กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 199 เด็ดดอกท้อให้ใคร
ผ่านไปหนึ่งเดือนกว่า บัดนี้ปลายเดือนสามแล้ว
ทั่วทั้งภูเขาเต็มไปด้วยดอกท้อ
หลังจากต้อนรับกองทัพสองหมื่นนายชุดแรกที่
มาถึง ซ่งชูอีก็ใช้เวลาว่างที่หาได้ยากยิ่ง พาจี้ฮ่วน
ไปยังภูเขาใกล้เคียงเพื่อชื่นชมฤดูใบไม้ผลิ
เป็นเวลาสิบวันแล้วที่เจ้าอี่โหลวคุยกับนางครั้ง
สุดท้าย ซ่งชูอีเดินทอดน่องอยู่ในปั่าดอกท้อ ครั้น
นึกถึงเรื่องนี้อารมณ์ก็มัวหมองเล็กน้อย “ฮ่วน
เจ้าว่าเพราะเหตุใดตูเว่ยจึงไม่คุยกับข้ามาเดือน
หนึ่งแล้ว?”
จี้ฮ่วนเงียบไปครู่หนึ่ง เอ่ยว่า “ข้าน้อยไม่ทราบ”
ซ่งชูอีเหลือบมองเขา แสดงความไม่พอใจที่เขา
แสร้งทำเป็นครุ่นคิด “เรื่องที่เจ้าถูกลากเข้าปั่าใน
รัฐปานั้น…ก็อย่าได้ถือโทษข้าอยู่ในใจตลอดเวลา
เลย ลูกผู้ชายอกสามศอก…”
“ท่าน!” จี้ฮ่วนหน้าแดงหูแดงตัดบทนาง “ข้ารู้ว่า
เหตุใดตูเว่ยจึงไม่พูดกับท่าน”
“อ๋อ?” ซ่งชูอีตั้งใจ
จี้ฮ่วนกล่าวด้วยความฉุนเฉียว “เวลาเจ็บตรงไหน
ท่านก็แทงตรงนั้น พูดจาโผงผาง คนที่ไม่รู้ยังนึก
ว่าท่านจงใจจะซ้ำรอยแผลเดิม!”
ขณะที่ซ่งชูอีเดินทางอยู่ข้างนอกนั้น คำพูดของ
นางล้วนอ้อมมาจากลำไส้เล็กส่วนปลายเก้ารอบ
ก่อนที่จะเอ่ยออกมาจนเป็นนิสัย ทั้งหมดนี้เพื่อ
ตอบสนองหัวใจของผู้ฟัง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ
ให้ขุ่นเคืองหัวใจ เพียงแต่นางไม่มีความพยายาม
นี้เวลาที่อยู่กับคนใกล้ชิด คิดอะไรก็พูดออกมา
เยี่ยงนั้น อย่างไรก็ดีนางก็มิได้พูดโดยไม่คิด
นับตั้งแต่เหตุการณ์ในรัฐปาครานั้นจี้ฮ่วนก็
กลายเป็นคนที่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับนาง มิได้
พูดจาโผงผางต่อหน้านางเหมือนที่เคยทำ
เมื่อก่อนแล้ว แม้ว่านางมิได้พูดแต่ก็มิได้
หมายความว่าไม่สนใจ
จี้ฮ่วนเห็นว่าซ่งชูอีเหม่อมองดอกท้อที่กำลังจะผลิ
บาน หลุบศีรษะอยู่สักพัก กล่าวงึมงำ “ท่าน
อย่าได้เก็บมาใส่ใจ ข้า…ข้าก็แค่พูดไปเพราะ
โมโห”
“อืม” ซ่งชูอีพยักหน้า พึมพำกับตัวเอง “ข้านึก
ว่าเขาจะรู้ ขี้งอน”
ซ่งชูอีไม่เคยซ่อนเร้นอะไรต่อหน้าเจ้าอี่โหลวเลย
นึกโมโหก็โมโห นึกอยากด่าก็ด่า กล่าววาจาเป็น
พิษอยู่บ่อยครั้ง นางก็ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด
ปกติแล้วเจ้าอี่โหลวจึงรับสิ่งเหล่านี้ได้ เพียงแต่
ระยะหลังนี้ไม่รู้ว่าเพราะคำพูดใดของนางที่ทำให้
เขามีสีหน้าบึ้งตึงอย่างแปลกประหลาด?
จี้ฮ่วนมองดูคนที่ “สันดานไม่เปลี่ยน” ผู้นี้ ในใจ
พลันคิดว่าพูดอะไรก็ล้วนเกินความจำเป็น
หลังจากเดินทอดน่องอยู่นาน ซ่งชูอีเห็นว่าดอก
ท้อต้นหนึ่งบานกำลังสวย จึงเด็ดติดมือไปสอง
สามกิ่ง
ขณะที่กลับถึงกระโจม เจ้าอี่โหลวยังคงฝึกทหาร
อยู่ นางจึงสั่งให้คนนำดอกท้อไปไว้บนโต๊ะของ
เขา
ที่ซ่งชูอีทำทั้งหมดนี้เพราะนึกถึงสิ่งที่ศิษย์พี่ใหญ่
เคยกล่าวไว้เมื่อชาติที่แล้ว ‘หากต้องการชนะใจ
โฉมงาม ก็ต้องพยายามง้อ’
เวลาที่ศิษย์พี่ใหญ่ไม่มีอะไรทำก็มักจะเด็ดดอกไม้
ใบหญ้าไปให้แม่นางรูปงามในหมู่บ้านตรงเนินเขา
อยู่เสมอ ไม่ก็บรรเลงเพลงใหม่ตรงเนินเขาหน้า
หมู่บ้าน จากการสังเกตของนางคล้ายได้ผลลัพธ์ดี
ทีเดียว
สองชีวิตของซ่งชูอีรวมกันจนถึงบัดนี้ นางเคย
เอาชนะใจคน เคยทำให้คนสบายใจ เคยปลุกเร้า
ใจคน เคยหลอกคน… ทว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่เคย
พยายามก็คือการครอบครองคน เมื่อก่อนตอนที่
นางอยู่กับหมิ่นฉือ ส่วนใหญ่ก็หารือกันเรื่อง
สถานการณ์ทั่วไปของรัฐต่างๆ ยามว่างก็เดิน
หมากดื่มสุรา ยังไม่เคยง้อใครทั้งสิ้น
ครั้นเรื่องความสัมพันธ์ทางทหารตกอยู่ในมือของ
นาง นางก็สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้
อย่างรวดเร็ว ทว่า นางไม่เต็มใจที่จะใส่ความรู้สึก
จอมปลอมลงไปในเรื่องเช่นนี้เลยแม้แต่น้อย คิด
ไปคิดมาหากไม่เสแสร้งก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว
ท่ามกลางความอับจนหนทางนี้ นางทำได้เพียง
ทำตามแบบแผนเดิมและเรียนรู้วิธีการง้อคนจาก
ศิษย์ใหญ่อย่างเงอะงะ
เวลาพลบค่ำ ซ่งชูอีเพิ่งจะกินอาหารเสร็จไม่นาน
ก็ยืนอยู่หน้าแผนที่คิดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ พลางย่อย
อาหาร
“ท่าน ตูเว่ยมาแล้วขอรับ”
เสียงรายงานหน้าประตูยังไม่ทันสิ้นสุด เจ้าอี่
โหลวก็เดินหน้าบึ้งเข้ามาแล้ว
ไปั๋เริ่นเงยหน้าเดินตามก้นเจ้าอี่โหลวเข้ามา
เหมือนเป็นหางของเขา
เมื่อซ่งชูอีเห็นลักษณะจิ้งจอกปลอมเป็นเสือของ
มันแล้ว ทั้งโมโหทั้งขบขัน อดที่จะจ้องมันไม่ได้
พลันคิดในใจว่า ‘เจ้าเด็กโอหัง! รอเวลาที่เจ้า
เสี่ยวฉงไปรบดูสิว่าข้าจะจัดการกับเจ้าเยี่ยงไร!’
ไปั๋เริ่นเห็นว่าแววตาของซ่งชูอีไม่ประสงค์ดี ก็รีบ
โน้มตัวเข้าหาเจ้าอี่โหลว
“เจ้าเป็นคนนำดอกท้อไปวางที่โต๊ะข้ารึ? เจ้า
หมายความว่าเยี่ยงไร?!” เจ้าอี่โหลวเสียงแข็ง
ซ่งชูอีมิได้ตระหนักถึงความจริงจังในการมอบ
ดอกไม้ให้กับผู้ชาย แต่นางสามารถมองเห็นความ
โกรธที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลา อดที่จะ
สงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดนางจึงล้มเหลวในการใช้เคล็ด
ลับของศิษย์พี่ใหญ่? เพราะว่ามันผิดที่ผิดทางหรือ
ว่าผิดคนผิดประเพณีกันนะ?
ความคิดต่างๆ นานาแวบเข้ามาในสมองอย่าง
รวดเร็ว ซ่งชูอีตัดสินใจที่จะกล่าวความจริงอัน
เรียบง่ายที่สุด “วันนี้ข้าไปชมฤดูใบไม้ผลิมา เห็น
ว่าดอกท้อสวยดีจึงตั้งใจเด็ดมาให้เจ้า”
สีหน้าเจ้าอี่โหลวอ่อนลง เผยให้เห็นความกระอัก
กระอ่วนเล็กน้อย “เจ้า…เจ้าเอาใจใส่ดี”
พูดจบก็ลังเลครู่หนึ่ง หมุนตัวเดินออกไปอย่าง
รวดเร็ว
อารมณ์ที่เปลี่ยนกะทันหันนี้ทำให้ซ่งชูอีอัศจรรย์
ใจ นางอ้าปากค้างมองดูประตูที่ว่างเปล่าครู่ใหญ่
ก่อนรวบแขนเสื้อแล้วจิ๊ปากเอ่ย “ประหลาด!
ความคิดของโฉมงามไร้ซึ่งตรรกะใดจริงๆ หรือ?”
ผลลัพธ์นั้นเห็นทันตา! นางครุ่นคิดว่าหากที่นี่มิใช่
ค่ายทหาร จะต้องเรียนรู้การดีดพิณจากศิษย์พี่
ใหญ่ทุกวันให้ได้
หากเป็นในอดีต เป็นตายร้ายดีอย่างไรซ่งชูอีก็ไม่
มีทางเชื่อว่าเพียงดอกไม้สองสามดอก บทเพลง
หนึ่งบทเพลงจะสามารถชนะใจคนได้ ทว่าตอนนี้
นางเชื่อบ้างแล้ว…ถ้าเช่นนั้นไว้วันหน้ากลับ
เสียนหยางแล้วส่งดอกไม้ให้อิ๋งซื่อดีหรือไม่?
“จิตใจคนนี้…ยากแท้หยั่งถึงจริงๆ!” ซ่งชูอีถอน
หายใจ สลัดความคิดวุ่นวายนี้ออกไป แล้วคิด
เรื่องแผนการโจมตีปาสู่ต่อ ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็
สำคัญกว่า
“หวยจิน!”
ซ่งชูอีเพิ่งจะหยิบพู่กันขึ้นมาพลันได้ยินเสียง
คุ้นเคยดังมาจากหน้าประตู
มุมปากของนางยกยิ้ม ลุกขึ้นออกไปต้อนรับก็
เห็นจางอี๋ในชุดคลุมสีเทาน้ำเงินตัวใหญ่พร้อมกับ
หมาปั่าขนสีทองอร่ามเดินเข้ามาตามคาด
“เห็นหน้าตาพี่จางมีความสุขเช่นนี้ คิดว่าได้เลื่อน
ขั้นแล้วหรือ?” ซ่งชูอีประสานมือยิ้มถาม
จางอี๋หัวเราะเสียงดัง “ต้องขอบคุณอิทธิพลแห่ง
ความโชคดีของเจ้า”
ทั้งสองคนสบตากันอย่างมีความสุข เดินเข้าไปใน
กระโจมอย่างกลมเกลียว ดื่มสุราชำระความ
เหนื่อยล้าสองสามจอกก่อนพูดคุยกันอย่างสงบ
“คิดว่าข้าจะต้องไปที่รัฐสู่ในไม่ช้าแล้ว” จางอี๋เอ่ย
“เยี่ยม” ซ่งชูอีปรบมือ นี่นับเป็นก้าวสำคัญใน
การโจมตีรัฐสู่ บัดนี้ท่าทีของสู่อ๋องค่อยๆ สงบลง
แล้ว แน่นอนว่าจะต้องมีความคิดใหม่ต่อของ
กำนัลและต้องสงสัยรัฐฉินอย่างแน่นอน
“หลายวันนี้ข้าชี้นำให้ปาอ๋องโยนความผิดไปที่รัฐ
ฉิน ต่อไปข้าจะดูว่าพี่ชายวางกลยุทธ์เยี่ยงไร
แล้ว!” ซ่งชูอีไม่สงสัยในความสามารถของจางอี๋
เลยแม้แต่น้อย เรื่องการเป็นไม้กวนอุจจาระนั้น
จางอี๋มีประสบการณ์มากกว่านางเสียอีก
สู่อ๋องเพียงแค่แอบสงสัยรัฐฉินอยู่ในใจ แต่
เนื่องจากมีความสงสัยเช่นนี้จึงทำให้เขาไม่
สามารถตัดสินใจแผนการที่จะต่อสู้กับรัฐปาได้
หนทางเดียวคือทำให้ความสงสัยนี้ไปสู่ด้านสว่าง
จากนั้นค่อยแก้ไข ก่อนที่เรื่องราวจะเข้าสู่ด้าน
สว่าง แน่นอนว่ารัฐฉินจะไม่อยู่ดีๆ แล้ววิ่งไป
อธิบายตัวเอง ปาอ๋องจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดใน
การยั่วยุเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
จางอี๋ยิ้มเอ่ย “หวยจินปูเรื่องนี้ไว้อย่างดีเยี่ยม ข้า
ก็เพียงหยิบยกด้านสว่างขึ้นมาง่ายๆ เท่านั้น จะ
บอกว่าวางกลยุทธ์ได้เยี่ยงไร?”
“จ้งเหิงความสัมพันธ์ทางการทูต พูดง่ายทำยาก
เรื่องนี้ต้องให้พี่ชายเป็นคนทำ!” ซ่งชูอียกไหสุรา
ขึ้น กล่าวด้วยความจริงจัง “ขอดื่มให้หนึ่งไห”
จางอี๋ออกมาจากสำนักจ้งเหิง[1]และเดินทางไป
ยังรัฐต่างๆ การปราศรัยของเขาได้แพร่หลายไป
ในรัฐต่างๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทว่ากลับถูกกีด
กันโดยเหล่าสำนักหลักๆ ในสายตาของผู้คนส่วน
ใหญ่ สำนักที่เรียกว่าจ้งเหิงเป็นเพียงวิธีของคนต่ำ
ต้อยที่อาศัยปากในการประจบสอพลอและเพื่อ
ไต่เต้าตำแหน่งทางสังคมเท่านั้น
“หวยจินช่างรู้ใจนัก!” จางอี๋เงยหน้าดื่มสุราเต็ม
ไห ก้อนเนื้อในใจก็ได้หายไปหมดแล้ว
เดิมทีจางอี๋ออกความเห็นเรื่องการโจมตีหานบุก
โจว บังคับเทียนจื่อแต่งตั้งจูโหว นี่นับว่าเป็น
ความคิดเห็นใหญ่ชิ้นแรกนับตั้งแต่เขาเข้ารัฐฉิน
ทว่ากลับถูกคนอย่างซ่งชูอีหักล้าง ในทางกลับกัน
ตอนนี้เขาเป็นได้เพียงตัวประกอบรองจากผู้อื่น
และชุบมือเปิบผลงานเท่านั้น นี่มีผลต่อผู้ที่มีจิตใจ
เย่อหยิ่งและความทะเยอทะยานอยู่ไม่น้อย
เป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวว่าไม่มีก้อนเนื้อใดในใจเลย
หลายวันนี้จางอี๋ค่อนข้างคิดมาก สำหรับคำปลอบ
ประโลมที่อาจโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของซ่งชูอีนั้น
เขาก็เข้าใจเป็นอย่างดีและอดละอายใจมิได้ เขา
ยังเคยถอนหายใจเอ่ยกับอิ๋งซื่อว่า “ว่ากันด้วย
ความทะเยอทะยาน จางอี๋มีไม่เท่าหวยจิน!”
นางวางแผนอย่างรอบคอบ ประสบความทุกข์
ยาก สุดท้ายก็ยกความชอบและผลประโยชน์
ทั้งหมดให้แก่เขา อีกทั้งยังรู้ว่าเขาไม่สบายใจ
ปลอบประโลมระหว่างการทำภารกิจ หากตนยัง
เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจไม่นับเป็นความล้มเหลวหรอก
หรือ?
ครั้นคิดได้ จางอี๋ก็วางความภาคภูมิใจของตนลง
และตั้งใจทำให้ดีที่สุด ทว่าหลังจากเจอเรื่องเช่นนี้
หัวใจของเขาก็ยิ่งประเมินซ่งชูอีสูงขึ้นไปอีกหลาย
ขั้น นอกจากนี้ทั้งสองยังมีแนวคิดเหมือนกันซึ่งทำ
ให้กลายเป็นคนสนิทยิ่งขึ้น
ดื่มสุราจนได้ที่แล้ว จางอี๋เอ่ย “นึกถึงคราวที่พบ
หน้ากันครั้งแรกในรัฐเว่ย ก็ยังต้องขอบคุณที่หวย
จินช่วยข้า คิดๆ ดูแล้วหวยจินก็เป็นผู้มีพระคุณ
ของจางอี๋! ถ้าอย่างไรเรามาดื่มเป็นพี่น้องร่วม
สาบานกันที่นี่ดีหรือไม่?”
“ประเสริฐนัก!” ไม่ใช่ว่าซ่งชูอีกำลังคิดถึง
สถานการณ์โดยรวม เพราะส่วนตัวแล้วนางก็มี
ความคล้ายคลึงกับจางอี๋มากจริงๆ
ทั้งสองคนกระทำทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว
ทันทีที่พูดจบก็รินสุราเต็มจอก กรีดเลือดทำ
สัญญาและสาบานเป็นพี่น้อง
การสาบานประเภทนี้เกือบเทียบเท่า
ความสัมพันธ์เชือดคอแล้ว สิ่งที่เรียกว่า
ความสัมพันธ์เชือดคอเป็นการชี้ว่าความสัมพันธ์
ของทั้งสองแน่นแฟั้นมากจนสามารถร่วมเป็นร่วม
ตายได้ หากมีคนหนึ่งตาย อีกคนก็จะเชือดคอ
ตัวเองเพื่อฆ่าตัวตายตาม คำปฏิญาณแบบ
ความสัมพันธ์เชือดคอคือความมุ่งมั่นที่จะละทิ้ง
ทุกสิ่ง ไม่เหมือนการร่วมสาบานพี่น้องที่ว่า “ไม่
ขอเกิดวันเดือนปีเดียวกัน ทว่าขอตายวันเดือนปี
เดียวกัน” ความแตกต่างอยู่ที่ “ทว่าขอ” แค่คำ
ว่า “ขอ” ก็อธิบายได้มากแล้ว
ความสัมพันธ์เชือดคอนี้โดยมากเกิดขึ้นระหว่างผู้
ผดุงความยุติธรรม อย่างเช่นกุนซือที่ทำงานโดยมี
แผนสำรองและอยู่กับความเป็นจริงเช่นจางอี๋
และซ่งชูอีนั้น จะไม่สร้างความสัมพันธ์นี้อย่าง
หุนหันพลันแล่นโดยเด็ดขาด เพราะว่าไม่ว่าจะ
เป็นผู้ผดุงความยุติธรรมที่รักษาสัญญาหรือกุนซือ
ผู้เอาตัวรอดก็ต่างให้ความสำคัญกับคำสาบาน
เท่าชีวิต
จะกินข้าวแบบขอไปทีก็ได้ แต่ไม่สามารถสาบาน
แบบขอไปทีได้
การเป็นพี่น้องร่วมสาบานนั้น ทั้งสองต่างเข้าใจ
โดยปริยาย ไม่จำนวนต้องเอ่ยคำสาบานออกมา
ในอนาคตหากทั้งสองคนถูกเรียกใช้ เกรงว่าองค์จ
วินแห่งรัฐฉินจะต้องเสียใจเป็นแน่
ด้วยความสัมพันธ์ระดับนี้ การพูดคุยจึงมีความ
ใกล้ชิดมากขึ้น ซ่งชูอีเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าในโลกนี้
บางครั้งความรักในครอบครัวไม่มั่นคงเท่าคำ
ปฏิญาณ
หลังจากเมาเล็กน้อย จู่ๆ ซ่งชูอีนึกขึ้นได้ ตนก็
นับว่าเข้าใจจิตใจและความรู้สึกของผู้คนดีมิใช่
หรือ? แล้วเหตุใดเพียงอาการบ่นงึมงำของเจ้าอี่
โหลวจึงทำให้นางสับสนเล่า?
“พี่ใหญ่ หากมีคนนำดอกท้อสองกิ่งมาให้พี่ พี่ดีใจ
หรือไม่?” ซ่งชูอีรู้สึกว่าการเป็นคนนอกจะเห็น
ภาพรวมได้ดีกว่า ดังนั้นจึงขอคำปรึกษาจากจางอี๋
จางอี๋คออ่อนกว่าซ่งชูอีมาก บัดนี้พูดจาวกวนแล้ว
ครั้นได้ยินดังนี้ก็อดที่จะหัวเราะเอ่ยมิได้ “เป็น
เรื่องที่งดงามนัก! ตอนที่พี่ชายอยู่ในชนบท มักจะ
เด็ดดอกซิ่ง ดอกท้อ จิ๊…ก็เพราะเหตุนี้ข้าจึงถูก
ท่านแม่โบยบ่อยๆ คิดๆ ดูแล้วก็แค่ดอกไม้สองกิ่ง
เท่านั้น ก็มิได้ปีนกำแพงเข้าบ้านเสียหน่อย”
“ใช่แล้วใช่แล้ว” ซ่งชูอีเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง รู้สึก
ว่าการมอบดอกไม้นั้นเป็นเรื่องที่สง่างามจริงๆ
มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย ทว่าจากนั้นก็ดึงสติกลับมา
“ที่พี่ใหญ่เด็ดเป็นต้นไม้ที่ปลูกเองในบ้านเช่นนั้น
หรือ!”
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ถูกโบย! การหาอาหารกินใน
สมัยนี้ไม่ง่ายเลย มีบ้านไหนบ้างที่จะไม่อยากเก็บ
ลูกแตงลูกท้อหรืออินทผลัมเพิ่ม? ประชากรในจง
หยวนอยู่กันอย่างแน่นหนา ไม่เหมือนสถานที่ใน
ปั่าทึบเทือกนั้นที่มีผลท้อผลหลี่ให้เห็นอยู่ทั่วไป
“อืม” จางอี๋พยักหน้าหงึกหงัก “ท่านแม่ของข้า
ไม่เหมือนสตรีทั่วไป สายตากว้างไกลนัก!
เพียงแต่ไม่เข้าใจความรู้สึกของบัณฑิตและบทกวี!
อืม…บุตรไม่กล่าวถึงความผิดของมารดา ควร
หยุด…”
ซ่งชูอีเห็นว่าเขาเมาได้น่าสนใจมาก จงใจพูดบีบ
บังคับ “วันหน้าซื้อที่ดินสักผืนแล้วปลุกดอกไม้ให้
เต็ม พวกเราไม่เก็บเกี่ยวผลท้อผลหลี่ ทว่าเด็ด
ดอกไม้เล่นทั้งวัน”
จางอี๋ปรบมือหัวเราะเสียงดัง “ยอดเยี่ยม ดีมากดี
มาก!”
สิ้นวาจา ก็ฟุบลงบนโต๊ะเสียงดัง
“ยอดเยี่ยม? ตามความเห็นข้า ไปเด็ดดอกไม้ที่
ลานบ้านผู้อื่นยังจะสนุกกว่า” ซ่งชูอีพึมพำ ลุกขึ้น
ลากเขาไปที่เตียง เมื่อวางเขาลงบนเตียงได้ไม่
นาน ก็เห็นว่าหน้าผากของเขาปูดนูน อดที่จะ
แยกเขี้ยวเอ่ยมิได้ “คงมิได้ชนจนสติไม่ครบหรอก
นะ”
——————–
[1] สำนักจ้งเหิง สำนักการทูตในยุคจั้นกั๋วหรือ
สงครามรัฐ ช่วง 475-221 ปีก่อนคริสตกาล