กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 233 ผู้ภาคภูมิใจย่อมหยิ่งในศักดิ์ศรี
หลังจากคำพูดที่จริงใจระหว่างจวินและขุนนาง
จบลง ทั้งสองคนก็อารมณ์ดียิ่ง คุยเรื่อยเปือยกัน
ครู่หนึ่ง อิ๋งซื่อจึงสั่งให้คนคุ้มกันซ่งชูอีกลับจวน
เมื่อเร็วๆ นี้ ข่าวที่ซ่งชูอีกลับฉินแพร่กระจายไป
ยังตรอกซอยน้อยใหญ่ทั่วเสียนหยาง รวมถึงเรื่อง
ที่หารือกับถูอู้ลี่ก็ถูกแพร่กระจายออกไปอย่างน่า
มหัศจรรย์ยิ่ง จู่ๆ ซ่งชูอีก็เปลี่ยนจากคนต่ำต้อยที่
ทรยศฉินเป็นวีรบุรุษของต้าฉินภายในพริบตา
ชาวฉินเป็นคนเถรตรง ส่วนใหญ่แล้วไม่ชอบคน
อุบาทว์ที่ลอบวางแผนการอยู่เบื้องหลัง ทุกคน
รู้สึกเหลือเชื่อกับแผนการของซ่งชูอี ทว่าไม่ว่า
นางจะทำอะไร สุดท้ายแล้วทำก็เพื่อต้าฉิน ด้วย
เหตุนี้ชาวฉินมีเพียงความรู้สึกขอบคุณนางและ
มิได้ตำหนิเลย สามัญชนที่อาศัยอยู่ที่เขตชายแดน
ของฉินสู่มักจะติดอยู่ในความวุ่นวายระหว่างฉินสู่
เป็นประจำ ถูกชาวสู่ผู้โหดร้ายเข่นฆ่าและ
ปล้นสะดม บัดนี้ซ่งชูอีสงบสถานการณ์ปาสู่ได้
แล้ว อีกทั้งยังทำประโยชน์และเสียสละเพื่อเรื่อง
นี้เป็นอย่างมาก ชาวฉินที่เขตชายแดนต่างซาบซึ้ง
นัก ครั้นรู้ว่าซ่งชูอีสูญเสียการมองเห็น ก็ตั้งใจเปิด
พิธีบวงสรวงให้นางโดยเฉพาะเพื่อขอความ
ช่วยเหลือจากสวรรค์
ตั้งแต่ที่ข่าวลือมีแนวโน้มขยายตัว ซ่งชูอีก็ได้กลิ่น
ของการวางอุบายอยู่บ้างแล้ว หากไม่มีคนก่อ
คลื่น เรื่องนี้จะแพร่สะพัดจนบานปลายเช่นนี้ได้
เยี่ยงไร! ขณะที่เสียนหยางกำลังเล่าขานถึง
ความสำเร็จอันรุ่งโรจน์ของนาง นางก็ได้ขอให้ชูห
ลี่จี๋แจ้งความสงสัยที่มีต่อเรื่องนี้ให้อิ๋งซื่อรับทราบ
แล้ว แต่ว่าข่าวลือก็ราวกับสายน้ำที่ไม่อาจหยุดยั้ง
ภายในเวลาเพียงครึ่งเดือนมันก็ครอบคลุมทั่วทั้ง
รัฐฉินอย่างรวดเร็ว
ชื่อเสียงของซ่งชูอีขจรขจายภายในระยะเวลาอัน
สั้น อีกทั้งยังทำให้การเดินหมากของนางที่
ต้องการต้องการซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังปันปั่วน
ทันใด หากนางไม่ตอบสนองต่ออิ๋งซื่อแต่เนิ่นๆ ไม่
แน่ว่าอาจจะไม่ได้แม้แต่หัวใจขององค์จวินด้วย!
แม่นยำและเผ็ดร้อนเพียงนี้ อีกทั้งเห็นได้ชัดว่า
วางแผนการมานานแล้วเพื่อที่จะทำให้นางล้ม
ผู้ที่มีแรงจูงใจนั้นมีมาก เป็นไปได้ว่ามาจากรัฐอื่น
รวมทั้งกงซุนเหยี่ยนและจางอี๋ที่อยู่ในรัฐฉิน หุบ
เขาแห่งเดียวกันยากที่จะมีเสือสองตัว แล้วจะมี
สามตัวได้เยี่ยงไร?
อย่างไรก็ตาม จางอี๋เพิ่งเข้าฉินได้ไม่นาน ไม่มี
รากฐานที่ฝังลึก ตัวเขาเองก็อยู่ในปาสู่ หาก
ต้องการควบคุมกองกำลังในรัฐฉินแทบจะเป็น
เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ตามที่ชูหลี่จี๋บอก กงซุนเห
ยี่ยนเข้ารัฐฉินหลังจากที่ซ่งชูอีออกไปจากฉินแล้ว
ตั้งแต่เข้ารัฐฉินมาก็มุ่งมั่นอยู่กับสงครามระหว่าง
ฉินเว่ย ไม่เข้าใจถึงบทบาทที่ซ่งชูอีมีต่อรัฐฉินมาก
นัก
ซ่งชูอีได้ยินเกี่ยวกับกงซุนเหยี่ยนมาเล็กน้อย เขา
เป็นคนเถรตรง สูงส่งและไม่ยอมใครดุจเหล็กกล้า
ชื่นชมการวางแผนในที่แจ้ง ไม่ชอบพฤติกรรม
ของคนต่ำต้อย
ด้วยเหตุนี้จึงสามารถตัดสองคนนี้ออกไปได้ ขุน
นางคนอื่นในรัฐฉินนั้น ไม่มีใครมีผลประโยชน์ทับ
ซ้อนกับซ่งชูอีมากนัก และไม่มีใครที่มี
ความสามารถทำการเคลื่อนไหวใหญ่เช่นนี้ภายใต้
สายตาของอิ๋งซื่อได้
“หากกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าเป็นพฤติกรรมของคน
นอกรัฐ?” ชูหลี่จี๋มองไปยังซ่งชูอีที่กำลังตกปลา
อยู่ข้างลำธารและถามขึ้น
ไม่กี่วันก่อนซ่งชูอี เปียนเชวี่ยนและเจินอวี๋ได้ย้าย
เข้ามายังสถานที่ทิวทัศน์งดงามแห่งนี้แล้ว ชีวิต
ของนางอุดมสมบูรณ์ขึ้นทันใด ปกติก็ตกปลา
ปลูกดอกไม้ ตากลม ผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง
ครั้นได้ยินคำพูดของชูหลี่จี๋ ก็มีคนหนึ่งโผล่ขึ้นมา
ในสมองของซ่งชูอี
คราวก่อนก็ผูกความแค้นอีกครั้งในรัฐสู่ แค้นเก่า
บวกแค้นใหม่ เกรงว่าบัดนี้เขามีเจตนาฆ่าแล้ว
ซ่งชูอีครุ่นคิดก่อนเอ่ยว่า “หากเป็นเขา…การ
เคลื่อนไหวครั้งนี้อาจไม่บีบข้าถึงตาย คิดว่าต้อง
ยังมีแผนสำรองแน่”
ชูหลี่จี๋เห็นท่าทีไม่สะทกสะท้านของนางก็ทอด
ถอนใจ พยายามสงบความร้อนใจของตัวเอง
“ใครกัน?”
“หมิ่นฉือ” ซ่งชูอีคายสองคำนี้ออกมาช้าๆ
ชูหลี่จี๋นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะนึกขึ้นมาได้ว่าหมิ่น
ฉือก็คือคนคนนั้นในรัฐเว่ย์ที่เดินทางไปกับซ่งชูอี
เพื่อพูดจาหว่านล้อมรัฐต่างๆ ในการโจมตีรัฐเว่ย
ต่อมาก็ถูกเว่ยอ๋องคุมขังอยู่ในรัฐเว่ยด้วยกัน
“เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าเป็นเขา?” ชูหลี่จี๋ไม่เข้าใจ
ซ่งชูอีหรี่ตาเอ่ย “ข้านับนิ้วได้”
ที่จริงแล้วมันเป็นเพียงความรู้สึกชั่วอึดใจของนาง
เท่านั้น บัดนี้ยังจับต้นจนปลายไม่ถูก มันก็เป็น
การดีที่จะกำหนดเปั้าหมายที่น่าสงสัยไว้ก่อน “พี่
ใหญ่ช่วยข้าสืบความเคลื่อนไหวล่าสุดของบุคคล
นี้ที”
“ได้” ชูหลี่จี๋ไม่รู้ว่าทั้งสองคนมีความแค้นส่วนตัว
ต่อกัน รู้เพียงว่าหากหมิ่นฉือทำงานอย่างหนัก
ให้กับรัฐเว่ย การคิดกำจัดซ่งชูอีก็นับว่าเป็นเรื่อง
ธรรมชาติอยู่แล้ว เขายุ่งกับงานราชการทั้งวัน
สามารถสละเวลามาเยี่ยมซ่งชูอีได้เพียงชั่วครู่
เท่านั้น ครั้นคุยธุระจบก็รีบอำลาจากไป
นั่งอยู่ครู่ใหญ่ ซ่งชูอีงงงวยว่าเหตุใดนั่งมาครึ่ง
ค่อนวันแล้วทว่ายังไม่เห็นความเคลื่อนไหวเลย?
หรือว่าในลำธารแห่งนี้ไม่มีปลา? ไม่รู้เป็นเพราะ
ร่างมหึมาของไปั๋เริ่นที่ขดตัวเหมือนก้อนหินอยู่
ข้างลำธารและดวงตาแหลมคมคู่นั้นที่จ้องไปที่
สายเบ็ด จึงทำให้เหล่าปลาไม่กล้าเข้าใกล้ในรัศมี
หนึ่งจั้งหรือเปล่า
“ไปั๋เริ่น กลับกันเถิด” ซ่งชูอีรู้สึกหิวเล็กน้อย
ไปั๋เริ่นกระโดดขึ้นบนฝังแผ่วเบา หูลู่ลง รู้สึก
ผิดหวังต่อซ่งชูอีเป็นอย่างยิ่ง นึกถึงตอนนั้นที่เจ้า
อี่โหลวสามารถตกได้ปลาตัวใหญ่ภายใน
ระยะเวลาหนึ่งชั่วยามเชียวนะ! การติดตามผู้ที่ไร้
ความสามารถมีแต่ชีวิตที่ยากลำบากจริงๆ
หนิงยาออกมาช่วยซ่งชูอีถือตะกร้า หันไปก็เห็น
เจินอวี๋ที่กำลังเดินเข้ามา จึงเตือนนาง “ท่านเจ้า
คะ เจียวเจียวมาแล้ว”
เสียงฝีเท้าโซซัดโซเซที่ดังขึ้นบนพื้นหญ้าค่อยๆ
ใกล้เข้ามา แล้วหยุดลงไม่ไกล
ไม่รอให้นางได้ทักทาย ซ่งชูอีชิงเอ่ยปากก่อน
“น้องสาวมาแล้วหรือ! ข้ามีเรื่องหนึ่งต้องการจะ
คุยกับเจ้าพอดี”
คำพูดที่อยู่ปลายลิ้นของเจินอวี๋ถูกยับยั้ง เหลือบ
มองอาเหอ “เจ้าออกไปรอก่อน”
“เจ้าค่ะ” อาเหอไม่ใคร่สมัครใจนัก ทว่ากลับหา
ข้ออ้างที่จะอยู่ต่อไม่ได้ จึงทำได้เพียงถอยห่าง
ออกไปอย่างไม่มีความสุข
ซ่งชูอีได้ยินเสียงฝีเท้าไกลออกไป จากนั้นก็กล่าว
ต่อ “เพราะว่าไม่กี่วันนี้ย้ายบ้าน ข้ามีเรื่องสำคัญ
เรื่องหนึ่งมิได้ถามเจ้าอย่างชัดเจนเสียที”
“เรื่องอะไรเจ้าคะ?” เจินอวี๋เดาออกว่าซ่งชูอีจะ
พูดเรื่องนี้จึงไม่ได้ถามมาก ต้องการฟังว่านางจะ
อธิบายเยี่ยงไร
“องค์ชายจี๋มีความประสงค์จะสู่ขอเจ้า ในเมื่อเจ้า
เป็นน้องสาวของท่านเจินก็นับว่าเป็นน้องสาวของ
ข้า องค์ชายจี๋ก็เป็นสหายคนสนิทของข้า เดิมทีก็
เป็นเรื่องมงคล…ทว่าเขาเคยแต่งฮูหยินมาแล้วคน
หนึ่ง รักใคร่กันมาก หลังจากที่นางจากไปแล้วก็
ถูกฝังอยู่ในสุสานบรรพบุรุษ หากเจ้าแต่งงาน
ออกไปอีกก็จะเป็นเพียงภรรยารองของพ่อม่าย
เท่านั้น ร้อยปีต่อมาอย่างมากก็แค่ถูกฝังไปพร้อม
กับทรัพย์สิน ข้าคิดว่าเจ้ามาจากสำนักขงจื้อ
เกรงว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ด้วยเหตุ
นี้ข้าจึงไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ หากเจ้ามีความ
ประสงค์เช่นกัน ข้าก็จะรับผิดชอบในการกำหนด
เรื่องนี้ รอจนพี่ใหญ่ของเจ้ากลับมาแล้ว ค่อยให้
เขามาสู่ขอที่บ้านอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หากพี่
ใหญ่ของเจ้าไม่เห็นด้วย มีข้าแบกรับก็พอจะมี
เสรีภาพในการดำเนินการอยู่บ้าง เจ้าเห็นเยี่ยง
ไร?”
เรื่องใหญ่ของรัฐขึ้นอยู่กับการบวงสรวงและ
กิจการทหาร สิ่งที่เรียกว่าการบวงสรวง หนึ่งใน
นั้นรวมถึงการบวงสรวงบรรพบุรุษ ไม่ใช่เพียงแต่
รัฐที่ทำเช่นนี้ ตระกูลชั้นสูงก็ทำเช่นนี้ แม้แต่
สามัญชนในชนบทก็ไม่มีข้อยกเว้น และสำนัก
ขงจื้อให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง มี
เพียงคนชั้นต่ำเท่านั้นที่ไม่ให้ความสำคัญต่อบรรพ
บุรุษและตระกูล!
การที่ภรรยารอง (ที่แต่งกับพ่อม่าย) ถือสถานะ
เดียวกับกับภรรยาเอกทว่ากลับไม่ต่างอะไรจากฮู
หยินรองเป็นเพราะว่านางไม่สามารถร่วมโลงกับ
สามีได้และทำได้เพียงถูกฝังไปพร้อมกับทรัพย์สิน
เท่านั้น ในห้องโถงบรรพบุรุษก็จะไม่มีตำแหน่ง
ของภรรยารองนี้ ดังนั้นหญิงสูงศักดิ์ทั่วไป
สามารถเป็นภรรยาเอกที่แต่งงานอย่างถูกต้อง
ตามกฎหมายได้ แต่จะไม่เลือกที่จะเป็นภรรยา
รองโดยเด็ดขาด ในปัจจุบันภรรยาเอกเท่านั้นที่
จะมีสิทธิ์เท่าเทียมกับสามี
เจินอวี๋ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรเช่นนี้ด้วย อีกทั้งเมื่อเห็น
สีหน้าเฉยเมยของซ่งชูอี ทันใดนั้นก็รู้สึกละอาย
จนใบหน้าร้อนผ่าว
ปฏิกิริยาที่เจินอวี๋มีต่อเรื่องนี้ตรงไปตรงมา นิสัย
ของสาวน้อย ซ่งชูอีไม่ชอบนิสัยนี้ของนางทว่าก็
ไม่นับว่ารังเกียจ
ในความเห็นของซ่งชูอี เรื่องพวกนี้เป็นเพียงเรื่อง
ขี้ประติ๋ว แม้ว่าเจินอวี๋จะถูกคนอื่นยั่วยุแล้วเกิด
ขุ่นเคือง นางก็ไม่ถึงกับแก้แค้น เพียงแต่มองดู
ด้วยความดูแคลนเล็กน้อยเท่านั้น
“เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ต้องรีบ เจ้าค่อยๆ
คิดเถิด” ซ่งชูอีพูดพลางนำหนิงยาและไปั๋เริ่น
ออกไป
“ท่านคิดว่าข้าไม่คู่ควรองค์ชายจี๋จริงหรือ?”
เจินอวี๋เห็นนางเดินผ่านไป อดไม่ได้ที่จะหมุนตัว
ไปจี้ถาม
ซ่งชูอีหยุดเดิน “เขาเป็นสหายคนสนิทของข้า ใน
สายตาของข้าแน่นอนว่าผู้หญิงที่ดีที่สุดในโลกใบ
นี้คู่ควรกับเขา ส่วนเจ้าจะคู่ควรกับเขาหรือไม่ –
ผู้สูงศักดิ์ย่อมมีจิตใจสูงส่ง ผู้ภาคภูมิใจย่อมหยิ่ง
ในศักดิ์ศรี จะถูกวาจาของผู้อื่นโจมตีได้เยี่ยงไร?”
ผู้สูงศักดิ์ย่อมมีจิตใจสูงส่ง ผู้ภาคภูมิใจย่อมหยิ่ง
ในศักดิ์ศรี จะถูกวาจาของผู้อื่นโจมตีได้เยี่ยงไร?
“ผู้สูงศักดิ์มีจิตใจสูง…” เจินอวี๋มองดูแผ่นหลัง
บอบบางทว่าแหกคอกของนาง พึมพำประโยคนี้
ซ้ำๆ ใบหน้าซีดขาว
โดยปกติแล้วคนชั้นสูงล้วนมีจิตใจสูงส่ง และคนที่
เย่อหยิ่งล้วนมีความภาคภูมิใจไม่ย่อท้อ การตั้ง
คำถามของบุคคลภายนอกเพียงสองสามประโยค
ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของคนคนหนึ่ง
ได้
ประโยคนี้แทงใจดำของเจินอวี๋อย่างจัง! นางมี
วิสัยทัศน์สูงเพราะศึกษาลัทธิขงจื้อ ทว่าก็รู้สึก
ต้อยต่ำด้วยภูมิหลังจากครอบครัวพ่อค้า ต้องการ
มีเกียรติทว่ากลับสงสัยในเกียรติของตัวเอง
ต้องการภาคภูมิใจทว่ากลับมีเพียงความจองหอง
แต่ไร้ความเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรี สุดท้ายแล้วมันเป็น
เพียงความดื้อรั้นที่แข็งนอกอ่อนในเท่านั้น
“ท่านเจ้าคะ เจียวเจียวสีหน้าไม่สู้ดีเลย” หนิงยา
หันกลับไปมอง เอ่ยกับซ่งชูอีเสียงเบา
ซ่งชูอีมิได้ตอบ ด้วยลักษณะของเจินอวี๋ในตอนนี้
ไม่คู่ควรองค์ชายจี๋อย่างแท้จริง ต่อให้เจินอวี๋มิได้
ตระหนักคำพูดในวันนี้เลยแม้แต่น้อย หรือยิ่งเกิด
ความคับแค้นใจ ซ่งชูอีก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรผิด
เพราะนางก็ไม่มีเวลาว่างที่จะไปดูแลความคิด
ของผู้หญิงอ่อนแอคนหนึ่ง
“ข้าขอถามเจ้า คนที่มาคืนหนังสือทุกวันใช่สาว
ใช้คนที่อยู่ข้างกายเจียวเจียวเมื่อครู่นี้หรือเปล่า?”
ซ่งชูอีเอ่ยถาม
หนิงยาพยักหน้า “ใช่นางเจ้าค่ะ นางชื่อว่าอาเหอ
ดูมีความสามารถ ปินคราวก่อนก็เป็นนางที่ให้
บ่าว”
ในเมื่อเจินอวี๋มาถามเอง แสดงว่านางคงไม่ได้ยิน
บทสนทนาระหว่างนางกับชูหลี่จี๋ด้วยตัวเอง
สำหรับผู้ยุยงนั้น…ข้างกายเจินอวี๋มีสาวใช้
มากมาย เดิมทีซ่งชูอียังไม่รู้ว่าเป็นใคร ทว่าครั้น
ปะติดปะต่อเหตุการณ์เข้าด้วยกันแล้ว บวกกับ
ความลังเลในฝีเท้าของอาเหอเมื่อครู่ เป็นไปได้มา
กว่าเป็นสาวใช้ผู้นี้
ซ่งชูอียกมุมปาก “ตอนกลับไป เจ้าจงไปหาเจียว
เจียวเป็นการส่วนตัว บอกนางว่า คืนนั้นอาเหอป
รนนิบัติข้าได้ดีมาก ข้าชอบนางมาก ต้องการสู่ขอ
นางเป็นอนุภรรยา”
ถ้าอาเหอมิได้ “ปากโปั้ง” ในเมื่อหลับนอนกัน
แล้ว อาเหอก็ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์อีกต่อไป เกรงว่า
เจินอวี๋คงไม่อาลัยอาวรณ์สาวใช้คนหนึ่ง ทว่าหาก
อาเหอ “ปากโปั้ง” เช่นนั้นก็น่าสนใจยิ่งแล้ว…
“หา?” สีหน้าของหนิงยาเปียมด้วยความ
ประหลาดใจ ทว่าก็รีบก้มหน้ารับคำทันที “เจ้า
ค่ะ”
หลังอาหารค่ำ ซ่งชูอีเพิ่งจะกินยา กำลังคิดหาวิธี
จัดการกับข่าวลือ หนิงยาที่ไปประจบสอพลอ
กับเจินอวี๋ก็วิ่งกลับมาด้วยความตื่นตระหนก
“ท่านเจ้าคะ เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ” หนิงยาเอ่ย
ด้วยความร้อนรน “บ่าวนำคำพูดของท่านไปบอก
กับเจียวเจียว ทันทีที่เจียวเจียวได้ยินสีหน้าก็ซีด
ขาว กล่าวเพียงว่า ‘หน้าซื่อใจคด’ จากนั้นก็หมด
สติไปแล้วเจ้าค่ะ!”
ซ่งชูอีตบหน้าตัก “เหตุใดจึงอ่อนไหวเพียงนี้! เชิญ
ท่านหมอมาดูแล้วหรือยัง?”
“สาวใช้ข้างกายของเจียวเจียวไปเชิญแล้วเจ้า
ค่ะ” หนิงยาน้ำตาคลอเบ้า จนปั่านนี้นางก็ยัง
งงงวย ก็แค่ขอสาวใช้คนหนึ่งเท่านั้น คำพูดของ
ท่านก็มิได้เกินจริงเสียหน่อย เหตุใดจึงสามารถ
ทำให้นางโกรธได้มากเพียงนี้!
“ไป ไปดูหน่อย” ซ่งชูอียกเท้าก้าวออกจากประตู
หนิงยาดึงเสื้อคลุมที่วางพาดอยู่บนฉากกั้นแล้ววิ่ง
ตามออกไป
โคมไฟถูกจุดขึ้นในลาน ในลานเล็กของเจินอวี๋อยู่
ใน “ภาวะสงคราม” เสียงร้องไห้และเสียงสับสน
อลหม่านได้ยินมาแต่ไกล ซ่งชูอีลอบด่าว่า “พวก
ผู้หญิงมากเรื่อง”! จากนั้นก็เร่งฝีเท้าภายใต้การ
ประคองของหนิงยา
ท้องฟั้าเต็มไปด้วยดวงดาว ใบไม้แห้งปลิวไปตาม
ลม ฤดูใบไม้ร่วงในหล่งซีค่อยๆ เยือกเย็นลง
ในพระราชวังต้าเหลียง รัฐเว่ย
อาคารหลังใหญ่ภายใต้ท้องฟั้าที่เต็มไปด้วย
ดวงดาวดูเด่นเป็นสง่าท่ามกลางทิวทัศน์ยามราตรี
ภายใต้ความยิ่งใหญ่นั้นกลับไม่ทิ้งรายละเอียด
ชายคาโต๋วก่ง[1]ฝีมือประณีต พระทวารสีแดง
แกะสลักเป็นบุปผางาม ทุกจุดล้วนสร้างขึ้นอย่าง
พิถีพิถัน เพียงกวาดตามองผ่านก็เป็นทัศนียภาพ
ที่หรูหรายิ่ง
นางสนมในชุดผ้าไหมที่ยกหม้อเงินถาดหยกเข้า
มานั้นราวกับเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ ซอยเท้าถี่
เข้ามาในท้องพระโรง
แม้ว่าแขกในท้องพระโรงมีไม่มาก ทว่าครึกครื้น
เป็นอย่างยิ่ง มีกลุ่มคนร้องเพลงและเต้นรำอยู่
ตรงกลาง มีเพียงเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาในชุด
แขนกว้างสีเทาเข้มที่อยู่ด้านขวาของแถวแรกที่ดู
แปลกแยกอย่างเห็นได้ชัด
เว่ยอ๋องอารมณ์ดียิ่ง ดวงตาดุจเสือดาวคู่หนึ่งหรี่
ลงเล็กน้อย จ้องมองไปยังเอวที่แกว่งไปมาของนัก
เต้น ดูอบอุ่นและอ่อนโยนเป็นอย่างมาก
ครั้นเพลงบรรเลงหนึ่งจบลง เว่ยอ๋องก็ยกจอกสุรา
ขึ้น “งานเลี้ยงในวันนี้ เพื่อฉลองให้กับท่านหมิ่น”
“แผนการเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่รู้ผล ฝั่าบาทจัดงาน
ฉลอง หมิ่นจื๋อห่วนรู้สึกผิดนัก” หมิ่นฉือยกจอก
สุราขึ้น เดิมทีเขามิใช่ผู้ที่แสดงความอ่อนแอ
แม้ว่าในใจมั่นใจว่าต่อให้ไม่ทำให้ซ่งชูอีถึงแก่
ความตายในครั้งนี้ ก็สามารถทำให้นางไม่อาจรับ
ใช้ฉินได้อีก แต่หลังจากความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำ
เล่า เขาก็ได้เรียนรู้แล้วว่าจะซ่อนความเฉียบคม
ในช่วงเวลาที่อ่อนแอได้อย่างไร
เว่ยอ๋องยิ้มน้อยๆ พร้อมวางจอกสุราลง “มาเถิด!
เป็นคำสั่งของกว่าเหริน ขอแต่งตั้งให้หมิ่นจื๋อห่วน
เป็นซ่างต้าฟู เลื่อนตำแหน่งเป็นหลางจงฝั่าย
ขวา”
จอกสุราที่จรดปากขององค์ชายอั๋งหยุดชะงัก
เล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มเรียบๆ ประสานมือให้หมิ่น
ฉือ “ขอแสดงความยินดีกับจื๋อห่วน”
หลางจงมีหน้าที่พื้นฐานสองประการ ประการ
แรกคือรับใช้องค์จวินอย่างใกล้ชิดและให้
คำปรึกษา ประการที่สองคือเป็นทหารองครักษ์
ส่วนพระองค์ อำนาจในมือของหลางจงฝั่ายขวามี
ไม่มาก ทว่าบ่อยครั้งมักจะเป็นขุนนางคนสนิท
ขององค์จวิน การที่เว่ยอ๋องให้ตำแหน่งนี้ตั้งแต่
เริ่มต้น นอกจากเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาให้
ความสำคัญกับหมิ่นฉือแล้ว ยังเป็นการแสดงให้
เห็นว่าเขายังชอบหมิ่นฉือมากอีกด้วย
หมิ่นฉือลุกขึ้นสะบัดแขนเสื้อโค้งคำนับต่ำ “หมิ่น
จื๋อห่วนทำงานล้มเหลวหลายครั้ง ฝั่าบาทไม่เพียง
ไม่ละทิ้ง ในทางตรงกันข้ามกลับมอบความ
ไว้วางใจ จิตใจกว้างขวางและเมตตายิ่งใหญ่เช่นนี้
หมิ่นจื๋อห่วนตอบแทนด้วยชีวิตก็ไม่หมด!”
เว่ยอ๋องได้ยินเช่นนี้ยิ่งรู้สึกเปรมปรีย์ นับตั้งแต่
ซางจวินแล้ว “ผู้มีพรสวรรค์” เหล่านั้นที่ไม่
สามารถกลับคืนสู่รัฐเว่ยได้เป็นหนามในใจของเว่
ยอ๋องเสมอมา บัดนี้เขาชอบวาจายอมจำนนของ
นักวิชาการเหล่านี้มากที่สุด
ครั้นคิดถึง “ทฤษฏีโค่นรัฐ” ของซ่งชูอี แล้วได้ยิน
ข่าวสงครามปาสู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เว่ยอ๋องก็นั่งไม่ติด
ติดต่อกันหลายเดือน น้อยคนที่จะรู้ว่า “ทฤษฎี
โค่นรัฐ” กล่าวถึงเรื่องอะไร ทว่าครั้นพิจารณา
จากสามคำนี้ สิ่งแรกที่ซ่งชูอีทำหลังจากเข้ารัฐฉิน
ก็คือปราบปรามปาสู่ที่รัฐฉินไม่สามารถโจมตีเป็น
เวลานาน…หลังจากปาสู่เล่า? ก็ถึงคราวของ
รัฐเว่ยแล้วมิใช่หรือ?
คนประเภทนี้ ในเมื่อไม่สามารถกลับมาทำ
ประโยชน์ให้ตนได้อีก ก็ต้องกำจัดให้สิ้นซาก ทาง
ที่ดีที่สุดคือฆ่าจนไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูก
เว่ยอ๋องกำจอกสุราแน่น เขามั่นใจในแผนการนี้
เป็นอย่างยิ่ง ดูเหมือนว่าคืนนี้อย่างไรก็สามารถ
ข่มตาหลับได้แล้ว เมื่อคิดเช่นนี้ ครั้นมองดูหมิ่น
ฉืออีกครั้งก็ยิ่งเพลินตา
*** *** ***
ทางเสียนหยาง ในลานที่ซ่งชูอีอาศัยกลับเพิ่งเริ่ม
เกิดปัญหา
เจินอวี๋ถูกเปียนเชวี่ยฝังเข็มจนฟืนขึ้นมา จากนั้นก็
“รู้แจ้งเฉียบพลัน” ภายใต้ความสะลึมสะลือ
คิดถึงความตั้งใจเดิมที่พี่ใหญ่พาตนมาที่นี่ก็เพื่อ
จับคู่ตนกับซ่งชูอี ใครจะรู้ว่าบ่าวต่ำต้อยผู้นี้จะปีน
ขึ้นเตียงของซ่งชูอีเสียแล้ว อีกทั้งยังฉวยโอกาสจง
ใจสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างตนและซ่งชูอี
อีกด้วย!
หากอาเหอผู้นี้มิได้เป็นทาส ภายภาคหน้าซ่งชูอี
ได้เป็นขุนนางระดับสูง ตราบใดที่ได้เป็นภรรยา
เอก การเป็นฮูหยินก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ การที่
นางทำเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าต้องการเตะตัวเอง
ออกไป ยืมกำลังเพื่อปีนขึ้นที่สูง!
แม้ว่าในใจนางจะไม่ชอบซ่งชูอีก็ตาม แต่สาวใช้
ของตนหลอกใช้ถึงขั้นนี้ ทำให้นางรู้สึกหนาวสั่น
และโมโหนัก!
“ข้าสงสัยว่าทำไม่ดีกับเจ้าตรงไหน เจ้า…เจ้ามัน
สาวใช้ชั่วช้า! พยายามทำร้ายข้า!” เจินอวี๋มองอา
เหอที่หมอบคลานอยู่บนพื้นด้วยความโกรธ นาง
โกรธจนตัวสั่น ทว่าได้รับการอบรมสั่งสอนมาดีจึง
ด่าคนได้เพียงเท่านี้
แม้อาเหอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้เจิ้นอวี๋
บันดาลโทสะ ทว่าก็ไม่เป็นผลต่อการเรียกร้อง
ความเป็นธรรมของนาง “เจียวเจียว บ่าวถูกใส่
ร้าย บ่าวถูกใส่ร้าย”
งี่เง่า! ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้วยซ้ำก็ร้องหาความ
เป็นธรรมเสียแล้ว!
ซ่งชูอีที่นั่งฟังความครึกครื้นอยู่ข้างๆ หมดความ
สนใจไปชั่วขณะ เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว นางก็ขี้
คร้านที่จะทำลายบุปผางามอย่างไร้ความปรานี
อีก
“นี่ก็ดึกมากแล้ว น้องสาวรีบพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้
เช้าค่อยจัดการ” ซ่งชูอีสีหน้าไร้อารมณ์
“ท่าน…” เจินอวี๋ดึงมือของสาวใช้ขึ้นมา “หญิง
คนนี้เป็นคนอกตัญู เกรงว่าจะทำร้ายท่าน คง
ทำได้เพียงลากออกไปขาย รอพี่ใหญ่กลับมา ข้า
ค่อยให้พี่ใหญ่หาสาวชาวเยวี่ยที่สวยงามและ
อ่อนหวานให้ท่าน”
อาเหอผู้นี้ท่าทางอ่อนหวานมีเสน่ห์ มีความ
คล้ายคลึงกับสาวชาวเยวี่ย เจินอวี๋จึงเข้าใจว่าซ่งชู
อีชอบหญิงสาวประเภทนี้
อาเหอได้ยินดังนี้ก็เข้าใจว่าซ่งชูอีเอ่ยปากขอนาง
แต่เจินอวี๋กลับเข้าใจว่านางยั่วยวนโดยเจตนา
สมองสับสนไปชั่วขณะ รีบพุ่งไปยังข้างเท้าซ่งชูอี
“ท่านได้โปรดพูดกับเจียวเจียวว่าอย่าเอาบ่าวไป
ขายเลย ขอร้องท่านล่ะเจ้าค่ะ…”
นางร้องไห้น่าสงสารราวกับดอกสาลี่เปือนฝน
หากเป็นผู้ชายธรรมดาจะต้องใจอ่อนเป็นแน่ ทว่า
นางลืมไปว่าซ่งชูอีมองไม่เห็น
กิริยาเช่นนี้เท่ากับยืนยันข้อกล่าวหาของนางและ
ทำให้เจินอวี๋รำคาญเต็มที “เด็กๆ โยนสาวใช้ชั่ว
ช้านี้ออกไปเดี๋ยวนี้!”
หญิงทรงพลังคนหนึ่งเข้ามาพร้อมกับเชือกทันที
มัดอาเหอไว้ อุดปากแล้วลากนางออกไป ทำงาน
ด้วยความคล่องแคล่วเป็นอย่างมาก
“วันนี้อาอวี๋เสียมารยาท ต้องขอโทษท่านแล้ว”
เจินอวี๋ค้อมตัวคำนับ
“อืม” ซ่งชูอีพยักหน้าเฉยเมย กล่าวประเมิน
อย่างไม่แยแส “ขุ่นเคืองสาวใช้คนหนึ่ง เสียเวลา
ไปการการโต้เถียง ย่อมขาดความสง่างาม!”
ได้ยินน้ำเสียงไร้อารมณ์ของนางแล้ว เจินอวี๋ตัว
สั่นเล็กน้อย สิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติในใจมิใช่
ความขุ่นเคืองหากแต่เป็นความเกรงกลัว นาง
รู้สึกว่าท่าทีของซ่งชูอีในเวลานี้ ทำให้นางรู้สึก
กลัวยิ่งกว่าตอนที่อาจารย์ตักเตือนด้วยสีหน้าบูด
เบี้ยวเสียอีก
จนกระทั่งซ่งชูอีออกไปแล้ว เจินอวี๋ก็หมุนตัวซบ
หน้าร้องไห้อยู่บนเตียงด้วยความเจ็บปวด คำพูด
ที่อบอุ่นและการปลอบโยนของสาวใช้ข้างๆ นาง
ไม่เพียงแต่ไม่ทำให้นางคลายความกังวล ในใจ
ของนางกลับยิ่งรู้สึกคับแค้นใจ น้ำตาไหลรินไม่
ขาดสาย
นางปฏิบัติต่อคนข้างกายด้วยความจริงใจ ทว่า
กลับได้รับผลตอบแทนเช่นนี้…
ร้องไห้สักระยะหนึ่ง สาวใช้เห็นว่าเสียงของนาง
ค่อยๆ เงียบหายไปรู้สึกตกใจยิ่ง รีบยื่นมือไปอัง
จมูก พบว่าเพียงหมดสติไปเท่านั้นจึงถอนหายใจ
ด้วยความโล่งอกเล็กน้อย
ซ่งชูอีกลับมาถึงห้องก็นอนอยู่บนเตียง ครั้นได้ยิน
ว่าเสียงสะอื้นทางนั้นเงียบไปแล้วจึงถอนหายใจ
โล่งอก พลิกตัวหลับสบาย
แม่งเอ๊ยนี่มันเรื่องอะไรกัน! ตัวเองจะตายอยู่แล้ว
ยังต้องไปปลอบใจคนขี้แยอีก!
แก้ไขสถานการณ์…แก้ไขสถานการณ์….
ซ่งชูอีลุกขึ้นพรวด คลำหาทางมาจนถึงหน้าโต๊ะ
คลำเอาแผ่นไผ่ว่างเปล่าออกมา เริ่มแกะสลัก
ตัวอักษร
หนิงยาได้ยินเสียงแครกๆ ก็นึกว่าเป็นหนู จุด
ตะเกียงน้ำมันเข้ามาต้องการจะไล่ต้อนพวกมัน
ทันใดนั้นก็เห็นคนผมเผ้ายุ่งเหยิงคนหนึ่งนั่งอยู่
หน้าโต๊ะ มือสั่นเทา ไฟตกเสียงดังโคร้งเคร้ง
ในเสี้ยววินาทีที่แสงไฟดับลง ในที่สุดหนิงยาก็เห็น
ว่าคนคนนั้นคือซ่งชูอี อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
“ท่านแกะอะไรดึกๆ ดื่นๆ เจ้าคะ?”
“เจ้าไปนอนเถิด” ซ่งชูอีเอ่ย
——————–
[1] โต๋วก่ง โครงสร้างรับหลังคาแบบจีนโบราณ
มีลักษณะเป็นการเข้าไม้หลาย ๆ ชิ้นทบซ้อนขึ้น
ไป