กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 231 ช่างน่าเกรงขามจริงๆ
ผู้ที่แรกพบดุจสหายเก่า ไม่มีอะไรมากไปกว่า
ความลงตัวด้านความคิดและนิสัยใจคอ หากมิใช่
มิตรภาพอันลึกซึ้ง มันก็เป็นเรื่องง่ายมาก
สำหรับซ่งชูอีที่จะคิดถึงบทสนทนาให้เข้ากับ
ความสนใจของคนคนหนึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ
ในตอนท้ายของการกินดื่ม ซ่งชูอีไม่รู้แล้วว่า
ตัวเองจริงหรือปลอมมากเพียงใดแต่ก็มีความสุข
มาก
สุราดอกบ๊วยนี้ดื่มง่ายมากทว่ารสที่ค้างอยู่ในปาก
ก็แรงมาก ในวันถัดไป ทั้งสองพลิกตัวไปมาจนถึง
เที่ยงวันกว่าจะลุกจากเตียงได้จากอาการเมาค้าง
เปียนเชวี่ยรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย หลังจากแต่งตัว
และทานอาหารแล้ว ก็รีบฝังเข็มให้ซ่งชูอีทันที
ซ่งชูอีมิได้มีอาการบาดเจ็บทางสายตา เพียงแต่
จุดชี่ไห่ถูกทำลาย เลือดลมจึงไม่สามารถรวมตัว
กันได้เหมือนคนปกติ ด้วยเหตุนี้เลือดลมบริเวณ
ดวงตาจึงทำงานผิดแปลกไป
จิง (สารจำเป็น) ชี่ (พลังชี่) เป็นรากฐานแห่ง
สุขภาพของมนุษย์ เมื่อเลือดลมเพียงพอจึงจะ
สามารถบำรุงจิงชี่ได้ การสูญเสียการมองเห็นเป็น
เพียงหนึ่งในคุณลักษณะที่โดดเด่นที่สุดหลังจาก
จุดอิ้นถังถูกทำลาย ครั้นหนึ่งในสองจุดชี่ไห่หลัก
ของร่างกายถูกทำลาย ในระยะเวลาสั้นยังไม่
เป็นไร หากระยะยาว ความรวดเร็วในการเสื่อม
ถอยของร่างกายจะรวดเร็วกว่าในสถานการณ์
ปกติหลายเท่าตัว โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ความคิดและ
เสียพลังงานได้อย่างง่ายดายเช่นซ่งชูอี! อาการผม
หงอกก่อนวัยนั้นก็เป็นสัญญาณหนึ่งแห่งความ
อ่อนแอ
การฝังเข็มของเปียนเชวี่ยสามารถทำให้จุดชี่ไห่
แข็งแรงขึ้น แต่ก็ต้องฟืนตัวอย่างช้าๆ ร่างกาย
ของซ่งชูอีอ่อนแอไร้การบำรุง ด้วยเหตุนี้เขาจึงใช้
เพียงสูตรยาที่ไม่แรงเพื่อปรับสภาพร่างกายใน
เริ่มแรก ครั้นมีร่างกายแข็งแรงแล้วจึงสามารถรับ
การบำรุงขนานใหญ่ได้ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์
ในการสร้างรากฐานอันมั่นคง
สามวันผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ระหว่างที่อิ๋งซื่อกำลังยุ่ง
อยู่นั้นก็ได้ให้คนส่งสมุนไพรมาจำนวนมาก อีกทั้ง
ยังตบรางวัลเปียนเชวี่ยทว่าไม่ได้เรียกเข้าเฝั้า
ชูหลี่จี๋มาทุกวัน อิ๋งซื่อเรียกเข้าเฝั้า เขาร้อนใจ อิ๋
งซื่อไม่เรียกเข้าเฝั้า เขาก็ยังร้อนใจ
“ท่าน องค์ชายมาหาท่านเจ้าค่ะ” หนิงยากลับมา
รายงาน
ซ่งชูอีที่กำลังพิงรั้วในศาลาอย่างเหม่อลอยตกใจ
“รีบเชิญเขาเข้ามาเร็วๆ”
หลายวันนี้เปียนเชวี่ยเตือนสตินางอย่างจริงจังว่า
ห้ามใช้ความคิดมากจนเกินไป แม้แต่เดินหมาก
กับตัวเองก็ห้าม ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปอีกสามถึงห้า
วัน นางจะต้องเป็นบ้าแน่ๆ โชคดีที่มีชูหลี่จี๋มาคุย
เป็นเพื่อนนางทุกวัน
ดวงตาของซ่งชูอีมีหนทางรักษา หนิงยาจึง
อารมณ์ดีมาโดยตลอด “เจ้าค่ะ!”
ไม่ช้า ชูหลี่จี๋ก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าปิติ “หวยจิน
มีข่าวดีจากปาสู่อีกแล้ว!”
เขาก้าวเท้ายาวๆ ขึ้นไปบนศาลา “ดูจากการ
ดำเนินการเช่นนี้ อีกสองเดือนก็สามารถตีรัฐปา
ได้แล้ว!”
“ยาก” ซ่งชูอีลูบหัวของไปั๋เริ่น เอ่ยว่า “การล่ม
สลายของราชสำนักสู่ จิตวิญญาณการต่อสู้ของ
ชาวสู่ ถูกผลาญไปนานแล้วภายใต้ความฟุั่มเฟือย
ของสู่อ๋อง ทันทีที่สู่อ๋องสิ้น ชาวสู่ก็ไม่ต้องดิ้นรน
อีกต่อไป อย่างไรก็ตามแม้ว่ารัฐปาดูเสื่อมโทรม
และเปราะบาง แต่มีรากฐานที่แข็งแกร่งอย่าง
แท้จริง”
หากแม้แต่มีใครสักคนในรัฐปาคิดจะต่อสู้จนถึง
ที่สุด ก็ทำได้เพียงปราบปรามอย่างรุนแรงหรือไม่
ก็ฆ่าชาวปาเสีย บัดนี้รัฐต่างๆ ล้วนจับจ้อง
สถานการณ์สงครามในปาสู่ จึงไม่อาจฆ่าแต่ทำได้
เพียงปราบปราม ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันรัฐฉู่ก็บุก
โจมตีรัฐปาเช่นกัน ดังนั้นหลังจากที่รัฐฉินโจมตีรัฐ
ปาได้แล้ว ในขณะที่ปราบปรามรัฐปาก็ยังต้อง
รับมือกับฉู่ที่แข็งแกร่งอีก ภารกิจนี้จึงยากลำบาก
ยิ่ง
“ฮ่า เจ้าว่ากี่เดือน?” ชูหลี่จี๋ยิ้มเอ่ย
ซ่งชูอีชูสี่นิ้วขึ้นมา “อย่างน้อยสี่เดือน”
“ไม่จริงกระมัง? ตีรัฐสู่ก็ใช่เวลาเพียงสองเดือน
บัดนี้รัฐปาถูกตีแตกแล้ว ต่อให้รากฐานแข็งแกร่ง
สองสามเดือนก็กำลังดี!” ชูหลี่จี๋ประหลาดใจ
จริงๆ
“พี่ใหญ่อยากเดิมพันกับข้าหรือไม่?” ซ่งชูอียิ้ม
เอ่ย
ชูหลี่จี๋อึ้งไปเล็กน้อย จากนั้นก็หัวเราะเสียงดัง
“ข้าไม่เดิมพันกับเจ้าดอก! สาเหตุที่ข้าถามเจ้า
เพราะพบว่าชมรมปั๋ออี้มีการแข่งขัน การเดิมพัน
ก็คือรัฐฉินจะสามารถตีรัฐปาได้ภายในกี่เดือน ข้า
จะกลับไปเดิมพันว่าสี่เดือนด้วยทรัพย์สินของ
ครอบครัวทั้งหมดที่มี หากชนะข้าจะแบ่งให้เจ้า
ห้าส่วน หากแพ้ วันหน้าเจ้าก็ต้องเลี้ยงข้าแล้ว!”
ซ่งชูอีเอ่ยอย่างมีความสุข “เหตุใดจะไม่ได้ ทว่า
ข้าบอกล่วงหน้าได้เลยว่าไม่มีอาภรณ์งดงาม
อาหารชั้นเลิศ มีเพียงผ้าหยาบๆ กับอาหารชั้นต่ำ
เท่านั้น”
“ช่างตระหนี่เหลือเกิน” ชูหลี่จี๋โน้มตัวไปหาซ่งชูอี
เอ่ยเสียงเบา “หากข้ายากจน หวยจินต้อง
รับผิดชอบในการสู่ขอภรรยาให้ข้า”
“อ๋อ? พี่ใหญ่กล่าวเช่นนี้ คิดว่าคงไปต้องใจแม่
นางบ้านไหนเข้าแน่ๆ กล่าวมาให้ข้าฟัง ต่อให้
เป็นองค์หญิงของโจวเทียนจื่อข้าก็จะต้องสู่ขอให้
ท่าน” แม้ว่าซ่งชูอีจะล้อเล่นแต่ก็กล่าวด้วยความ
จริงจัง
ชูหลี่จี๋ไอแห้งเสียงหนึ่ง “ไม่จำเป็น แม่นางในลาน
ด้านหลังของเจ้าหมั้นหมายแล้วหรือยัง?”
ซ่งชูอีนิ่งไปสักพักก่อนเอ่ยขึ้นเชื่องช้า “พี่ใหญ่พูด
จริงหรือ? แม้ว่าน้องเจินมิใช่น้องสาวแท้ๆ ของข้า
ข้าก็ไม่อนุญาตให้นางเป็นภรรยาน้อยใครได้”
ชูหลี่จี๋ตบหน้าผากของนางเบาๆ “ข้ายังไม่ได้สู่ขอ
ภรรยาจริงจัง คิดที่จะมีภรรยาน้อยที่ไหนกัน!”
คราวนี้ซ่งชูอีมึนงงไปจริงๆ จากมุมมองนางแล้ว
แม้ว่าเจินอวี๋จะเป็นสตรีที่มีรูปลักษณ์และความ
ประพฤติเพรียบพร้อม อีกทั้งยังเป็นศิษย์นอก
สำนักของลัทธิขงจื้อ ทว่าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ใน
ใจของนางมักจะรู้สึกตื่นตระหนกอยู่เล็กน้อย
ตั้งแต่ที่เห็นชูหลี่จี๋ครั้งแรก ซ่งชูอีก็ถูกดึงดูดด้วย
หน้าตาหล่อเหลาของเขาก่อน จากนั้นก็ชื่นชม
ความสามารถของเขา ภายใต้มิตรภาพที่ลึกซึ้ง
รู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นจิตใจหรือบุคลิกของเขาล้วน
น่าหลงใหลและรู้สึกพึงพอใจที่ได้เป็นคนใกล้ชิด
การที่ซ่งชูอีเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับจางอี๋
นอกเหนือจากรสนิยมที่เหมือนกันแล้ว ย่อมมี
แผนการบางอย่างอยู่ในนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทว่ากับชูหลี่จี๋นั้นมีมิตรภาพที่จริงใจตั้งแต่เริ่มต้น
แม้นไม่ได้ร่วมสาบานเป็นพี่น้องทว่าครั้นพูดคุย
กันแล้วพวกเขากลับมีความสนิทสนมมากกว่า
จางอี๋เสียอีก ในความคิดของนาง พี่ใหญ่ของนาง
ผู้นี้คู่ควรกับผู้หญิงที่ดีที่สุดในโลกเท่านั้น
“น้องสาวเจินมีสิ่งใดที่ทำให้พี่ใหญ่ต้องการสู่
ขอ?” ซ่งชูอีเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
ชูหลี่จี๋ครุ่นคิด “รู้สึกว่าทุกๆ ด้านก็ไม่เลว ที่
สำคัญก็คือพี่ใหญ่ก็ควรจะแต่งภรรยาเข้าบ้านได้
แล้ว”
“นี่มันวาจาอะไรกัน!” ซ่งชูอีทนดูไม่ได้ อีกทั้งยัง
อดที่จะกลอกตามิได้ “ท่านไม่เลือกภรรยา ทว่า
ข้าต้องการเลือกพี่สะใภ้นี่นา!”
.ชูหลี่จี๋มิใช่คนฉาบฉวย ทั้งวาจาและการกระทำ
ต้องผ่านความคิดมาก่อน แม้ซ่งชูอีจะกล่าวเช่นนี้
ทว่าในใจก็ยังเคารพการตัดสินใจของเขา หากเขา
ชอบพอเจินอวี๋จริง นางก็จะไม่ห้ามปรามอีก ถึง
อย่างไรเสียก็เป็นเขาที่แต่งภรรยา นางไม่ใช่คน
แต่งภรรยาเสียหน่อย
“ไม่เหมาะจริงหรือ?” ชูหลี่จี๋ถามกลับเพื่อขอ
ความเห็นของนาง
ซ่งชูอีกล่าวอย่างจนปัญญา “เรื่องแบบนี้ข้าจะ
บอกอย่างชัดเจนได้ที่ไหนกัน ขอเพียงท่านรู้สึกดี
ก็พอแล้ว ตามความเห็นข้า ผู้หญิงในโลกใบนี้ที่
คู่ควรกับพี่ใหญ่มีน้อยเหลือเกิน”
“ฮ่า หากให้เจ้าเลือกภรรยาให้ข้า ต่อไปข้า
จะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็นแน่!” ชูหลี่จี๋เย้าเล่น
จากนั้นก็เอ่ยต่อ “ที่จริงข้าเคยแต่งภรรยาคนหนึ่ง
นางอ่อนกว่าข้าห้าปี พวกเรานับได้ว่าเป็นคู่รัก
ตั้งแต่วัยเด็ก เพียงแต่นางจากไปก่อนที่จะถึงวัยจี๋
จี หลังจากที่ข้ากลับมาจากสำนักของอาจารย์ ก็
ไปรับกระดูกของนางด้วยพิธีแต่งงานเพื่อฝังใน
สุสานบรรพบุรุษ ข้าหวังแค่จะมีชีวิตอยู่และไม่
นอนกับคนตาย ฉะนั้นบัดนี้ไม่ว่าข้าจะแต่งกับแม่
นางคนใด ข้าก็จะรู้สึกผิดในใจ หากได้แต่งกับแม่
นางเจินก็ทำได้เพียงใช้ชีวิตที่เหลือและปฏิบัติต่อ
นางอย่างดี ข้าคิดเช่นนี้ หวยจินคงไม่โทษข้า
กระมัง?”
ชูหลี่จี๋เองก็ไร้หนทาง มันเป็นไปไม่ได้ที่ตระกูลจะ
ปล่อยให้ผู้ชายแท้ๆ เช่นเขาไร้ทายาท ไม่ช้าก็เร็ว
เขาก็ต้องแต่งงานอีกครั้ง สู้เลือกคนที่ถูกใจไม่
ดีกว่าหรือ เจินอวี๋มาจากตระกูลพ่อค้า ต่อให้นาง
จะไม่สามารถถูกฝังอยู่ในสุสานบรรพบุรุษสกุลอิ๋ง
ได้หลังจากตายไปแล้ว การอนุญาตให้ฝัง
ทรัพย์สินพร้อมกับนาง แท้จริงแล้วก็ไม่นับว่าเป็น
การทำผิดต่อนางนัก
ซ่งชูอีไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ยกมือขึ้น
ตบๆ ไหล่ของเขา มิได้กล่าวคำปลอบโยนใด
เพียงแต่เอ่ยว่า “หากพี่ใหญ่มีความตั้งใจจริง ข้าก็
จะหาเวลาถามนาง ทว่าเจินอวี๋นับว่าเป็นศิษย์
สำนักขงจื้อ เกรงว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
มาก”
ชูหลี่จี๋ไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้ เขาทอดถอนใจเอ่ย
“เพราะข้าวู่วามเกินไป ในเมื่อมาจากสำนักขงจื้อ
ข้าจะดูถูกนางเช่นนี้ได้เยี่ยงไร?”
ครั้นเด็กสาวเข้าเรียนรู้ในสำนักใหญ่ ก็ไม่สามารถ
วัดสถานะและตำแหน่งจากชาติกำเนิดธรรมดาได้
แล้ว ในปัจจุบันแต่ละสำนักรับศิษย์ที่เป็นผู้หญิง
น้อยมาก โดยเฉพาะสำนักขงจื้อ จนถึงตอนนี้ก็ยัง
ไม่เคยได้ยินว่าเคยรับศิษย์ผู้หญิงเข้าสำนักอย่าง
เป็นทางการเลยสักคน ดังนั้นต่อให้เป็นศิษย์นอก
สำนักก็ได้ความเคารพแล้ว
……
บนทางเดินหลังพุ่มไม้ สาวใช้ของเจินอวี๋หอบ
แผ่นไผ่ถอยออกไปอย่างเงียบๆ
เจินอวี๋กำลังชมดอกไม้อยู่บนเฉลียง ครั้นเห็น
ท่าทางตื่นตระหนกของนางก็อดที่จะถามมิได้
“อาเหอ เกิดอะไรขึ้น?”
“เจียวเจียว…” อาเหอกล่าวด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“เมื่อครู่ตอนที่บ่าวไปคืนหนังสือเห็นองค์ชายจี๋มา
จึงคิดว่ารออีกประเดี๋ยวค่อยไป ใครจะรู้ว่าได้ยิน
องค์ชายจี๋บอกว่าต้องการสู่ขอเจียวเจียว”
เจินอวี๋สีหน้าแดงระเรื่อ ทว่าครั้นเห็นสีหน้าไม่
พอใจของอาเหอ ในใจก็รู้ว่าเรื่องนี้ยังไม่จบจึงฟัง
ต่อเงียบๆ
เป็นไปตามคาด อาเหอเอ่ยด้วยความโมโห “ใคร
จะไปรู้ว่าท่านซ่งกลับพูดว่าเจียวเจียวไม่คู่ควร
องค์ชายจี๋ โน้มน้าวไม่ให้เขาสู่ขอเจียวเจียว!”
ในความเห็นของอาเหอ จะเข้าหรือไม่เข้าสุสาน
บรรพบุรุษมีความเกี่ยวข้องอะไรเล่า? จิตใต้สำนึก
ของนางรู้สึกว่าเจียวเจียวบ้านนางสามารถแต่ง
ให้กับองค์ชายจี๋ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีอะไรผิด!
อย่าว่าแต่เป็นฮูหยินใหญ่เลย ต่อให้เป็นฮูหยินร
องก็ดีมากแล้ว! นางได้ยินมาว่าองค์ชายจี๋ได้เป็น
ซ่างต้าฟูตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นนี้ ทำประโยชน์
ให้กับฉินกงเป็นอย่างยิ่งอีกทั้งยังเป็นองค์ชายแห่ง
รัฐ เจียวเจียวไม่มีพี่สาวน้องสาว และอาเหอเองก็
มาจากตระกูลที่ดี พวกอนุภรรยาข้างนอกที่ซื้อมา
เป็นเพื่อนเจ้าสาวจะสู้คนที่มีหัวนอนปลายเท้าได้
เยี่ยงไร? หากเจียวเจียวได้เป็นฮูหยินใหญ่ของ
องค์ชายจี๋แล้วล่ะก็ตนก็จะต้องได้เป็นอนุภรรยา
อย่างแน่นอน!
อาเหอคิดเช่นนี้ พฤติกรรมของซ่งชูอีขัดขวาง
อนาคตของนางอย่างไม่ต้องสงสัย
เจินอวี๋สีหน้าซีดขาว หัวใจที่เต้นรัวเมื่อครู่ บัดนี้
กลับเหมือนถูกบีบกะทันหันจนหายใจไม่ออก
อาจารย์ของนางมิใช่ชาวขงจื้อผู้ยิ่งใหญ่ นางก็มา
จากตระกูลพ่อค้าจึงมิได้คาดหวังมากเกินไปอยู่
แล้ว ทว่าครั้นได้ยินว่าซ่งชูอีบอกว่าตนไม่คู่ควร
กับองค์ชายจี๋ก็เหมือนถูกตีเข้าที่ท้ายทอย “เขายัง
บอกว่าเห็นข้าเป็นน้องสาว…คิดไม่ถึงว่าจะพูดลับ
หลังข้าเยี่ยงนี้! คนต่ำต้อย! คุณชายจอมปลอม!”
อาเหอเห็นเช่นนี้ก็ถือโอกาสพูด “เจียวเจียว องค์
ชายจี๋ก็ดูไม่เหมือนว่าจะหวั่นไหวต่อคำพูดของคน
ง่ายๆ ในเมื่อหัวใจของเขามีท่าน ก็หาโอกาส
พบปะกับเขาให้มากขึ้นดีหรือไม่?”
“ขอให้ข้าอยู่คนเดียวเงียบๆ” เจินอวี๋ยังคงถูก
โจมตีอยู่ จะมีกะใจไปฟังคำแนะนำของอาเหอได้
เยี่ยงไร
อาเหอเหลือบมองนาง รู้สึกไม่พอใจ ‘รู้หนังสือจะ
มีประโยชน์อะไร ก็ยังเป็นเด็กน้อยที่ไม่รู้ประสา
ถูกโจมตีเพียงเล็กน้อยก็ทนไม่ได้!’
เจินอวี๋ไม่ได้โง่ อาเหอเป็นคนที่พี่ชายนำกลับมา
จากตระกูลดีเด่นเมื่อสองปีก่อน บอกว่าจะเอาไว้
ข้างกายเพื่อหุงหาอาหาร ในใจของนางชัดเจนยิ่ง
ว่าเป็นการเตรียมเพื่อนเจ้าสาวให้กับตน ด้วยเหตุ
นี้วันนี้อาเหอจึงมีปฏิกิริยาใหญ่โตนัก ในใจของ
นางเข้าใจเป็นอย่างดี ดังนั้นนางก็มั่นใจว่าหากซ่ง
ชูอีมิได้ห้ามปราม อาเหอก็คงไม่กล้ากล่าวเช่นนี้
นางคิดไม่ถึงว่าพี่ชายจะชื่นชมบุคคลหนึ่งถึงเพียง
นี้ คนที่เป็นผู้กุมชะตาของตระกูลเจิ้นทั้งตระกูล
แท้จริงแล้วเป็นคนไร้ยางอายที่เคี้ยวลิ้นอยู่ข้าง
หลังเขา!
ในลานด้านนอก ซ่งชูอียังคงพูดคุยกับชูหลี่จี๋
เมื่อครู่ไปั๋เริ่นกระดิกหูและต้องการลุกขึ้นยืน ซ่งชู
อีก็รู้แล้วว่ามีคนแอบฟัง หากไม่ใช่เพราะนางกด
ห้ามไว้ เกรงว่าไปั๋เริ่นก็พุ่งออกไปลากผู้นั้น
ออกมานานแล้ว เปียนเชวี่ยมิใช่คนที่แอบฟังอยู่
มุมกำแพง คนที่อยู่หลังต้นไม้จะเป็นใครนั้นไม่
ต้องคิดเลย
“ท่านเจ้าคะ ข้างนอกมีแม่ทัพซือหม่าท่านหนึ่ง
มาพบท่าน” หนิงยากล่าว
ซือหม่าชั่วยังอยู่ที่ปาสู่ นอกจากคนคนนั้นแล้ว
ซ่งชูอีก็ไม่รู้จักแม่ทัพซือหม่าคนอื่นอีก นางลุกขึ้น
ยืนทันที “พี่ใหญ่ ไปกัน ไปต้อนรับท่านแม่ทัพ!”
“ได้” ชูหลี่จี๋ก็เข้าใจถึง “งานอดิเรก” นี้ของอิ๋งซื่อ
เป็นอย่างดี ยื่นมือประคองซ่งชูอีเดินลงจากศาลา
เดินไปยังหน้าประตูใหญ่
ครั้นมาถึงนอกประตู ชูหลี่จี๋ก็เห็นอิ๋งซื่อใน
เครื่องแบบทหาร โค้งคำนับก่อน “ฝั่าบาท”
“ถวายบังคมฝั่าบาท” ซ่งชูอีเอ่ย
หนิงยาเบิกตาโพลง มองท่านแม่ทัพสีหน้าเย็นชา
ที่กลายเป็นฉินกงเพียงชั่วพริบตาด้วยความ
ประหลาดใจ
“เข้าไปค่อยว่ากัน” อิ๋งซื่อมาครั้งนี้พาเพียงทหาร
องครักษ์สองนาย เห็นได้ชัดว่ามาเพราะเรื่อง
ส่วนตัว
หนิงยาเปิดประตูใหญ่ด้วยหัวใจที่ตื่นตระหนก
หลบชิดติดกำแพง อดที่จะเหลือบมองท้ายทอย
ของอิ๋งซื่อด้วยความอยากรู้อยากเห็นมิได้ นี่เป็น
ครั้งแรกที่นางเห็นองค์จวินเชียว! แม้นจะมิได้มีธง
หรืออาวุธในพระราชพิธีตามตำนาน ทว่าดูแล้วก็
ยังคงเกรียงไกรเป็นอย่างยิ่ง นางทนไม่ไหวจน
อยากจะหมอบกราบ ช่างน่าเกรงขามจริงๆ!