กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 238 วาสนาในชาติที่แล้วและชาตินี้
จวี้จื่อแห่งสำนักม่ออายุมากแล้ว ด้วยเหตุนี้จึง
มิได้มาร่วมด้วยตนเอง ส่งเพียงชวีกู้ศิษย์ใหญ่ใน
สำนักมาเท่านั้น สำนักม่อไม่มีเจตนาที่จะทำให้ซ่ง
ชูอีลำบากใจ และไม่มีเจตนาที่จะตั้งแง่กับรัฐฉิน
ตราบใดที่ซ่งชูอียอมสาบาน ก็ไม่มีความ
จำเป็นต้องสืบค้นต่อไปอีกแล้ว
สำนักม่อสนับสนุน “ความชอบธรรม” สำนักม่อ
และสำนักขงจื้อเป็นสองสำนักที่ใหญ่ที่สุดและมี
อิทธิพลลึกซึ้งมากที่สุดในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับ
ความผ่อนคลายของสำนักขงจื้อแล้ว สำนักม่อมี
โครงสร้างภายในที่เข้มงวด กฎเกณฑ์ที่เคร่งครัด
ซึ่งเป็นคมดาบที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพใน
การต่อสู้มาก
“สาบานด้วยเลือดเป็นพอ เหตุใดต้องเสียอวัยวะ
ด้วย?” ชาวขงจื้อท่านหนึ่งขมวดคิ้วพร้อมกล่าว
ไม่เห็นด้วย
คำสาบานจำต้องกล่าวอยู่แล้ว ประเด็นสำคัญคือ
จะสาบานอย่างไร เรื่องนี้แม้แต่อิ๋งซื่อก็ไม่มีสิทธิ์ที่
จะพูด
“แนวคิดโหดร้ายที่จะทำลายล้างสิ่งมีชีวิตบนโลก
เช่นนั้น หากไม่เดิมพันด้วยคำสาบานยิ่งใหญ่ แล้ว
จะโน้มน้าวใต้หล้าได้เยี่ยงไร” ชวีกู้มองซ่งชูอี
กล่าวด้วยเสียงอันดัง “ซ่งชูอี เจ้ากล้าตัดนิ้ว
พิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือไม่!”
ต่อให้ไม่มีใครขอร้อง ซ่งชูอีก็จะเดิมพันด้วยการ
สาบาน เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าเซียงจื่อจะเอ่ย
ออกมาก่อน อีกทั้งยังสมกับนิสัยมุทะลุของสำนัก
นิติธรรมที่เอะอะก็จะให้ตัดนิ้วสาบาน สำนักนิติ
ธรรมขึ้นชื่อเรื่องความยุติธรรมและความเข้มงวด
มาโดยตลอด เข้มงวดทั้งกับตนเองและผู้อื่น มิได้
จะต่อต้านเพียงซ่งชูอีโดยเฉพาะ
องค์จวินสามารถฆ่าตัวตายเป็นการขอขมาในการ
พูดผิดหรือกระทำผิดของตน เพื่อพิสูจน์ศีลธรรม
จรรยาของตนและสามารถเป็นการช่วยชีวิตได้
เช่นกัน! นี่คือกฎแห่งการอยู่รอดในโลกนี้ อย่างไร
ก็ดี บัดนี้คุณธรรมขององค์จวินเสื่อมถอยลงอย่าง
ช้าๆ แต่ตราบใดที่ร้อยสำนักเมธียังคงอยู่ กฎแห่ง
การเอาชีวิตรอดเหล่านี้ก็ไม่สามารถลบเลือนไปได้
ทั้งหมด
“เป็นตายเรื่องเล็ก แปรพักตร์เรื่องใหญ่” ซ่งชูอี
เอ่ยช้าๆ ยกมือขึ้น “เอามีดมา!”
“ไม่…” ชูหลี่จี๋ลุกขึ้นพรวด เพิ่งจะเอ่ยปากกลับ
ถูกเสียงเย็นเยียบของอิ๋งซื่อขัดจังหวะ “ซ่งจื่อใจก
ว้างยิ่ง! เอามีดมา!”
เรื่องพัฒนามาถึงขั้นนี้ก็นับว่าดีมากแล้วจริงๆ…ใน
ที่นี้ต้องมีคนคิดก่อกวนเป็นแน่ หากยืดเยื้อต่อไป
เรื่อยๆ เกรงว่าสถานการณ์ก็จะยิ่งเลวร้ายลง
ดวงตาของชูหลี่จี๋แดงก่ำ บังคับตัวเองให้นั่ง
กลับไปทันที
ท่านแม่ทัพในชุดเกราะดำนายหนึ่งยื่นมีดสั้นให้ซ่ง
ชูอี ชื่นชมในความกล้าหาญของนาง “ซ่งจื่อ
เชิญ!”
“ช้าก่อน! นักปราชญ์ทั้งหลายเรื่องยังไม่กระจ่าง
ก็ให้ซ่งจื่อดื่มพิษสาบาน รังแกผู้อ่อนแอเช่นนี้
เหมาะสมแล้วหรือ?” คนหนึ่งลุกขึ้นยืนอยู่ตรงมุม
กำแพงทางทิศใต้
บัดนี้ซ่งชูอีดึงมีดออกจากฝักแล้ว บุคลนี้หมายจะ
ปกปั้องนางทว่าก็ไม่กำจัดความคิดที่จะก่อกวน
ต่อและทำให้เรื่องราวใหญ่โตเกินกว่าจะจัดการได้
หากเป็นชาติที่แล้ว ผู้อื่นคิดจะโจมตีนางเพียง
เพราะเหตุผลที่นางเป็นผู้หญิง แต่ชาตินี้…ทฤษฎี
การโค่นรัฐ สถานะของนาง อาจารย์ของนาง อีก
ทั้ง…สิ่งที่นางทำทั้งหมดในรัฐสู่ หากผู้อื่นไม่รู้ ทว่า
บัดนั้นหมิ่นฉือก็อยู่ที่รัฐสู่ ไม่มีทางที่จะไม่รู้!
เรื่องมันก็ยุ่งเหยิงเพียงนี้แล้ว สูญเสียไปสักนิ้วจะ
เป็นอะไรไป ทว่านิ้วนี้จะเสียเปล่ามิได้…
“ท่านเป็นชาวเว่ยรึ?” ซ่งชูอีเอ่ยถาม
บุคคลนั้นนิ่งไปครู่หนึ่ง “มิใช่ชาวเว่ย เหตุใดซ่งจื่
อจึงถามเยี่ยงนี้?”
“ในที่นี้มีชาวเว่ยหรือไม่?” ซ่งชูอีเอ่ยเสียงดัง
คนที่นั่งอยู่ตอบรับกระจัดกระจาย
ซ่งชูอีแผ่นิ้วอยู่บนโต๊ะ มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย
“รบกวนทุกท่านไปบอกหลางจงฝั่ายขวาแห่งรัฐ
ให้ทีว่าเขาโจมตีซ่งชูอีได้เพียงตัวบุคคลเท่านั้น!
ต่อให้วันนี้ข้าผู้แซ่ซ่งตายจากข่าวลือ ก็มิได้พิสูจน์
ว่าเขามีความสามารถกว่าข้าผู้แซ่ซ่ง!”
ทันทีที่สิ้นเสียงก็ยกมีดขึ้นและเหวี่ยงมันลง
ขณะที่ทุกคนกำลังใคร่ครวญถึงคำพูดของนางอยู่
นั้น กลับเห็นชุดคลุมสีเขียวผ่านวูบขึ้นไปบนเวที
ราวกับเงา มือข้างหนึ่งจับมือของซ่งชูอีที่ถือมีดไว้
แน่นและเปลี่ยนทิศทางฉับพลัน
แสงเย็นเยียบวาบผ่าน เลือดกระเซ็นทั่วทุกแห่ง
ซ่งชูอีนิ่งไปครู่หนึ่ง คนทั่วทั้งห้องต่างอ้าปากค้าง
จับจ้องฉากนี้อย่างงุนงงเล็กน้อย
นิ้วก้อยร่วงหล่นลงบนโต๊ะ ทว่าไม่ใช่ของซ่งชูอีแต่
เป็นของจวงจื่อ!
“คำสาบานนี้ ข้าจะกล่าวแทนเขาเอง” จวงจื่อไม่
สนอาการประหลาดใจของทุกคน สาบานกับ
สวรรค์ “หากคำพูดอันโหดร้ายที่มาจากหกรัฐใน
ซานตงเป็นฝีมือของซ่งหวยจิน ข้ายินดีที่จะรับ
โทษจากนางสวรรค์แทนเขา ขอให้ชีวิตหลังความ
ตายไม่อาจจบลงด้วยดี!”
กล่าวจบก็ปล่อยมือของซ่งชูอีและจากไปอย่าง
อิสระ
เลือดอุ่นๆ ไหลลงตามช่องว่างระหว่างนิ้ว ซ่งชูอี
ราวกับถูกต้มอยู่ในหม้อ ทันทีที่ปล่อยมือ มีดสั้นก็
ร่วงลงพื้นส่งเสียงโคล้งเคล้ง
เพราะอะไร? ชาตินี้มีวาสนาเจอหน้าเพียงครั้ง
เดียวเท่านั้น ดื่มสุรากันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เหตุใดต้องกล่าวคำสาบานร้ายแรงเช่นนี้แทนนาง
ด้วย! ลำคอของซ่งชูอีหมุนขยับ คราบน้ำอุ่นใน
ดวงตาทำให้แถบผ้าไหมสีดำที่ปิดตาเปียกชื้น
ซ่งชูอีลุกขึ้นพรวด ยกมือคลายผ้าไหมออก ทว่า
ดวงตาก็ยังคงมืดสนิท ไม่สามารถแยกแยะ
ทิศทางได้
อาจารย์ในความทรงจำเป็นคนที่ไม่แยแสต่อเรื่อง
ใดๆ เสมอมา ใช้ชีวิตอยู่อย่างอิสระทว่าก็โดด
เดี่ยว เขามักจะมีท่าทีเฉยเมยต่อความสัมพันธ์
ฉันท์ศิษย์อาจารย์มาโดยตลอด อย่าว่าแต่ชาตินี้
รู้จักกันเพียงผิวเผินเลย แม้แต่ชาติที่แล้ว ซ่งชูอีก็
ไม่สามารถจินตนาการได้ว่าสักวันหนึ่งอาจารย์จะ
แบกรับเรื่องของนางไว้ที่ตัวเอง
หากจวงจื่อในชาตินี้มิใช่จวงจื่อในชาติก่อน ทว่า
การที่เขาจากไปอย่างเด็ดขาดเช่นนี้เหมือนกับ
ชาติก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
ซ่งชูอีนั่งลงช้าๆ เอื้อมมือสัมผัสนิ้วขาดบนโต๊ะที่
ชุ่มไปด้วยเลือด ทันใดนั้นนางก็ไม่สามารถ
ควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้อีกต่อไป กำแพง
หัวใจที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าได้พังทลายลง
ฉับพลัน น้ำตาก็ยิ่งควบคุมไม่ได้ นางฟุบโต๊ะ
ปกปิดกิริยาที่ไม่เหมาะสมของตัวเอง
เลือดบนโต๊ะเปียกโชกบนเสื้อคลุมสีดำ เหลือ
เพียงร่องรอยสีมืดจางๆ
ทุกคนตกใจกับเหตุการณ์จนลืมทุกอย่างสิ้น
แม้ว่าแนวคิดของจวงจื่อจะไม่มีผลอย่างมี
นัยสำคัญในการปกครองบ้านเมือง แต่ก็ต้อง
ยอมรับว่าความสามารถของเขาทำให้โลก
ประหลาดใจ บรรดาบทความที่มีความวิจิตร
งดงามไร้ที่เปรียบเหล่านั้น แนวคิดที่เกี่ยวกับ
ความเข้าใจวิถีแห่งสวรรค์เหล่านั้น…เป็นที่ยกย่อง
ของบัณฑิตในปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่ามีสถานะ
ห่างไกลจากเมิ่งจื่อมากนัก
นักปราชญ์เยี่ยงนี้กลับต้องทนทุกข์ทรมานจาก
การสูญเสียนิ้ว…
อย่างไรก็ดี ทุกคนไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ฉันท์ศิษย์
อาจารย์ระหว่างเขาและซ่งชูอีและนางไม่เคยต้อง
บีบให้อาจารย์ต้องทรมาน ทว่าในเมื่อเรื่องก็มาถึง
ขั้นนี้แล้วก็เป็นความจริงที่เถียงไม่ได้ ทุกคนในที่
แห่งนี้รู้สึกอับอายและเสียใจ ไม่อยากคิดอะไรอีก
แล้วจึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปโดยปริยาย
ผู้ที่ได้รับคำสั่งจากเว่ยอ๋องให้ปลุกปันความ
คิดเห็นของประชาชนก็คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะพัฒนา
มาถึงขั้นนี้ ในใจรู้ว่าครั้นเรื่องยุ่งเหยิงแล้ว ใน
เวลานี้หากใครก็ตามที่ต้องการโจมตีซ่งชูอีอีก
จะต้องกลายเป็นเปั้าหมายของการ
วิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชนอย่างแน่นอน…
ชูหลี่จี๋ดึงสติกลับมา มองเห็นซ่งชูอีฟุบลงไปกับ
โต๊ะ เนิ่นนานไม่ลุกขึ้น ในใจรู้สึกเจ็บปวด
“บัดนี้จวงจื่อได้กล่าวคำสาบานแทนศิษย์แล้ว
ทุกท่านเห็นว่า…จะให้ซ่งชูอีกล่าวคำสาบานอีก
ครั้ง? หรือว่ายุติเพียงเท่านี้?” เสียงเย็นเยียบ
ของอิ๋งซื่อทำลายความเงียบ
“พวกข้าเชื่อจวงจื่อ” ทุกคนกล่าวเป็นเสียง
เดียวกัน
““ทฤษฎีโค่นรัฐ” รั่วไหลออกมาจากหกรัฐแห่ง
ซานตงอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำ ไม่ว่า
บุคคลนี้ต่อต้านต้าฉินหรือว่าต่อต้านซ่งจื่อ อิ๋งซื่อ
จะไม่มีวันปล่อยไปอย่างแน่นอน!” อิ๋งซื่อลุกขึ้น
ช้าๆ สายตาของเขาวาดผ่านแผ่นหลังของซ่งชูอี
“ในเมื่อทุกท่านรวมตัวกันในรัฐฉิน ก็สามารถ
เรียนรู้กันได้อย่างเต็มที่ ฉินจะพยายามอย่าง
เต็มที่เพื่อเป็นเจ้าบ้านที่ดี”
“น้อมส่งฉินจวิน” ทุกคนค้อมคำนับส่งเขาจากไป
ชูหลี่จี๋รีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อประคองซ่งชูอีแล้วก็
จากไป
*** ***
“เป็นเยี่ยงไรบ้าง?” ในรถม้า ชูหลี่จี๋มองเปียน
เชวี่ยด้วยความร้อนใจ
เปียนเชวี่ยหดมือที่จับชีพจรกลับมา “แค่หมดสติ
ไป ไม่มีอะไรร้ายแรง”
ชูหลี่จี๋ถอนหายใจโล่งอก เขาก็ไม่ใคร่เข้าใจนิสัย
ของซ่งชูอีนัก ทว่ารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า นางไม่
แยแสที่จะตัดนิ้วก้อยของตัวเองเลยสักนิด แต่ไม่
สามารถยอมรับที่จวงจื่อทุกข์ทรมานแทนนางได้
ชีหลี่จี๋ไม่เข้าใจ เนื่องจากจวงจื่อไม่รู้จักนางตั้งแต่
แรก เพราะเหตุใดจึงต้องทำเช่นนี้เล่า?
“ไม่เข้าใจคนสำนักเต๋าเลยจริงๆ!” เปียนเชวี่ยเอ่ย
ความสงสัยของชูหลี่จี๋ออกมา
ในหมอกสลัว
ซ่งชูอีหวนรำลึกถึงเสียงทอดถอนใจของอาจารย์
เมื่อหลายปีก่อนอีกครั้ง
“ข้าตัดสินใจที่จะตัดขาดทางโลกแล้ว เจ้ายังหา
เรื่องมาให้ข้าเช่นนี้ ช่างเป็นปีศาจร้ายจริงๆ! โบย
เจ้ามันยังน้อยไปด้วยซ้ำ!”
ตอนนั้นนางแอบเข้าไปในกุ๋ยกู่ในบริเวณใกล้เคียง
ในขณะที่ยังอยู่ในสำนักและได้รับบาดเจ็บจาก
เครื่องกลในหุบเขา บัดนั้นนางถูกบรรดาศิษย์ใน
กุ๋ยกู่ส่งกลับเข้าสำนัก จวงจื่อโบยนางต่อหน้า
พวกเขา
ขณะนั้นนางอายุเพียงหกขวบกว่า ได้ยินประโยค
คับแค้นใจของอาจารย์นี้เลือนลางระหว่างที่ไข้ขึ้น
สูง ทว่ามันผ่านไปนานแล้ว หลังจากนั้นนางออก
จากสำนัก เดินทางไปทั่วหล้า ได้รับความทุกข์
ทรมานมากมาย เฉียดตายอยู่หลายครั้ง อาจารย์
ก็มิได้สนใจนางอีก ดังนั้นประโยคนี้จึงเลือน
หายไปตามกาลเวลา ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด บัดนี้
กลับจำมันได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง
หลับอย่างล้ำลึก ซ่งชูอีตื่นขึ้นมาอีกทีก็เป็นหนึ่ง
วันหลังจากนั้นแล้ว
“ท่านตื่นแล้ว!” เสียงค่อนข้างคุ้นเคยของผู้หญิง
คนหนึ่งดังขึ้น
ซ่งชูอีนิ่งไปครู่หนึ่ง “เป็น…องค์หญิงอิ๋งสี่?”
“ท่านยังจำข้าได้รึ?” อิ๋งสี่มองดูใบหน้าซีดเซียว
ของซ่งชูอี ความปิตินั้นเจือจางลงเล็กน้อย “คิด
ไม่ถึงว่าสำนักม่อจะบีบท่าน…”
“อย่างไรก็ต้องเจอเช่นนี้อยู่แล้ว องค์หญิงอย่าได้
นำมาใส่ใจเลย” ซ่งชูอีถามต่อ “ที่นี่ที่ไหน?”
“จวนของท่านหวยจิน พี่ใหญ่ไม่วางใจท่าน จึงส่ง
ข้ามาเฝั้า” อิ๋งสี่เอ่ย
“องค์หญิงทราบหรือไม่ว่านิ้วที่ขาดนั้นอยู่ที่ใด?”
ซ่งชูอีเอ่ยถาม
อิ๋งสี่ลุกขึ้นออกไปนอกห้อง หยิบกล่องที่วางอยู่
บนโต๊ะแล้วกลับไปที่เตียง “พี่รองใช้น้ำแข็งเก็บ
รักษานิ้วที่ขาดไว้ในกล่องนี้แล้ว บอกว่ารอให้
ท่านตื่นมาแล้วค่อยว่ากัน”
ซ่งชูอีรับกล่องมา ลูบสีที่เคลือบอยู่ด้านบนแผ่ว
เบา ปลายนิ้วสามารถสัมผัสได้ถึงความเย็นที่ซึม
ออกมาจากข้างใน
นางเป็นคนที่เคยชินกับการเดินหนึ่งก้าวระวังสาม
ก้าว แม้แต่สถานการณ์ในวันนี้ก็อยู่ในความ
คาดหมายของนาง อาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่ก่อให้เกิด
สถานการณ์ในวันนี้นั้น ในแง่หนึ่งเพราะ
สถานการณ์อยู่นอกเหนือความควบคุมอย่าง
แท้จริง อีกแง่หนึ่งก็เพราะนางจงใจปล่อยให้มัน
เป็นไป นางต้องการโอกาสที่จะผลักวิกฤติในการ
ปกปิด “ทฤษฎีโค่นรัฐ” สถานะและอื่นๆ ออกไป
จากนั้นค่อยแก้ไขปัญหา โอกาสนี้มาถึงแล้ว
เพียงแต่มันเสี่ยงเกินไป
แม้วิธีการของหมิ่นฉือจะโหดเหี้ยม ทว่าซ่งชูอีก็
มองเห็นโอกาสจากในนั้นและใช้ประโยชน์จาก
มัน
ความเสี่ยงทั้งหมดอยู่ในมือของนาง ทว่าในโลก
ใบนี้มักจะมีสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เสมอ ต่อให้นางคิด
คำนวณเป็นพันหมื่นรอบอย่างไร ก็ไม่สามารถ
คำนวณได้ว่าจวงจื่อจะโผล่ออกมากะทันหัน
นิ้วขาดชิ้นนี้ช่วยนางยับยั้งสิ่งที่นางต้องเผชิญใน
ภายหลังไปมาก อย่างไรก็ดี ในใจของนางกลับไม่
มีความรู้สึกโชคดีหรือรู้สึกมีความสุขใดๆ เลย
ซ่งชูอีขอให้อิ๋งสี่ช่วยหาสถานที่ที่เหมาะสมในจวน
หลังจากฝังกล่องด้วยตัวเองแล้ว ก็ยืนอยู่ในสวน
เป็นเวลานาน
“ท่านเจ้าคะ มีแขกมาแวะคารวะเจ้าค่ะ” หนิงยา
เอ่ย
ซ่งชูอีดึงสติกลับมา “ใครรึ?”
“สภาพร่างกายของท่านตอนนี้ไม่เหมาะที่จะพบ
แขก” อิ๋งสี่เห็นร่างของซ่งชูอีที่บางเหมือน
กระดาษแล้วก็รู้สึกว่านางอาจจะล้มเมื่อใดก็ได้
อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ “พี่ใหญ่ให้ข้ามาเยี่ยมท่าน
หากท่านเป็นอะไรไป เขาได้ถลกหนังของข้าแน่!”
ซ่งชูอีก็ไม่มีพลังมากนัก ในขณะที่กำลังจะปฏิเสธ
กลับได้ยินหนิงยากล่าวว่า “เขาบอกว่าชื่อหมิ่นจื๋
อห่วนเจ้าค่ะ”
“ฮ่า!” ซ่งชูอีหัวเราะเสียงเย็นชา “คิดจะมาดูว่า
ข้าตกต่ำเพียงใดเช่นนั้นหรือ? ข้าก็จะทำตาม
ความประสงค์ของเขา หนิงยา พาเขาเข้ามาข้าง
ใน!”
“หมิ่นจื๋อห่วน…หมิ่นฉือ? ก็คือหลวงจงฝั่ายขวาผู้
นั้นมิใช่หรือ!” อิ๋งสี่เอ่ยด้วยความประหลาดใจ
“เขาช่างบังอาจจริงๆ”
ซ่งชูอีเดิมไปตามทางเดินหินเพื่อเข้าไปนั่งในศาลา
อิ๋งสี่ลังเลครู่หนึ่งก่อนตามเข้าไปด้วย
ไม่นาน หนิงยาก็พาชายหนุ่มในชุดสีเทาเข้มคน
หนึ่งเดินเข้ามา
“ท่านซ่ง” หมิ่นฉือสูงกว่าก่อนหน้านี้ประมาณ
ครึ่งศีรษะ นอกจากนี้รูปร่างยังใกล้เคียงกับชาย
ในวัยผู้ใหญ่ บุคลิกราวกับสายลมสดชื่นและจัน
ทราสุกใส เสมือนคุณชายสูงศักดิ์ผู้ไร้สิ่งแปด
เปือนจากโลกใบนี้
อิ๋งสี่มองคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ
หากมิได้รู้มาก่อนหน้านี้ก็ยากจะเชื่อว่าบุคคลนี้
ร้ายกาจ
“ท่านหมิ่นมาได้เยี่ยงไร?” ซ่งชูอีเอนตัวพิงราว
เล็กน้อย บนใบหน้ามีรอยยิ้ม ไม่มีวี่แววของความ
เกลียดชังแม้แต่น้อย
หมิ่นฉือประสานมือเอ่ย “คำยั่วยุโผงผางที่ท่าน
เอ่ยในงานประชุม ข้าแซ่หมิ่นได้ยินมาแล้ว อีกทั้ง
ได้ยินว่าท่านไม่สบาย จึงตั้งใจมาเยี่ยม”
“ช่างใส่ใจนัก เชิญนั่ง” ซ่งชูอีเอ่ย