู่อ๋องข่มความโกรธไว้ในใจ พูดที
เล่นทีจริงว่าจะยกเด็กสาวทั้งหมดนี้ให้กับชูหลี่จี๋
เด็กสาวเหล่านั้นก็ไร้เดียงสาอย่างแท้จริง ครั้นได้
ยินดังนี้แต่ละคนหัวใจเต้นกระสับกระส่าย แสดง
อาการขวยเขิน บางคนฉลาดพอที่จะไม่มองหน้า
ชูหลี่จี๋ ทว่าท้ายที่สุดก็ไม่สามารถรักษาหน้าของสู่
อ๋องไว้ได้
สู่อ๋องถูกฝังอยู่ในหลุมที่ตัวเองขุดไว้ ทว่าบัญชี
ครั้งนี้จะต้องชำระอย่างแน่นอน ดังนั้นปม
ความแค้นจึงได้เกิดขึ้นแล้ว
ซ่งชูอีเม้มปากกลั้นหัวเราะ บัดนั้นชูหลี่จี๋อายุยัง
น้อย ผ่านไปหลายปีเมื่อเขากกลับมาที่รัฐสู่อีก
ครั้งก็ยิ่งมีบุคลิกที่โดดเด่น ซ่งชูอีนึกถึงตอนที่พบ
เขาในรัฐเว่ย์เป็นครั้งแรก นางก็ยังรู้สึกประหลาด
ใจ แม้ว่าสู่อ๋องจะดูแลร่างกายของตัวเองเป็น
อย่างดี สุดท้ายแล้วก็ยังมีเรื่องของอายุ บวกกับ
การลุ่มหลงในนารีทั้งวัน จึงดูเสื่อมโทรมตั้งแต่
เจ็ดแปดปีก่อนแล้ว จะเปรียบเทียบคู่นี้กันได้เยี่ยง
ไร?
“ฝั่าบาทจริงจังเกินไปแล้ว” ซ่งชูอีอดกลั้นครู่หนึ่ง
ก่อนจะแสดงความเห็นด้วยความอ่อนหวาน
จูเหิงยิ้มขมขื่นพร้อมกับส่ายหน้า มองไปยังดูดอก
ตู้เจวียนที่กำลังออกดอกเต็มลานก็ถอนหายใจ
“ข้าเหนื่อยจริงๆ เห็นว่าดอกตู้เจวียนกำลังจะ
บาน บางทีข้าควรกลับหมินซานชมบุปผาดื่มสุรา
แล้ว”
การบีบบังคับให้จูเหิงถอยออกไปนั้นเป็นขั้นตอน
ต่อไปที่ซ่งชูอีต้องการจะทำ ดังนั้นเมื่อได้ยินว่า
เขามีความประสงค์ที่จะถอยอย่างกะทันหันใน
เวลานี้ นางจึงมิได้เอ่ยวิจารณ์
จูเหิงเป็นพระอนุชาของสู่อ๋อง มีความเฉลียว
ฉลาดและมีความสามารถ เป็นคนซื่อสัตย์ ก้ม
หน้าทำงานหนัก อยู่ข้างสู่อ๋องมาตั้งแต่อายุสิบหก
ปี อุทิศตนให้กับรัฐสู่ ยังไม่ต้องพูดถึงข้อดีข้อด้อย
ของเขา ซ่งชูอีก็รู้สึกว่าผู้ที่สามารถปรนนิบัติคน
นิสัยเช่นสู่อ๋องมาได้ยี่สิบปีนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ
จูเหิงที่สามารถจัดการคนได้ย่อมมิขาดผู้ติดตาม
ในราชสำนัก สู่อ๋องจะไม่รู้สึกสงสัยและอิจฉาใน
พระอนุชาที่มีพลังในการรวบรวมผู้สนับสนุน
เช่นนี้ได้เยี่ยงไร?
หากต้องการบีบให้เขาจากไปนั้นไม่ยาก ทว่าหาก
เขาสามารถถอนตัวได้เองตัวเองย่อมดีกว่า
“เมื่อครู่ข้าพบกับสหายเก่า เขายังไม่ถึงวัย
กลางคน ทว่าไม่เจอกันเพียงไม่กี่ปี ความทุกข์
ร้อนบนโลกใบนี้กลับได้ย้อมสีบนสองขมับแล้ว
คิดดูแล้วใต้เท้าเหิงก็คงลำบากไม่น้อย” ซ่งชูอี
มองดูไรผมของจูเหิงที่มีผมหงอกแซมก็กล่าวด้วย
ความตื้นตัน
จูเหิงอายุน้อยกว่าสู่อ่องห้าถึงปกปี ทว่ากลับดู
เหมือนแก่ชรามาก
“หึหึ หวยจินอย่าได้ดูถูกข้าเชียว ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่
ปีข้าอาจจะมีลูกชายก็ได้!” จูเหิงยิ้มเอ่ย
ชีวิตของจูเหิงหลายปีมานี้ไม่ง่ายเลย เพื่อปัดเปั่า
ความสงสัยของสู่อ๋อง บัดนี้เขามีพระธิดาเพียงผู้
เดียวและได้ออกเรือนไปเมื่อหลายปีก่อนแล้ว
ซ่งชูอีก็ยิ้มเอ่ยเช่นกัน “ใต้เท้ายังคงแข็งแรง
จะต้องได้สมใจแน่”
แน่นอนว่าหากจูเหิงยินดีก็สามารถทำได้ ซ่งชูอี
พูดกระตุ้นเขาด้วยความแนบเนียน
“ขอบคุณคำมงคลของท่านหวยจิน” จูเหิง
ประสานมือขอบคุณโดยปราศจากเจตนาเพียงผิว
เผิน เห็นได้ชัดว่าในใจเขาปรารถนาบุตรชาย
จริงๆ
เขามีงานเต็มมือ ยากที่จะปลีกตัวผ่อนคลาย
เช่นนี้ได้ เมื่อเห็นว่าเวลาไม่เช้าแล้วจึงเอ่ยว่า
“ท่านพักผ่อนเสียเถิด ข้าขอตัวก่อนแล้ว”
“เชิญท่านใต้เท้าเหิงตามสบาย” ซ่งชูอีลุกขึ้นส่ง
เขา
ครั้นเห็นจูเหิงขึ้นม้าไปแล้ว ซ่งชูอีเงียบงันอยู่ครู่
หนึ่งก่อนหมุนตัวกลับเข้าลานไป
นี่คือลานที่จูเหิงใช้ยามพักผ่อน ดอกตู้เจวียนใน
สวนบัดนี้เผยให้เห็นสีแดงระเรื่อและสามารถ
มองเห็นสีสันของมันได้เล็กน้อย ครั้นรอ
จนกระทั่งมันผลิบานเต็มที่จะต้องงดงามมาก
ทีเดียว เพียงแต่น่าเสียดายที่ตั้งแต่ลานนี้ถูกสร้าง
จูเหิงก็ไม่เคยมีโอกาสได้มาพักผ่อนอย่างจริงจัง
ฤดูใบไม้ผลิ ทัศนียภาพของรัฐสู่งดงามยิ่ง
บัดนี้สงครามระหว่างปาฉู่ได้เข้ามาสู่ทางตัน ใน
ความเห็นของซ่งชูอี ทันทีที่มันหยุดชะงัก โอกาส
ที่รัฐฉู่จะยึดครองปาสู่นั้นก็เลือนรางแล้ว
สู่อ๋องเองก็มองเห็นข้อนี้ ดังนั้นจึงเชิญจอมขมัง
เวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ให้มาดูฤกษ์ยามของวันที่สร้าง
ตำหนัก องค์รัชทายาทได้ไปที่ด่านเจียเหมิงเพื่อ
ดูแลการก่อสร้างถนนไม้กระดานแล้ว ส่วนจูเหิง
รับผิดชอบด้านการจัดหาอยู่เบื้องหลังในขณะที่
ดูแลช่างฝีมือในการสร้างเรือลำใหญ่
หญิงงามหกนางที่รัฐฉินส่งมาในภายหลังก็ได้
มาถึงหวังเฉิงแล้ว ในบรรดาหกนางนี้ สี่นางเป็น
สตรีที่งามที่สุดในรัฐฉิน ในบรรดาพวกนางมี
แม้กระทั่งหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ หญิงสาวอีกสองนาง
เป็นสตรีชาวเยวี่ย ความโดดเด่นของรัฐเยวี่ยนั้น
มิได้เป็นเพียงตำนานเล่าขาน อย่างน้อยสองนาง
ที่ส่งมายังรัฐสู่นี้ล้วนเป็นหญิงงามชั้นหนึ่ง
หญิงงามทั้งหกคนล้วนมีจุดเด่นในตัวเอง เมื่อสู่
อ๋องเห็นดังนั้นก็ตกใจหนักหนา ต่อมาได้ยินว่า
หญิงงามเหล่านี้ยังเทียบไม่เท่าแม้แต่ปลายนิ้ว
ของจื่อเฉาเลยด้วยซ้ำ ในใจก็ยิ่งยินดีปรีดา
ถึงอย่างไรตอนนี้เขาไม่สามารถจินตนาการได้
ว่าจื่อเฉางดงามเพียงใด หญิงงามที่อยู่ตรงหน้า
นั้นช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน โดยเฉพาะหญิงงามชาว
เยวี่ยสองนาง ผิวพรรณขาวผ่องราวกับสามารถ
หยดน้ำออกมาได้ ร่างกายมีส่วนเว้าส่วนโค้ง
ใบหน้างามแฉล้มมีสีชมพูระเรื่อ ดวงตาราวกับ
หยดน้ำ แม้แต่เสียงพูดก็อ่อนหวานราวกับเสียง
ร้องของแมว…สำหรับสู่อ๋องที่เคยชินกับการ
มองเห็นสาวงามอันร้อนแรงนั้น ความอ้อนแอ้น
อรชรเช่นนี้น่าเย้ายวนถึงขีดสุด
ครั้นสู่อ๋องได้หญิงงามแล้วจะใส่ใจเรื่องอื่นที่ไหน
กัน เมื่อมีคนตักเตือนให้ปล่อยชูหลี่จี๋ระหว่างการ
ประชุมราชสำนักช่วงเช้า เขาก็รับปากอย่าง
ง่ายดาย จากนั้นก็พาเหล่าหญิงงามคนใหม่
ออกไปเที่ยวเล่นแล้ว
รออยู่ในจวนเก้าวัน จูเหิงก็ส่งคนนำข่าวของจีเห
มียนมาให้กับซ่งชูอี
แผนการของนางมีจางอี๋และชูหลี่จี๋แบกรับไว้แล้ว
จึงเก็บสัมภาระและเดินทางไปยังรัฐปากับเว่ย์
เจียง เล่นสนุกกับทางนี้เสร็จแล้วก็ต้องไปสนุกกับ
ทางนั้นเสียหน่อย!