กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 204 เช่นนั้นก็รบกันเถิด
ในที่สุดฝนในฤดูใบไม้ผลิที่หาได้ยากยิ่งก็หยุดตก
แล้ว ทว่าพายุบ้าคลั่งที่แท้จริงในดินแดนปาสู่เพิ่ง
จะเริ่มต้น
หัวหน้าหมอขูดเนื้อเน่าบนบาดแผลของจี๋อวี่เพื่อ
พันแผลใหม่ ทว่าไข้สูงยังคงไม่ลด หลังจากซ่งชูอี
เสร็จจากงานแล้วก็มาเฝั้าเขาที่ข้างเตียงทุกวัน
เพราะว่ามิได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ติดต่อกันหกวัน
รูปร่างของซ่งชูอีที่ผอมบางอยู่แล้วยิ่งเหมือนกับ
ข้อต่อไม้ไผ่เข้าไปทุกที ครั้นสายลมพัดเสื้อคลุม
แขนกว้างจนปลิว นางก็เหมือนกับจะถูกลมพัดไป
ด้วย
เคราะห์ดีที่อาการของจี๋อวี่ค่อยๆ ดีขึ้น เวลาที่ตื่น
นอนก็ยาวนานขึ้น ในที่สุดซ่งชูอีก็ถอนหายใจ
อย่างโล่งอก
เพียงระยะเวลาไม่กี่วัน ความโกลาหลในปาสู่ก็
เกินกว่าจะยับยั้ง
เดิมทีสู่อ๋องต้องการจะโจมตีรัฐปา โดยมากก็เพียง
เพราะอารมณ์ชั่ววูบ อย่างไรก็ตามความขัดแย้ง
ภายในรัฐปายังไม่มั่นคง รัฐสู่สั่งกองกำลังและ
แทบจะรุดไปยังหลางจงภายในลมหายใจเดียว
นี่เป็นชัยชนะที่ไม่เคยมีมาก่อนในการเผชิญหน้า
ระหว่างปาสู่ ด้วยเหตุนี้ทั่วทั้งรัฐสู่จึงชื่นชมยินดี
มุ่งมั่นที่จะทำลายรัฐปาภายในอึดแรงเดียว บัดนี้
จึงละทิ้งการกดดันรัฐจูชั่วคราวและมุ่งเน้นกำลัง
ทั้งหมดไปที่การทำลายรัฐปา
ตราบใดที่สามารถโค่นรัฐปาได้ รัฐจูก็เป็นเรื่องขี้
ประติ๋ว!
แม้ว่ารัฐจูจะเป็นเพียงรัฐเล็กๆ ที่ขึ้นอยู่กับรัฐสู่แต่
ก็ครอบครองพื้นที่ฮั่นจงที่อุดมสมบูรณ์และ
เจริญรุ่งเรืองที่สุด อีกทั้งไม่สามารถดูถูกความ
แข็งแกร่งของรัฐได้เลย หากไม่ใช่เพราะโจมจี
ไม่ได้เสียที รัฐสู่ก็คงไม่ปล่อยให้มันรกหูรกตาอยู่
ตรงนั้นเรื่อยมา ในที่สุดรัฐจูก็ถอนหายใจด้วย
ความโล่งอกเมื่อรัฐสู่โจมตีรัฐปา ทว่าจูโหวกลับ
เฝั้ามองสถานการณ์การสู้รบอย่างไม่สบายใจอยู่
ตลอดเวลา ทันทีที่ได้ยินว่ากองทัพสู่บุกเข้าหลาง
จงแล้วก็รู้สึกตื่นตระหนก หากรัฐปาถูกโค่นจริงๆ
รัฐจูก็ไม่มีความหวังใดๆ ที่จะอยู่รอดแล้ว!
สถานการณ์การเผชิญหน้าระหว่างสามรัฐนี้ไม่
อาจแตกหักได้!
ในเวลานี้ราชทูตที่ท่านมหาเสนาบดีแห่งรัฐปาส่ง
มาได้มาถึงรัฐจูแล้วเพื่อขอให้ต่อต้านศัตรูที่มี
อำนาจด้วยกัน หลังจากพินิจพิจารณาอยู่หลาย
ครั้ง จูโหวก็ส่งกองกำลังและแทงข้างหลังรัฐสู่
ทันที
การเคลื่อนไหวนี้ทำให้สู่อ๋องบันดาลโทสะโดย
สมบูรณ์
สามรัฐสู้รบกันเสมือนไฟที่โหมไหม้ ความสัมพันธ์
คลุมเครือ เหตุผลของสงครามก็ถูกลืมไปนาน
แล้ว!
กองกำลังแห่งรัฐจูอ่อนแอกว่ารัฐสู่เล็กน้อย
หลังจากความชุลมุนสองเดือนติดต่อกัน ความ
เสื่อมถอยก็เห็นได้ชัดเจนยิ่ง ทว่าบัดนี้รัฐปาที่มี
ความสัมพันธ์อันดีเสมอมากลับมัวแต่ยุ่งกับการ
ดูแลตัวเอง ไม่เคยยื่นมือออกมาช่วยเหลือเลย
จูโหวไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขอความ
ช่วยเหลือจากภายนอก รัฐที่อยู่ใกล้ที่สุดจากพวก
เขาก็คือรัฐฉิน ดังนั้นกลางเดือนห้า รัฐจูจึงส่ง
ราชทูตพร้อมกับทรัพย์สินเงินทองจำนวนสิบ
เกวียนมุ่งตรงไปยังรัฐฉินด้วยความรวดเร็วเพื่อขอ
ความช่วยเหลือแล้ว
บัดนี้กองกำลังของรัฐปามีอุปสรรคนานับประการ
อีกทั้งยังถูกรบกวนจากเหล่าจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่
ทั้งรัฐจึงตกอยู่ในสภาวะล่อแหลม ปาอ๋องก็ได้รับ
แรงกระตุ้นจากจูโหวและคิดที่จะขอความ
ช่วยเหลือจากภายนอก บัดนี้มิต้องกล่าวถึงรัฐใน
ซานตงเลย เพราะน้ำที่อยู่ไกลยากที่จะดับความ
กระหายในระยะใกล้ รัฐที่อยู่ใกล้ที่สุดก็มีแต่รัฐฉู่
รัฐเว่ยและรัฐฉิน
สัตว์ประหลาดขนาดมหึมาเช่นรัฐฉู่จ้องรัฐปา
เหมือนเสือที่พร้อมจะตระครุบเหยื่ออยู่
ตลอดเวลา มีเจตนาที่จะผนวกดินแดนอยู่แล้ว
การต่อสู้ไม่เคยหยุดนิ่งเป็นเวลาหลายร้อยปี ก่อน
หน้านี้ไม่นานก็ยังโดนหมาปั่าอย่างพวกเขากัดเข้า
ให้ ดังนั้นปาอ๋องจึงตัดรัฐฉู่ออกไปโดยไม่คิด
ส่วนรัฐเว่ยนั้น เว่ยอ๋องเป็นผู้ที่มีความ
ทะเยอทะยาน ยิ่งไปกว่านั้นรัฐเว่ยได้ย้ายนคร
หลวงจากอันอี้ไปยังต้าเหลียงซึ่งอยู่ห่างออกไป
เป็นระยะทางยาว หากรอกองทหารเดินทางไป
กลับไม่แน่ว่าสู่อ๋องอาจตีหลางจงแตกแล้วก็ได้!
ในทางตรงกันข้ามรัฐฉินมักจะถูกบรรดารัฐใน
ซานตงมองว่าปั่าเถื่อน ยิ่งไปกว่านั้นหลาย
ทศวรรษที่ผ่านมาก็ยังถูกรัฐเว่ยทำลายจนแทบไม่
มีแรงที่จะต่อสู้กลับ มีเพียงการดิ้นรนเพื่อให้ดีขึ้น
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา หากจะขอความช่วยเหลือ
จากภายนอก รัฐฉินดูจะเหมาะสมที่สุดแล้ว!
ดินแดนปาสู่มีความเสี่ยงทางธรรมชาติมากมาย
ดังนั้นจึงมิได้สร้างปั้อมปราการสูงใหญ่
เช่นเดียวกับนครในจงหยวน คนนอกไม่สามารถ
ทำอะไรกับอันตรายจากธรรมชาติเหล่านี้ได้ ทว่า
สภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศของรัฐปาและรัฐ
สู่แทบจะเหมือนกัน ดูจากความเร็วเช่นนี้แล้ว
หลางจงจะต้องถูกยึดครองภายในระยะเวลาไม่
ถึงครึ่งเดือนแน่ ปาอ๋องทนคิดมากไม่ได้แล้ว จึง
รีบคุ้มกันผู้ส่งสารออกจากที่ปิดล้อมทันทีและรีบ
ไปยังรัฐฉินเพื่อขอความช่วยเหลือ
ทันทีที่สู่อ๋องเห็นว่าทั้งสองรัฐต่างไปขอความ
ช่วยเหลือจากรัฐฉิน ในใจก็คิดว่าหากรัฐฉิน
ละโมบในของกำนัลจากสองรัฐแล้วส่งทหาร
ออกมาช่วยจริงๆ ล่ะก็…เกรงว่าแม้แต่กองกำลัง
สามหมื่นก็จะไม่รอด! ที่จริงหากไม่ใช่เพราะความ
ไม่สงบภายในของรัฐปา รัฐสู่ก็ไม่มีกำลังที่จะสู้กัน
สองต่อหนึ่ง แม้ว่าตอนนี้ดูเหมือนถือไพ่เหนือกว่า
แต่แท้จริงแล้วบัดนี้กองกำลังค่อยๆ อ่อนแอลง
ในขณะนี้กองทัพกำลังประจำการอยู่ห่างจาก
หลางจงสิบลี้ ขอเพียงมีกำลังเข้ามาสมทบอีกส่วน
หนึ่งก็จะสามารถตีหลางจงแตกได้ แม้ว่าสู่อ๋อง
มักจะไม่มีความทะเยอทะยานก็ไม่สามารถ
ต้านทานความยั่วยวนนี้ได้
สู่อ๋องคิดว่าฉินสู่เพิ่งจะสร้างความสัมพันธ์ทาง
การค้าได้ไม่นาน นับว่ามีความสัมพันธ์ทางการ
ทูตอยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงส่งราชทูตพร้อมทรัพย์สิน
เงินทองจำนวนยี่สิบเกวียนไปขอความช่วยเหลือ
นอกจากนี้เขายังสัญญาว่าจะส่งเครื่อง
บรรณาการให้ฉินทุกปีหลังจากที่พวกเขาได้
รวมตัวกับรัฐปาแล้ว
ในพระราชวังเสียนหยางแห่งรัฐฉิน
อิ๋งซื่อต้อนรับราชทูตรัฐสู่ในพระตำหนักอย่าง
ลับๆ
“การตอบแทนของสู่อ๋องนั้นช่างมีน้ำใจ
เหลือเกิน” อิ๋งซื่อยิ้มเยาะอยู่ในใจ เครื่อง
บรรณาการรึ? หากรัฐสู่ผนวกกับรัฐปาได้ แล้วไม่
คิดรุกรากรัฐฉินก็นับว่ามีคุณธรรมมากแล้ว!
ครั้นราชทูตรัฐสู่ได้ยินคำพูดของเขาแล้ว สีหน้าปิ
ติ “ความหมายของฉินกงก็คือ…”
“ฝั่าบาท เค่อชิงมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหน้า
ประตูกล่าวรายงาน
“เชิญเขาเข้ามา” อิ๋งซื่อกล่าว
ประตูห้องเปิดออก จางอี๋เดินเข้ามาในชุดคลุม
แขนกว้างสีเทาอมเขียว “ถวายบังคมฝั่าบาท”
“อืม” อิ๋งซื่อผลักหนังสือเทียบไปข้างหน้า
“จางจื่อมีความเห็นเยี่ยงไร?”
ขันทีรีบรับหนังสือเทียบส่งไปให้จางอี๋
จางอี๋คลี่หนังสือเทียบ อ่านอย่างละเอียดรอบ
หนึ่ง ประสานมือเอ่ย “ฉินและสู่มีมิตรภาพทาง
การค้า ในเมื่อสู่อ๋องมีคำขอก็ควรส่งทหารไป
ช่วย!” พูดจบก็เอ่ยอย่างโกรธเคือง “กระหม่อม
ไปเป็นราชทูตที่รัฐสู่คราวก่อน เจอกับรัฐปาลอบ
สังหารระหว่างทาง ดูแคลนต้าฉินของข้าเพียงนี้
หากแค้นนี้ไม่ชำระต้าฉินจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด!”
ราชทูตเป็นตัวแทนของบ้านเมือง แน่นอนว่าการ
สกัดฆ่าของรัฐปามิใช่เรื่องเล็ก
จางอี๋เคยเป็นราชทูตที่รัฐสู่สองครั้ง ราชทูตสู่ผู้นี้
จำเขาได้ ครั้นได้ยินจางอี๋กล่าวหาว่ารัฐปาเป็นคน
น่ารังเกียจก็อดที่จะดีใจมิได้
“ถูกต้อง” อิ๋งซื่อมองไปยังราชทูตรัฐสู่ เอ่ยว่า
“ไม่ทราบว่าสู่อ๋องต้องการยืมกองกำลังเท่าใด?”
ราชทูตรัฐสู่ตอบ “แปดหมื่นพ่ะย่ะค่ะ”
แปดหมื่นไม่น้อยเลยทีเดียว! สู่อ๋องก็กลัวว่าหาก
ยืมมากไปจะถูกกองทัพฉินควบคุม ทว่าครุ่นคิดดู
แล้วกองทัพฉินก็ไม่รู้จักถนนหนทางในรัฐสู่ หาก
ไม่มีการนำทางโดยกองทัพสู่ ต่อให้กองทัพมีมาก
เพียงใดก็เหมือนกับแมลงวันไร้หัว ไม่สามารถคุม
สถานการณ์อะไรได้ ดังนั้นจึงบังอาจเอ่ยปากขอ
จางอี๋ตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ท่านราชทูต
น่าจะทราบดีกว่ากองทัพข้าเพิ่งจะรบกับรัฐเว่ยอ
ย่างดุเดือด แม้ได้รับชัยชนะทว่าก็สูญเสียความ
แข็งแกร่งไปมากจริงๆ ทหารแปดหมื่นนายนั้น
มากเกินไปแล้ว”
ครั้นรัฐสู่ได้ยินดังนี้ ก็รู้สึกว่ารัฐฉินมิได้มีเจตนา
ร้ายใดๆ จึงกล่าวว่า “แม้นกระหม่อมจะอาศัยอยู่
ในพื้นที่ปิดทว่าก็ได้ยินมาว่า ฉินเว่ยต่อสู้กัน
ในช่วงหลัง รัฐฉินสังหารทหารเว่ยไปแปดหมื่น
นาย รัฐเว่ยสูญเสียความแข็งแกร่งไปมาก ไม่กล้า
รุกรานไประยะเวลาหนึ่ง สำหรับรัฐฉินแล้วทหาร
ม้าแปดหมื่นนายคงไม่นับว่ามากดอกกระมัง?”
เรื่องนี้สั่นสะเทือนใต้หล้า ตราบใดที่เข้ามายังรัฐ
ฉินก็สามารถสืบถามได้อย่างง่ายดาย
กองทัพสังหารขนาดใหญ่เช่นนี้น่าตกใจเล็กน้อย
แต่ว่าฉินเว่ยเป็นคู่แค้น จักรพรรดิองค์สุดท้าย
สิ้นพระชนม์ในสมรภูมิฉินและเว่ย ฉินเกือบถูก
เว่ยโค่นล้ม บัดนี้รัฐฉินแข็งแร่งแล้ว เป็นเรื่อง
สมเหตุสมผลที่จะวางแผนแก้แค้น สำหรับเรื่องนี้
ในแต่ละรัฐล้วนไม่มีผู้ใดที่คัดค้าน
“ดี” อิ๋งซื่อเอ่ย “ท่านกลับไปเรียนสู่อ๋อง รัฐฉิน
เต็มใจที่จะส่งกองกำลังแปดหมื่นนาย ทว่าสู่อ๋อง
ได้โปรดอย่าลืมคำมั่นสัญญา”
ท่านราชทูตยินดียิ่ง ค้อมคำนับเอ่ย “ฉินกงทรง
พระเจริญหมื่นปี”
ทางนี้ส่งรัฐสู่ออกไปแล้ว จางอี๋ก็วุ่นอยู่กับการวิ่ง
ไปปลอบใจจูและปาสองรัฐ กล่าวหาสู่อ๋องต่อ
หน้าท่านราชทูตทั้งสอง อย่างโกรธเคืองว่าไร้
มารยาทกับฉินกงเป็นอย่างมาก ไม่เคยเห็น
ศักดิ์ศรีของฉินอยู่ในสายตาเลย ครั้งนี้หน้าด้าน
มาขอความช่วยเหลือ รัฐฉินไม่มีทางรับปากอย่าง
แน่นอน บัดนี้รับปากรัฐสู่ผิวเผินก็เพราะนึกถึง
สถานการณ์ส่วนรวม ในกรณีที่รัฐฉินไม่ตอบตก
ลง รัฐสู่ที่บุกโจมตีทั้งสองรัฐภายใต้ความสิ้นหวัง
จะไม่เป็นการโอ้อวดแต่สุดท้ายก็ล้มเหลวไม่เป็น
ท่าหรอกหรือ?
หลังจากตั้งใจส่งราชทูตทั้งสามรัฐแยกออกจาก
กัน รัฐฉินก็ได้ให้ราชทูตส่งของกำนัลที่พวกเขา
นำมาให้ไปยังรัฐหานเพื่อหารือเกี่ยวกับ
ความสัมพันธ์ทางการทูต
ในช่วงเวลาที่สำคัญ รัฐฉินต้องจัดการกับ
ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างให้ดี แม้ว่าเว่ยจะ
พ่ายแพ้ในสงคราม ทว่าหากรัฐหานส่งทหาร
มายังรัฐฉิน จะรู้ได้เยี่ยงไรว่ารัฐเว่ยจะไม่เข้ามา
ก่อกวนอีก? ทุกครั้งที่แต่ละรัฐต่อสู้กันก็มีกองทัพ
แสนถึงสองแสนนาย ทหารม้าแปดหมื่นไม่นับว่า
มาก ทว่ารัฐฉินต้องการที่จะโค่นรัฐสู่ พวกเขา
ไม่ได้เป็นเพียงทหารชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี
ทหารม้าอีกห้าหมื่นนายที่มาถึงหนานเจิ้งอย่าง
ลับๆ รวมกันแล้วก็กลายเป็นกำลังพลที่ยิ่งใหญ่
กองหนึ่ง
เรื่องความวุ่นวานของเจี๋ย[1]โจ้ว[2]แห่งปาสู่เป็น
ที่รู้จักกันดีในใต้หล้า
ปลายเดือนห้า รัฐฉินยกธง “ผิงล่วน (สงบความ
วุ่นวาย)” ระดมกองทัพแปดหมื่นนายไปยังรัฐปา
สู่
รัฐหานเห็นว่ารัฐฉินส่งทหารออกไปด้วย
ความชอบธรรม หากเอามีดแทงข้างหลังก็ดูไร้
คุณธรรมนัก หากเว่ย ฉี เจ้าได้รับข้อมูลนี้แล้ว
ฉวยโอกาสส่งกองกำลังติดอาวุธมาปราบปรามรัฐ
หานจะทำเยี่ยงไรเล่า? แต่เมื่อได้เห็นรัฐฉินส่ง
ทรัพย์สินจำนวนหนึ่งเข้ามาก็มีคำสั่งออกไปทันที
ว่าจะต้องสนับสนุนรัฐฉินในการสงบความวุ่นวาน
แห่งปาสู่อย่างสุดความสามารถ
ในโลกแห่งสงครามครั้งใหญ่นั้น ความสัมพันธ์
ทางการทูตก็เป็นเรื่องประหลาดเช่นนี้ แต่ละรัฐ
ด้านหนึ่งก็ราวกับสัตว์ปั่าดุร้าย อีกด้านหนึ่งก็ก้าว
เดินอย่างระมัดระวัง
รอบนอกนครหนานเจิ้ง
แสงอาทิตย์สว่างจ้า บัดนี้มีความรู้สึกของฤดูร้อน
แล้ว เด็กหนุ่มคนหนึ่งนอนอาบแดดอยู่บนเขา
พร้อมคาบหญ้าจิ้งจอกเขียวอยู่ในปาก เสียง
ฝึกซ้อมที่พร้อมเพรียงและงดงามดังมาสนาม
ฝึกซ้อมทหารกองหลังตรงเนินเขา
ผู้ชายรูปร่างกำยำคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ
เขา กำลังก้มหน้ามองดูการฝึกทหารกองหลังนี้
“อวี่ เข้ากองทัพฉินเถิด” จู่ๆ เด็กหนุ่มก็ลืมตา
และหันไปมองชายร่างกำยำ แสงแดดที่สว่างจ้า
ทำให้เขาต้องหรี่ตาอีกครั้ง
จี๋อวี่หันไปมองนาง มิได้ตอบ “ท่าน ไม่เคยผ่าน
พิธีการแต่งงานกระมัง?”
ซ่งชูอีกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ทั้งชีวิตนี้ข้าไม่เคยคิดที่
จะใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายอย่างจริงจัง การแต่งงาน
จะมีหรือไม่มีก็ได้”
“ข้านึกว่าผู้หญิงทุกคนต่างรอคอยผู้ชายแสนดี”
จี๋อวี่ประหลาดใจมาก ใครกันที่สามารถสั่งสอน
เด็กผู้หญิงที่แปลกประหลาดเช่นนี้ได้
ซ่งชูอีหัวเราะเย้ยหยัน เปลี่ยนข้างคาบคาบหญ้า
จิ้งจอกเขียวที่อยู่ในปาก “ในยุคนี้มีแต่ไฟสงคราม
และการนองเลือดทั่วทุกแห่ง ไม่เหมาะแก่การ
เพ้อฝัน”
“หากบ้านเมืองสงบแล้ว ท่านจะเต็มใจใช้ชีวิต
อย่างสงบสุขกับคนนั้นหรือไม่?” สายตาของจี๋
อวี่หยุดอยู่ที่เจ้าอี่โหลวซึ่งสวมชุดเกราะสีดำใน
สนามฝึก
“เอ๋?” ซ่งชูอีลุกขึ้นนั่ง มองไปตามสายตาของ
จี๋อวี่ “เหตุใดเจ้าถึงได้น่าเบื่อเช่นนี้!”
“เจ้าล่ะ?” ซ่งชูอีเปลี่ยนหัวข้อ “คิดจะหาภรรยา
แล้วใช้ชีวิตหรือไม่?”
“ขอรับ ทว่านางจากไปหลายปีแล้ว” ครั้นจี๋
อวี่นึกถึงภรรยาที่ตายไป สีหน้าก็มืดมน
เขาแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าน้อยมาก ไม่ใช่ว่า
แสดงออกไม่เก่ง ทว่าในโลกใบนี้ไม่มีใครหรือเรื่อง
ใดที่สามารถทำให้หัวใจของเขาหวั่นไหวได้
อย่างไรก็ดีการเฉียดตายครั้งนี้ ซ่งชูอีและจี้ฮ่วน
ดูแลเขาอย่างหนักซึ่งทำให้เขาเปิดใจขึ้นเล็กน้อย
ครั้นคิดว่าซ่งชูอีก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุน้อยๆ คน
หนึ่ง จึงรู้สึกเห็นใจนางอยู่บ้าง
นางรู้ดีว่าภรรยาของเขาจากโลกนี้ไปหลายปีแล้ว
ทันใดนั้นก็ไม่รู้ว่าจะต้องปลอบใจเยี่ยงไร บังเอิญ
เห็นว่าที่ใต้ภูเขามีทหารนายหนึ่งวิ่งตรงมาทางนี้
อย่างเร่งรีบ ก็ลุกขึ้นตบๆ ฝุั่นบนตัว ลงจากภูเขา
ช้าๆ พร้อมคาบหญ้าจิ้งจอกเขียวอยู่ในปาก
“เช่นนั้นก็รบกันเถิด! ท่านแม่ทัพซย่าหมายตาเจ้า
มานานแล้ว”
วาจาดีๆ ก็สามารถกลายความหมายด้วยปาก
ของนางได้! ทว่าเมื่อจี๋อวี่มองดูแผ่นหลังผอมบาง
ของนางก็ยิ้ม
——————–
[1] เจี๋ย จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เซี่ย
ชื่อเดิม หลีว์กุ่ย เป็นหนึ่งในจักรพรรดิที่กดขี่ข่ม
เหงและมักมากในกามที่มีชื่อเสียงที่สุดใน
ประวัติศาสตร์จีน
[2] โจ้ว จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ซาง
ทรราชที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์จีน