กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 235 หัวใจที่ชำระล้างจักรวาล
ในขณะที่เรื่องนี้เริ่มต้น ซ่งชูอีก็เตรียมใจไว้แล้ว
อีกฝั่ายมีเจตนาต้องการให้นางถึงแก่ความตายจะ
วางมือหลังจากที่แพร่กระจายคำพูดออกไปได้
อย่างไร? นางคาดคะเนผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้
นับไม่ถ้วนแล้ว ดังนั้นบัดนี้เมื่อได้ยินข่าวนี้ก็
แน่นอนว่าจึงไม่มีอารมณ์แปรปรวนใดๆ “พี่ใหญ่
วางใจเถิด “ทฤษฎีโค่นรัฐ” เป็น “ทฤษฎีโค่นรัฐ”
ตามแบบของจวงจื่อแห่งสำนักเต๋า ได้โปรดนำ
ความนี้กลับไปทูลฝั่าบาทด้วย”
หลักคำสอนของลัทธิเต๋าคืออะไร? ปล่อยไปตาม
ธรรมชาติ จิตใจบริสุทธิ์ ละเว้นกิเลส…
คำสอนของเหล่าจื่อโดยทั่วไปแบ่งออกเป็นสอง
ประเภท หนึ่งคือเต๋าที่ปลูกฝังด้านศีลธรรม สอง
คือเต๋าที่ปกครองบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นการ
ปล่อยให้ทุกอย่างก็เป็นไปตามครรลองหรือรา
ษฏรในรัฐเล็กๆ ล้วนมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด
ต่อครอบครัว บ้านเมืองและใต้หล้า ต่อมาสำนัก
เต๋าของหวงเหล่าได้ดำเนินการส่งต่อคำสอนอย่าง
หลังออกไปอย่างกว้างขวางจนกลายเป็น “ลัทธิ
ปฏิบัตินิยม” ที่ค้านกัน ส่วนหลักคำสอนของ
จวงจื่อคือมนุษย์และธรรมชาติรวมเป็นหนึ่งเดียว
สงบนิ่งปล่อยไปตามครรลอง ละทิ้งความรุ่งเรือง
ความมั่งคั่ง อำนาจ ชื่อเสียงและผลประโยชน์
รักษาหัวใจให้เป็นหนึ่งท่ามกลางความวุ่นวาย
และแสวงหาวิถีแห่งมนุษย์ที่แท้จริง
ท่ามกลางโลกที่แก่งแย่งชิงดี ทุกคนล้วนมุ่งหวังไป
ยังผลลัพธ์อันสูงสุด สำนักเมธีนับร้อยก็ล้วนแสดง
ทฤษฎีการปกครองบ้านเมืองอย่างกระตือรือร้น
แม้แต่สำนักของเหล่าจื่อกับหวงเหล่าก็ล้วน
เกี่ยวข้องกับสิ่งนี้ ในโลกอันตื่นตระหนกกลับมี
เพียงจวงจื่อผู้เดียวที่ทวนกระแส ต้องการกำจัด
พันธนาการทั้งหมดในโลก ตามหาอิสระในอุดม
คติ จากมุมมองของสภาพแวดล้อมทั่วไปใน
ขณะนี้ แน่นอนว่ามันอิสระเสรี แต่ก็ถูกมองในเชิง
ลบอยู่บ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ประเสริฐนัก!” ในที่สุดก็มีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏ
อยู่บนใบหน้าของชูหลี่จี๋
เปียนเชวี่ยสำรวจชีพจรของซ่งชูอีอย่างไม่วางใจ
ครั้นพบว่ามันไม่มีความผิดปกติใดจริงๆ ก็อดที่จะ
ลอบอุทานมิได้ ‘อายุยังน้อยทว่ามีความแน่วแน่
เพียงนี้ นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์จริงๆ!’
การฝังเข็มจบลงอย่างราบรื่น ซ่งชูอีขอโทษเปียน
เชวี่ยอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอีกครั้ง
นี่เป็นครั้งแรกที่เปียนเชวี่ยพบผู้ปั่วยที่อยากจะ
ปล่อยไปแต่ทนไม่ได้ที่จะไม่แยแส ในใจรู้สึก
สับสนอย่างแท้จริง ทว่าในเมื่อมีการ
ประนีประนอมมาแล้วครั้งหนึ่งก็ไม่กลัวที่จะมีครั้ง
ที่สอง คิดเสียว่า…เป็นการตอบแทนสุราดอกบ๊วย
ของนางก็แล้วกัน!
หลังจากนั้นสองวันชูหลี่จี๋ก็ไม่ได้มาอีก ซ่งชูอีแกะ
ตัวอักษรโดยไม่หยุดพักแม้แต่ครึ่งเค่อ แม้แต่ตอน
กินข้าวก็กินเท่าแมวดม
เปียนเชวี่ยเฝั้าดูจนในที่สุดก็ทนไม่ไหว สนทนา
กับนางจากก้นบึ้งของหัวใจ ใจความโดยรวมก็คือ
‘ข้าจะหลับตาข้างหนึ่งต่อพฤติกรรมที่ไม่ปฏิบัติ
ตามคำแนะนำของหมอของเจ้า ทว่าดีเลวอย่างไร
เจ้าก็ต้องพิจารณาหัวอกของข้าบ้างมิใช่หรือ?
เห็นเจ้าเป็นแบบนี้ ความเป็นไปได้แปดส่วนก็ดู
เหมือนจะเหลือสองส่วนแล้ว ข้าไม่อาจทนดูเจ้า
กลายเป็นรอยด่างในชีวิตของตัวเองได้!’
ซ่งชูอีฟังจบอย่างอดทน กล่าวเกลี้ยกล่อมด้วย
ความจริงใจยิ่ง “หยกงามย่อมมีจุดด่างพร้อยนี่นา
ต่อให้หวยจินกลายเป็นรอยด่าง ก็ไม่อาจซ่อนเร้น
ความงดงามของหยกขาวได้ ได้ยินว่าหยกเหอซื่อ
ปีนั้นก็ใช่ว่าจะไร้ข้อบกพร่อง ทว่าครั้นถูกค้นพบ
ในโลกอันมัวหมองที่ผู้คนเข้ามาและผ่านไปแล้วก็
ย่อมเปือนฝุั่นบ้างเป็นธรรมดา สวรรค์ก็คงรู้สึกว่า
ความสูงส่งของผู้อาวุโสนั้นเป็นปรปักษ์ต่อฟั้าดิน
จึงจงใจหยิบยื่นจุดด่างพร้อยให้ท่าน วิถีเต๋านั้น
เป็นธรรมชาติ ท่านผู้อาวุโสก็ทำให้ดีที่สุดแล้ว
ปล่อยให้เป็นไปตามสวรรค์บัญชาเถิด!”
วาจานี้แม้ฟังแล้วไม่ชอบใจเท่าไรทว่าก็ดูเหมือน
จะมีเหตุผลไม่น้อย
เปียนเชวี่ยเป็นคนที่หมกมุ่นอยู่กับทักษะทางการ
แพทย์และต้องการความสมบูรณ์แบบ ซึ่งสวน
ทางกับมุมมองของลัทธิเต๋าในการปฏิบัติตาม
ธรรมชาติ ทว่าเขาก็ยังยกย่องลัทธิเต๋าด้วยใจจริง
เขามักจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองขัดแย้งกับตัวเอง ครั้งนี้
เมื่อถูกซ่งชูอีหยิบยกออกมาก็ถูกดึงดูดเข้าไป ปิด
ประตูของตัวเองและรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว
“ฮู่!” ซ่งชูอีนอนแผ่อยู่บนเตียง ความปวดเมื่อย
บนข้อมือและอาการเจ็บแปลบบนปลายนิ้วนั้น
ทำให้นางไม่ต้องการขยับตัว
นอนอยู่ครู่หนึ่งซ่งชูอีก็ลุกขึ้นมา ยื่นมือคลำหา
แถบผ้าสีดำที่ใช้ปิดตาที่วางอยู่ข้างโต๊ะพันมือของ
ตัวเอง คลำหามีดแกะสลักต้องการจะทำงานต่อ
พลันรู้สึกถึงลมหายใจแผ่วเบาข้างกาย จึงเหวี่ยง
มีดแกะสลักในมือออกไปโดยไม่คิด
ข้อมือถูกคนคว้าเอาไว้ เสียงตั้งคำถามเย็นชาดัง
ขึ้นมาจากทางนั้น “จะฆ่าจวินรึ?”
ซ่งชูอีแสร้งทำเป็นตกใจ ชักมือกลับ รีบโค้งคำนับ
ต่ำ
“ลุกขึ้นเถิด” อิ๋งซื่อเอ่ยเสียงเรียบ แม้ว่าเขาจะ
เป็นองค์จวิน การเข้ามาโดยไม่บอกกล่าวก็ถือว่า
เป็นความผิด ดังนั้นทั้งที่รู้ว่าซ่งชูอีจะกระทำโดย
เจตนาก็ไม่สามารถกล่าวโทษได้ จึงทำได้เพียง
ยอมรับความเสียหายแต่พูดไม่ได้เท่านั้น
ซ่งชูอีคิดในใจ หรือว่าไปั๋เริ่นจะถูกวางยาอีกแล้ว?
เจ้าสัตว์ปั่าขนปุยตัวนั้นก็งี่เง่าเป็นครั้งคราวอยู่
แล้ว หากถูกวางยามากไปจะโง่ยิ่งกว่าเดิมหรือ
เปล่า?
อิ๋งซื่อหยิบแผ่นไผ่เปือนเลือดบนโต๊ะขึ้นมา
สายตาจับจ้องอยู่ที่นิ้วของนาง “อีกนานเท่าใดจึง
จะเสร็จ?”
“ดูตามรูปการณ์นี้แล้ว ต่อให้กระหม่อมมี
บทความอยู่ในหัว หากไม่มีสักเจ็ดแปดวันก็สลัก
ไม่เสร็จ” ซ่งชูอีนิ่งไปครู่หนึ่ง เอ่ยถาม “ฝั่าบาท
ทราบหรือไม่ว่ามีใครบ้างที่สามารถเลียนแบบ
ลายมือและเป็นคนที่น่าเชื่อถือได้?”
“รู้แล้วยังจะถาม” อิ๋งซื่อยืนตรงข้ามนาง เอามือ
สอดไว้ในแขนเสื้อพร้อมมองต่ำมาที่นาง “เจ้า
บรรยายมา หรือไม่ก็เขียนด้วยพู่กัน ข้าจะแกะ
เอง”
ครั้นคิดถึงตอนนั้นที่อิ๋งซื่อปลอมแปลงหนังสือ
เทียบรัฐก็สามารถหลอกลวงคนได้อยู่หมัด เรื่อง
การปลอมแปลงลายมือเช่นนี้ยิ่งมิใช่เรื่องยากเลย
ในขณะนี้ยังหาคนที่มี “ฝีมือ” และน่าไว้วางใจ
กว่าเขามิได้อีกแล้ว ทว่าซ่งชูอีก็ยังกล่าวอย่าง
เกรงใจตามกิจวัตร “กระหม่อมจะกล้ารบกวนฝั่า
บาทได้เยี่ยงไร!”
“หยุดพูดเหลวไหล!” อิ๋งซื่อโยนแผ่นไผ่ไปบนโต๊ะ
ก้มตัวจุ่มพู่กันลงในหมึก ทว่าครั้นเห็นบาดแผล
บนนิ้วมือแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวแก้
แถบผ้าไหมที่ห้อยต่องแต่ง จากนั้นพันบาดแผล
ด้วยความคล่องแคล่ว แล้วยัดพู่กันเข้าไป
“เขียน!”
ซ่งชูอีหัวเราะแห้งๆ สองที คลำหาม้วนไผ่ที่ว่าง
เปล่าม้วนหนึ่งแล้วปูลงตรงหน้า
อิ๋งซื่อผู้นี้กระทำการอย่างตรงไปตรงมาและมี
ประสิทธิภาพจนทำให้พูดไม่ออก หากไม่มีความ
จำเป็น เรื่องที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันทีก็จะไม่
อ้อมค้อมให้เสียเวลา หากสามารถแสดงความคิด
ได้ด้วยคำคำเดียวก็จะไม่เอ่ยสองคำเป็นอันขาด!
ซ่งชูอีแอบดูหมิ่นอยู่ในใจ หากไม่ใช่เพราะใบหน้า
นี้ของเขา ด้วยนิสัยเช่นนี้ก็คงไม่มีคนรักสักคน!
ซ่งชูอีหยิบพู่กันขึ้นมา เขียนเนื้อหาส่วนที่คิดไว้
แล้วแต่ยังไม่ทันได้แกะสลักลงไปบนแผ่นไผ่
แน่นอนว่าอิ๋งซื่อก็สามารถเลียนแบบลายมือได้
ทว่าในปัจจุบันร่างแบบคำถามที่สำคัญส่วนมาก
ล้วนเป็นการแกะสลัก วาทกรรมทางวิชาการที่
ได้รับการยกย่องของคนคนหนึ่งจะถูกเขียนด้วย
พู่กันก่อนจากนั้นก็จะแกะสลักออกมา
“ฝั่าบาท เตรียมอาหารเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ทหารอารักขาที่อยู่ข้างนอกทูลรายงาน
“ยกเข้ามา” อิ๋งซื่อกล่าว
“พ่ะย่ะค่ะ” ทหารอารักขาผลักประตูเปิด หนิง
ยายกก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่เข้ามา หลบเลี่ยงอิ๋งซื่อ
ออกไปไกลและวางลงตรงหน้าซ่งชูอีอย่างระมัด
ระมัด “ท่านเจ้าคะ ได้เวลาอาหารค่ำแล้วเจ้าค่ะ”
“ฝั่าบาททรงเสวยพระกระยาหารค่ำแล้วหรือ
ยัง?” ซ่งชูอีเอ่ยถาม
“อืม” อิ๋งซื่อตอบเรียบๆ สั่งให้ซ่งชูอีย้ายที่ “ไป
นั่งทางโน้น”
หนิงยารีบยกก๋วยเตี๋ยวไปบนโต๊ะเล็กอีกตัวหนึ่ง ปู
เบาะที่นั่งให้ซ่งชูอี ประคองนางไปตรงนั้น การ
เคลื่อนไหวรวดเร็วกว่าปกติหลายเท่า
นับตั้งแต่ที่หนิงยาเริ่มพูด ซ่งชูอีก็ฟังออกว่านาง
กำลังสั่น นางกลัวอิ๋งซื่อ นี่คือความเกรงกลัวที่
ราษฎรมีต่ออำนาจขององค์จวิน และก็เป็นความ
เกรงกลัวในความเย็นชาและเคร่งขรึมของอิ๋งซื่อ
เอง
“มือข้าบาดเจ็บแล้ว ปั้อนข้ากินข้าวเถิด” ซ่งชูอี
เอ่ย
หนิงยาทำท่าเหมือนจะร้องไห้ บัดนี้เธอยกแม้แต่
ตะเกียบไม่ขึ้นด้วยซ้ำ…เมื่อเห็นว่าซ่งชูอีกำลังรอ
อยู่ ก็อดที่จะเหลือบมองอิ๋งซื่อมิได้
องค์จวินหนุ่มทางนั้นกำลังโน้มตัวแกะตัวหนังสือ
อยู่บนโต๊ะ ชุดหรูหราแขนกว้างสีดำดูเรียบง่าย
ทว่าก็ไม่ทิ้งความสง่างาม ผมที่ถูกมัดอย่างเป็น
ระเบียบเรียบร้อยมิได้สวมใส่เครื่องกวน ใบหน้า
หล่อเหลาด้านข้างที่ดูเหมือนงานแกะสลักดู
อ่อนโยนลงเล็กน้อยภายใต้แสงอาทิตย์ยามอัศดง
หนิงยาเห็นว่าเขาจดจ่ออยู่กับมีดแกะสลักในมือก็
ถอนหายใจเล็กน้อย บังคับตัวเองให้สงบสติลง
ถือตะเกียบด้วยมือที่ยังสั่นเทาพร้อมปรนนิบัติซ่ง
ชูอีกินอาหาร
หลังจากซ่งชูอีกินอาหารอย่างละเมียดละไมแล้ว
ในที่สุดก็ปล่อยหนิงยาไป
“หลังจากประโยคนี้ ‘ระหว่างสวรรค์และโลก
ผู้คนต่อสู้ นำสู่ความวุ่นวาย’ เพิ่มไปอีกประโยค
ว่า ‘ความวุ่นวายไม่อาจลงโทษด้วยการเฆี่ยนตี
จึงมีกองทัพ’ ดูเหมือนจะลื่นไหลกว่า” อิ๋งซื่อเงย
หน้ามองซ่งชูอี
ซ่งชูอีจัดระเบียบเล็กน้อย “ระหว่างสวรรค์และ
โลก ผู้คนต่อสู้ นำสู่ความวุ่นวาย การวุ่นวายไม่
อาจลงโทษด้วยการเฆี่ยนตี จึงมีกองทัพ อาวุธ
ของกองทัพ มิอาจใช้ผิดทาง จึงมีกฎหมาย…
เพราะข้าละเลยไป ฝั่าบาทดูว่าด้านหน้ายังมี
ตรงไหนที่ต้องแก้ไขหรือไม่?”
ซ่งชูอีนำม้วนไผ่ที่แกะสลักไว้ก่อนหน้านี้ออกมา
ด้วยความยินดี เชื้อเชิญให้อิ๋งซื่ออ่านสำรวจ
ท้องฟั้าค่อยๆ มืดลง อิ๋งซื่อสั่งให้คนเข้ามาจุด
ตะเกียง ทั้งสองคนพิจารณาครึ่งแรกก่อนหน้านี้
โดยละเอียดรอบหนึ่ง เนื้อหาก่อนหน้านี้เพราะว่า
ซ่งชูอีคิดเร็วทว่าความเร็วในการแกะตัวอักษรนั้น
ช้า สามารถพิจารณาอยู่ในหัวซ้ำได้หลายครั้งจึง
ไม่มีสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม
อิ๋งซื่อคิดไม่ถึงเลยว่าซ่งชูอีจะสามารถเขียนแสดง
แนวคิดน่าทึ่งเช่นนี้ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น มี
รูปแบบของจวงจื่อตั้งแต่ทักษะจนกระทั่งการเล่า
เรื่อง ที่หาได้ยากยิ่งไปกว่านั้นก็คือนางมี
จินตนาการอันงดงามและจังหวะจะโคนในการ
เปลี่ยนอารมณ์ของบทกลอนราวกับจวงจื่ออีก
ด้วย
อิ๋งซื่อรู้ว่าของเหล่านี้ไม่ได้ใช้ความพยายาม
ภายในระยะเวลาอันสั้น ในความเป็นจริงแล้ว
จวงจื่อก็ไม่สามารถเขียนบทความเช่นนี้ได้อย่าง
รวดเร็ว แล้วซ่งชูอีจะทำได้เยี่ยงไร?
ความเข้าใจในวรรณกรรมของนางนั้นอ่อนหัด
ตั้งแต่ยังเด็ก จวงจื่อจึงให้นางส่งบทความทุกๆ
สามวันโดยไม่จำกัดเนื้อหาและจำนวนคำ ในสิบ
กว่าปีที่ผ่านมาก็สั่งสมไว้มากแล้ว ต่อมาพบ
อุบัติเหตุระหว่างเดินทาง ตกอยู่ใน
สภาพแวดล้อมที่ขาดแคลนเสื้อผ้าและอาหาร
แม้ว่าสามปีนั้นสั้น ทว่าได้ประสบกับความทุกข์
อย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่ร่างกายที่ต้องทนทุกข์กับ
ความหิวและความหนาวเย็นเท่านั้น อีกทั้งยัง
เฉียดตายหลายครั้ง ได้รับความกระทบกระเทือน
ทางจิตใจยิ่งกว่า…
บัดนั้นนางสามารถมองเห็นแล้วว่าอิสรภาพทาง
จิตวิญญาณที่อาจารย์ใฝั่หานั้นแท้จริงแล้วคือ
ความสิ้นหวังของโลกใบนี้ นางเองก็อยากจะหลุด
พ้นจากพันธนาการโดยด่วน ดังนั้นจึงมักจะเขียน
สิ่งที่เป็นอุดมคติเพื่อปลอบใจตัวเองบ่อยครั้งหรือ
แม้การตำหนิจนทำให้ตัวเองเป็นอัมพาต
ท้ายที่สุดแล้วนางก็ไม่รู้ว่าอาจารย์ได้รับอิสรภาพ
และการปลดปล่อยครั้งยิ่งใหญ่หรือไม่ อย่างไรก็ดี
ด้านหนึ่งของนางนั้นเรียบเฉย อีกด้านหนึ่งก็มี
ความทะเยอทะยานรุนแรงกว่าผู้อื่นนัก – มันคือ
ความทะเยอทะยานเขย่าโลก!
ไฉนเลยจะกลัวการเข่นฆ่า!
โลกใบนี้ได้ถูกปกคลุมไปด้วยเปลวไฟแห่งสงคราม
แล้ว ภูเขาและแม่น้ำพังทลาย คุณธรรม ศีลธรรม
และความรักนับวันยิ่งแตกสลายไปจากข้อจำกัด
ของผู้คนมากขึ้นทุกที เช่นนั้นก็ล่มสลายไปเสีย!
แตกจากเดิมเพื่อสร้างใหม่! ฟืนคืนจากเถ้าถ่าน!
ดอกไม้จะสามารถผลิบานครั้งใหม่ได้ท่ามกลาง
อวิชชาแห่งความดับสูญเท่านั้น
มนุษย์ก็เหมือนเต๋า มีดำมีขาว ดูเหมือนจะเป็น
ส่วนผสมของความขัดแย้งต่างๆ แต่แท้จริงแล้ว
มันดำรงอยู่อย่างเป็นระเบียบและสัมพันธ์กัน
เสมอ
องค์จวินและขุนนางคุยกันทั้งคืน
หลังจากหนึ่งราตรีที่ไม่ได้หลับนอนก็สำเร็จไป
หนึ่งพันคำ
อิ๋งซื่อจัดการแผ่นไผ่ให้เรียบร้อย เตรียมตัวกลับ
พระราชวัง ตรวจสอบช่องว่างในบันทึกและ
แกะสลักใหม่อย่างเป็นทางการ หลังจากจัดการ
เรียบร้อยแล้ว เขาผลักหน้าต่างมองท้องฟั้าสีขาว
ขุ่นเหมือนท้องปลา “ทางตันเช่นนี้ เจ้าคิดจะ
ทลายมันเยี่ยงไร?”
อีกฝั่ายมีการเตรียมพร้อม เกรงว่าลำพัง “ทฤษฎี
โค่นรัฐ” ฉบับใหม่นี้คงไม่พอที่จะหนีจาก
ภยันตราย
“ซ่งหวยจินเปิดเผยตรงไปตรงมา ใครจะใช้หยินสู้
กับหยางได้เล่า” ซ่งชูอีทำท่าทางเหมือนธรรมะ
ย่อมชนะอธรรม
อิ๋งซื่อหันไปมองนางเล็กน้อย ยิ้มอย่างไร้ซุ่มเสียง
ทว่าน้ำเสียงกลับไม่ต่างจากปกติมากนัก “อย่าทำ
ให้เสียคำพูดเหล่านั้นล่ะ! ข้ากลับแล้ว ประเดี๋ยว
ข้าจะให้คนส่ง “ทฤษฎีโค่นรัฐ” ส่วนนั้นให้เจ้า”
รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
“น้อมส่งฝั่าบาท” ซ่งชูอีสะบัดแขนเสื้อโค้งคำนับ
“จิ๊!” อิ๋งซื่อเหลือบมองนอกหน้าต่างแล้วเยาะเย้ย
ออกมาเสียงหนึ่ง หยิบไผ่สองม้วนนั้นขึ้นมาด้วย
ตัวเองแล้วก้าวเท้ายาวๆ ออกไป
ซ่งชูอีรู้สึกประหลาดใจ ในใจคิดว่าการโค้งคำนับ
ของตนนี้มีตรงไหนไม่ถูกต้องเช่นนั้นหรือ? หรือว่า
ไม่จริงใจมากพอ? นางทุ่มเทตลอดทั้งคืน แม้ว่า
ความเหนื่อยล้าจะสะสมลึกมาก่อนหน้านี้ แต่ก็
ต้องอดหลับอดนอนเพื่อคิดแผนการใหม่อีกครั้ง
บัดนี้จึงไม่คิดอะไรอีก ลากร่างที่อ่อนล้าปีนขึ้นไป
บนเตียง ไม่ช้าก็ผล็อยหลับไป
หนิงยาหลบอยู่ในพงหญ้ามุมบ้าน ครั้นเห็นชาย
ชุดดำพาทหารอารักขาหู่เปินออกไปจากจวนก็
อ่อนปวกเปียกอยู่ข้างกายไปั๋เริ่น “พวกเรา
ออกไปได้แล้ว”
ไปั๋เริ่นขยับก้นลุกออกจากข้างใน รอจนหนิงยา
ออกมาแล้ว ทั้งคนและหมาปั่าก็คลำทางกลับไป
ยังห้องของซ่งชูอีท่ามกลางท้องฟั้าขมุกขมัว คิด
ไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าผู้ที่คิดจะซ่อนตัวไม่มีใครที่ซ่อน
ตัวได้พ้นเลย
หนิงยารีบปิดหน้าต่างทันที ห่มผ้าให้ซ่งชูอี แล้ว
ออกไปหาบน้ำตัดฟืนเตรียมอาหารเช้า
ไปั๋เริ่นซุกตัวอยู่ข้างขาของซ่งชูอีแล้วนอนต่อ
หลังจากอิ๋งซื่อกลับถึงพระราชวังแล้วก็เปลี่ยนชุด
สำรองในหอพระอักษร จากนั้นก็เริ่มเปิดประชุม
ราชสำนัก
หลังจากประชุมราชสำนัก อิ๋งซื่อก็อยู่ที่โต๊ะ
หนังสือ หลังจากเสวยพระกระยาหารเช้าเพียง
ไม่กี่คำก็สั่งให้คนนำ “ทฤษฎีโค่นรัฐ” ฉบับปลอม
ของจวี้จื่อแห่งสำนักม่อไปส่งให้ซ่งชูอี ครั้นเผชิญ
กับเอกสารกองสุมเต็มโต๊ะก็อ่านทบทวนด้วย
ความกระปรี้กระเปร่าต่อ
ขุนนางในราชสำนักถูกแทนที่จำนวนมาก แม้ว่า
สายตาในการอ่านคนของเขาจะแม่นยำ ทว่าคน
ส่วนใหญ่ล้วนเข้ารับตำแหน่งใหม่ของราชสำนัก
ยากที่จะทำความคุ้นเคย ความผิดพลาดจึงเป็น
สิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง กงซุนเหยี่ยนที่เพิ่งเข้ารับ
ตำแหน่งต้าเหลียงเจ้าชำนาญด้านความสัมพันธ์
ทางการทูตและกิจการทหารมากที่สุด ไม่
สามารถจัดการกับกิจการภายในได้อย่าง
คล่องแคล่ว อีกทั้งยังส่งผู้มีความสามารถที่คิดว่า
จะใช้งานได้ออกไปทำสงครามต่างรัฐเป็นจำนวน
มาก นอกจากนี้ยังมีคนที่ถูกส่งไปยังมณฑลต่างๆ
เป็นการชั่วคราว คนในราชสำนักที่สามารถใช้
งานได้มีน้อยเต็มทน ในขณะนี้มีเพียงเขาและชูห
ลี่จี๋เท่านั้นที่เป็นผู้นำ โดยทั่วไปกิจการของรัฐที่ส่ง
มาหาเขาผ่านชูหลี่จี๋ก็ยุ่งยากยิ่งกว่า
จนกระทั่งตกดึก เมื่อโต๊ะของอิ๋งซื่อว่างเปล่าก็
สามารถแกะสลักตัวอักษรของซ่งชูอีได้
“ฝั่าบาท ฮองเฮาสั่งให้สาวใช้ส่วนตัวส่งหมี่น้ำมา
พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีกล่าวรายงานอยู่ข้างนอก
“เข้ามา” อิ๋งซื่อวางมีดแกะสลักลง
กล่าวโดยรวมแล้ว เขาค่อนข้างพึงพอใจกับ
ฮองเฮาผู้นี้มาก นางซื่อตรงไม่เคยก่อเรื่องและยัง
สามารถจัดการเรื่องต่างๆ ในวังหลังได้อย่าง
เหมาะสม
สาวใช้ยกกล่องอาหารเข้ามา คุกเข่าลงตรงหน้า
โต๊ะ โน้มตัวและนำหมี่ออกมา “นี่คือหมี่ที่ฮองเฮา
ทำเองเพคะ ฝั่าบาทเชิญเสวย”
อิ๋งซื่อรับตะเกียบมาและลงมือกินโดยไม่สนใจว่า
รสชาติจะเป็นเยี่ยงไร เขากินอย่างไม่สงวนท่าที
สาวใช้ลอบมอง ในใจคิดว่านี่ต่างหากจึงจะเป็น
ลักษณะของสามีที่แท้จริง ผู้ชายที่นางเคยรู้สึกว่า
สูงส่งและเคี้ยวอาหารอย่างละเมียดละไมนั้นอยู่
นอกสายตาโดยสิ้นเชิง
เขากินอาหารจนไม่เหลือน้ำแกงแม้แต่หยดเดียว
อิ๋งซื่อเพิ่งจะวางตะเกียบลง ขันทีด้านนอกก็ล่าว
ขึ้นอีกครั้ง “ฝั่าบาท ฮูหยินอวี้มาส่งหมี่น้ำด้วย
ตัวเองพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าของอิ๋งซื่อเย็นเยียบทันใด ทำเอาสาวใช้ที่
เหลือบตาขึ้นสังเกตสีหน้าของเขาตกใจกลัวจนตัว
สั่น
“ส่งตัวกลับไป กักบริเวณครึ่งเดือน!” อิ๋งซื่อกล่าว
ด้วยความเย็นชา หันไปมองสาวใช้ที่หมอบคลาน
อยู่ที่พื้น “เจ้ากลับไปเถิด นี่ก็ดึกมากแล้ว ให้
ฮองเฮารีบพักผ่อนด้วย”
“เพคะ” สาวใช้ดีใจ เก็บของกลับไปด้วยความ
คล่องแคล่ว ถอยออกไปอย่างมีมารยาท
สำหรับอิ๋งซื่อแล้ว แม้ว่าจะเป็นเพราะเหตุผล
ทางการเมืองก็ตาม ในเมื่ออภิเษกสมรสกับเขา
แล้วก็เป็นพระชายาเพียงผู้เดียวของเขา คนที่
เหลือล้วนเป็นเพียงเหยื่อทางการเมือง สิ่งที่เขาให้
ได้มีเพียงอาภรณ์หรูหราและอาหารชั้นเลิศ
เท่านั้น
สำหรับพระชายาคนเดียวของเขานั้น…หน้าตา
เป็นอย่างไรก็ดูเหมือนเลือนลางไปเล็กน้อยแล้ว
ช่างเถิด รอให้พ้นช่วงยุ่งนี้ไปก่อนค่อยหาเวลาไป
หานางก็แล้วกัน
เวลาที่เงียบสงบและยุ่งเหยิงก็ผ่านไปเช่นนี้หกวัน
คนที่อิ๋งซื่อลอบส่งไปยังมณฑลต่างๆ ของรัฐฉินได้
ระงับข่าวลือเกี่ยวกับซ่งชูอีแล้ว การติดตาม
แหล่งที่มาของข่าวลือก็ค่อยๆ เป็นที่จับตามากขึ้น
ว่ากันว่ามีการรั่วไหลจากสมาคมการค้าของต่าง
รัฐ และมีอยู่เกือบทุกสมาคมการค้าของทุกรัฐ
อย่างไรก็ดีการประณามจากสำนักต่างๆ ที่ไม่อาจ
ยับยั้งก็ได้ก่อตัวกลายเป็นคลื่นขนาดมหึมา
สำนักม่อให้การสนับสนุนรัฐฉินเป็นอย่างดีตลอด
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐฉินไม่อาจสูญเสียความ
ช่วยเหลือใหญ่เช่นนี้ได้ อย่างไรก็ดีปฏิกิริยาของ
สำนักม่อกลับรุนแรงที่สุดในบรรดาร้อยสำนัก
สำนักม่อต่อต้านการปกครองแบบเผด็จการมา
โดยตลอด หรือแม้กระทั่งใช้ความรุนแรงเพื่อ
ควบคุมความรุนแรง
เห็นได้ชัดว่าไม่อาจยืดเยื้อเรื่องนี้ได้เป็นเวลานาน
จะมีข้อกังขาต่อซ่งชูอีก็ได้ จะมีการต่อต้านก็ได้
จะมีการประณามก็ได้ แต่จะปล่อยให้ผู้กระทำ
ความผิดนั่งติดที่ไม่ได้อย่างแน่นอน! อิ๋งซื่อยืนยัน
หนักแน่นว่าซ่งชูอีมิได้เป็นคนเขียน “ทฤษฎีการ
โค่นรัฐ” บวกกับอิทธิพลของความคิดเห็นราษฎร
ในรัฐฉินที่ค่อยๆ ลดลง นักปรัชญาหลายร้อย
สำนักจึงไม่ได้เรียกร้องให้สังหารซ่งชูอี ทว่า
อารมณ์ยังคงเดือดพล่าน เจ้าสำนักต่างๆ ได้
เดินทางมาที่นครเสียนหยางอย่างต่อเนื่องเพื่อรอ
คำอธิบายจากซ่งชูอี