กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 240 เห็นท้องฟั้างามดุจหยกใส
องค์ชายซื่อมีหน้าตาละม้ายกับองค์รัชทายาทเซิน
ผู้ล่วงลับยิ่ง ดูหล่อเหลากล้าหาญ ความฮึกเหิม
นั้นก็เหมือนกันเสียสองถึงสามส่วน
แม้นว่าสุดท้ายแล้วองค์รัชทายาทเซินพ่ายแพ้ถูก
จับไปเป็นเชลย ทว่าในฐานะองค์รัชทายาทแห่ง
รัฐ เขาก็นับว่ามีความฮึกเหิมมากที่ฆ่าตัวตายเพื่อ
บ้านเมือง รักษาศักดิ์ศรีของรัฐเว่ย ไม่ปล่อยให้
รัฐฉีใช้เขาเพื่อหักหลังรัฐเว่ยได้ บางทีอาจเป็น
เพราะเว่ยอ๋องปวดใจและคิดถึงองค์รัชทายาท
เซินมาก จึงปฏิบัติต่อองค์ชายซื่อไม่ต่างกัน
หมิ่นฉือเงยหน้ามองท้องฟั้า “กระหม่อมดูจาก
ท้องฟั้าแล้ว คืนนี้ไม่เหมาะสม องค์รัชทายาทกับ
องค์ชายรีบพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้กระหม่อมจะจัด
งานเลี้ยงสุราเพื่อขอขมาท่านทั้งสอง”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะไม่บังคับ” องค์รัช
ทายาทเฮ่อไม่ชอบองค์ชายซื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
จึงรีบทำตามหมิ่นฉือลงบันไดไปแล้ว
“โธ่…” องค์ชายซื่อเงยหน้ามองท้องฟั้าเต็มไป
ด้วยดวงดาว เอ่ยตำหนิ “ไม่เหมาะสมเช่นนั้น
หรือ…ราตรีอันยาวนานช่างรู้สึกเหงาจริงๆ…”
พูดพลาง เอื้อมมือโอบกระชับเสื้อคลุม มองดูองค์
รัชทายาทเฮ่อกับหมิ่นฉือที่ต่างคนต่างจากไปแล้ว
จึงเดินลงบันไดเชื่องช้า
สายลมตะวันตกเย็นสบายตลอดคืนและมีน้ำค้าง
แข็งในหล่งซี
ชั้นน้ำค้างแข็งหนาทึบปกคลุมนครเสียนหยาง
ภายใต้แสงอาทิตย์ ราวกับหิมะเพิ่งตกหนัก มัน
สะท้อนกับท้องฟั้าคล้ายหยกใส ดูสดชื่นเป็น
อย่างยิ่ง
ในลานแห่งหนึ่งของจวนซ่ง หนิงยาในเสื้อคลุม
หนังแกะตัวสั้นกำลังกวาดน้ำค้างแข็ง ไปั๋เริ่น
กระโดดโหยงเหยงไปมาตามด้ามไม้กวาดเหมือน
ลูกแมวตัวใหญ่ ในไม่ช้าก็ทำเอาดอกไม้และพืชล้ำ
ค่าที่ปลูกไว้ในลานบ้านหมอบราบไปกับพื้น
เคราะห์ดีที่หนิงยาก็ไม่รู้จักของดี รู้สึกเพียงว่ามัน
คือดอกไม้ใบหญ้าสองสามชนิดที่ร่วงโรยเท่านั้น
จึงจัดการถอนรากถอนโคนแล้ว
นี่ทำให้เปียนเชวี่ยที่นั่งเฝั้าเตายาอยู่บนทางเดิน
มองดูด้วยความรู้สึกเศร้าเป็นอย่างยิ่ง
เหล่านกส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้ว แสงอาทิตย์ยิ่งส่อง
สว่างขึ้นเรื่อยๆ มันส่องผ่านลายฉลุของหน้าต่าง
ทิ้งจุดแสงกระดำกระด่างไว้บนพื้นห้องนอน
ซ่งชูอีขยับเปลือกตา ลืมตาเบาๆ
สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาเหมือนลำแสงสีน้ำตาลอม
เหลือง นางอึ้งไปครู่หนึ่ง ลืมตาขึ้นทันใดและแสง
ก็สาดเข้ามา ทำให้ดวงตาที่มิได้เห็นแสงสว่างมา
เป็นเวลานานระคายเคืองไปชั่วขณะ หลังจากที่
ปรับตัวได้สักพักแล้วนางก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
มองเห็นการตกแต่งภายในห้องเลือนลาง ผ้าม่าน
สีเทาอมเขียว ม้วนใบไผ่ที่วางซ้อนกันบนโต๊ะยาว
เคลือบเงาสวยงาม กระถางธูปสำริดแกะสลัก ที่
นั่งหนังแกะ…
“ฮ่า!” นั่งนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ซ่งชูอีก็หัวเราะร่วน ลุก
พรวดจากเตียง วิ่งเท้าเปล่าออกไปเสียงดังด้วย
ความร้อนรน
ครั้นผลักประตูห้องเปิด แสงอาทิตย์ก็ห้อมล้อม
ตัวนางทันใด หลังจากแสงสีขาวปรากฏตรงหน้า
แล้วสิ่งต่างๆ รอบตัวก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
ซ่งชูอีเงยหน้ามองท้องฟั้าที่เหมือนหยกใส อดที่
จะหัวเราะเสียงดังมิได้
เมื่อสูญเสีย นางสามารถโน้มน้าวตัวเองให้ยอมรับ
ความเป็นจริงได้อย่างรวดเร็ว แต่ท้ายที่สุดแล้ว
การอยู่ในความมืดทำให้ชีวิตของนางไม่สะดวก
นัก บัดนี้แสงสว่างกลับมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน
ล่วงหน้า ก็ยากที่จะปกปิดความสุขที่ได้กลับคืน
มา!
“ท่าน!” หนิงยาตกใจกับการกระทำของซ่งชูอี
ขณะที่ดึงสติดกลับมาก็รีบทิ้งไม้กวาด วิ่งเข้าไปใน
บ้านอย่างรวดเร็วเพื่อหยิบเสื้อคลุมออกมาสวมใส่
ให้นาง “ท่านเป็นอะไรไป? รีบกลับไปสวมเสื้อ
เถิดเจ้าค่ะ”
ทางเดินตรงข้าม เปียนเชวี่ยลุกขึ้นยืน จ้องมองซ่ง
ชูที่เปลือยเท้าอยู่นาน สายตาจ้องมองมาที่ดวงตา
คู่นั้นของนางซึ่งสะท้อนให้เห็นท้องฟั้าสดใส คิ้วที่
ขมวดกันก็ค่อยๆ ย้อมด้วยความสุข “ประเสริฐ
แท้!”
เปียนเชวี่ยเข้ารักษาโรคของซ่งชูอีเป็นเวลาสาม
เดือนแล้ว แม้จะบอกว่าการที่จุดชี่ไห่กลับเข้ามา
รวมตัวอีกครั้งเป็นเรื่องยาก ทว่าหลังจากได้รับ
การดูแลอย่างระมัดระวังจากเขาแล้ว อย่างน้อย
ทุกวันขณะที่เลือดลมเข้าสู่จุดชี่ไห่ นางก็ควรจะ
มองเห็นแสงอยู่สักพักหนึ่ง ทว่าซ่งชูอีกลับไม่มี
สัญญาณของการฟืนตัวใดเลย จนเปียนเชวี่ยแทบ
จะไม่มั่นใจในทักษะการแพทย์ของตัวเองแล้ว
ระยะหลังมานี้ก็จะเหม่อลอยอยู่หน้าแผนผังเส้น
ชีพจรที่ตัวเองสร้างขึ้นทุกวัน เป็นกังวลไปเสียทุก
เรื่อง คิดไม่ถึงว่าเช้าวันนี้จะได้รับข่าวดี!
“หวยจิน! มองเห็นแล้วรึ?” เปียนเชวี่ยโยนพัดทิ้ง
เดินก้าวเท้ายาวๆ เข้าไป
“ท่านอาวุโส” ซ่งชูอียืดตัวตรงโค้งคำนับให้เปียน
เชวี่ย “หวยจินขอบคุณท่านอาวุโส!”
ทั้งสองคุยกันเรื่องลัทธิเต๋าทุกวันในช่วงสองสาม
เดือนที่ผ่านมา รู้สึกคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แม้ว่านี่
จะเป็นครั้งแรกที่ซ่งชูอีมองเห็นเปียนเชวี่ย ทว่า
กลับไม่รู้สึกแปลกหน้าเลย
“ดวงตาของท่านหายแล้ว!” หนิงยาร้องด้วย
ความประหลาดใจ
ซ่งชูอีหันไปก็เห็นแม่นางตัวน้อยอายุประมาณสิบ
สามสิบสี่อยู่ข้างๆ สวมเสื้อคลุมหนังแกะตัวสั้น
ผมเปียดกดำห้อยอยู่ด้านข้าง หน้ารูปไข่ห่านแดง
ระเรื่อ จมูกเล็กๆ กลมและโด่ง ดวงตากลมโตคู่
หนึ่งเปียมด้วยความยินดี หนิงยาที่ผอมแห้งใน
ตอนแรกได้เติบโตกลายเป็นสาวน้อยแสนสวย
แล้ว!
ซ่งชูอีอดที่จะภาคภูมิใจในการมองหญิงงามของ
ตัวเองมิได้ ยื่นมือออกลูบผมเปียของหนิงยา “อืม
หายแล้ว!”
“ตอนนี้การมองเห็นน่าจะยังพร่ามัว รอจนจุดชี่
ไห่เติมเต็มแล้วอาการประเภทนี้ก็จะหายไป” ใน
ที่สุดเปียนเชวี่ยก็ผ่อนคลายลงเสียที ในที่สุดเขาก็
ไม่ปล่อยให้ตัวเองด่างพร้อย
ใบหน้าของหนิงยาเต็มไปด้วยความสุข มี
แรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น นาง
ปรนนิบัติซ่งชูอีอาบน้ำกินข้าวแล้วทำความ
สะอาดจวนทั้งด้านในและด้านนอกอีกรอบ หลัง
จากเปียนเชวี่ยฝังเข็มให้ซ่งชูอีแล้ว นางจึงจะมี
เวลาว่าง ไปั๋เริ่นทำดอกไม้ใบหญ้าทั้งหมดเกลื่อน
ทั่วลานอย่างไม่ใส่ใจอีกครั้งแล้ววิ่งเข้ามาราวกับ
หมอกควัน โน้มตัวเข้าหาแขนเสื้อของซ่งชูอี กรง
เล็บขนาดใหญ่ค้นหาเนื้อแห้งจากข้างในอย่าง
ซุกซน
ซ่งชูอีอารมณ์ดียิ่ง ปล่อยให้ไปั๋เริ่นมุดเข้าไปใน
แขนเสื้อ หลังจากฝังเข็มและกินยาเสร็จแล้ว
ครุ่นคิดว่าทุกวันกว่าชูหลี่จี๋จะมีเวลามาเยี่ยมนาง
ก็พลบค่ำแล้ว จึงสั่งให้คนเตรียมรถม้าออกไปชม
บริเวณรอบๆ
ในที่สุดเปียนเชวี่ยกังวลใจอยู่หลายเดือนก็โล่งใจ
ขึ้นมาได้เสียที จึงตัดสินใจพักผ่อนอย่างเต็มที่อยู่
ในบ้าน
ก่อนที่ซ่งชูอีจะออกจากบ้าน พลันนึกขึ้นได้ว่า
เจินอวี๋ที่อยู่หลังบ้านไม่มีความเคลื่อนไหวมาสอง
สามเดือนแล้ว ก็รู้สึกตกอกตกใจ คงไม่ได้เกิด
อะไรขึ้นหรอกกระมัง “หนิงยา ระยะหลังนี้
น้องสาวเจินทำอะไรบ้าง?”
หนิงยากล่าวด้วยความกังวลใจ “ก่อนหน้านี้ท่าน
หมอกล่าวว่าเลือดลมขอท่านยุ่งเหยิง ไม่ให้บ่าว
เพิ่มความวิตกให้กับท่าน…เจียวเจียวร้องไห้ทุก
วัน นางผอมลงไปมาก องค์เอวบอบบาง
เหลือเกิน”
ซ่งชูอีเกาศีรษะ นึกถึงเมื่อเร็วๆ นี้นางอารมณ์ไม่
ใคร่ดีนัก วันเกิดครบสิบห้าปีของเจินอวี๋ นาง
ขอให้ชูหลี่จี๋ค้นหา “บทกวี” หายากสักสองสาม
ม้วนเพื่อนำกลับมาเป็นของขวัญ ทว่ามิได้ฉลอง
ให้นาง และเนื่องจากชูหลี่จี๋เคยเอ่ยเรื่องการ
แต่งงาน กลัวว่าแม่นางตัวน้อยเห็นหน้าเขาแล้ว
จะอึดอัดใจ จึงส่งเพียงของขวัญมาเท่านั้น
นึกถึงตอนที่เจินจวิ้นจากไป นางผู้แซ่ซ่งตบ
หน้าอกตัวเองพร้อมให้คำมั่นสัญญากับเขาว่าจะ
ดูแลน้องสาวเป็นอย่างดี…
แม้ว่าทั้งคู่ล้วนมีแผนการ แม้ว่าซ่งชูอีไม่สามารถ
จัดการวันจี๋จีให้กับเจินอวี๋ด้วยมือตัวเอง แม้ว่า
นางจะไม่ใช่คนที่บอกว่าจะทำตามที่พูด ทว่า…ก็
ไม่สามารถปล่อยให้เจินจวิ้นกลับมาแล้วเห็น
น้องสาวคนหนึ่งที่สุขสบายดีผอมกว่าดอก
เบญจมาศกระมัง!
“ไปดูกันเถิด” ซ่งชูอีนำหนิงยาเดินไปยังลานหลัง
บ้าน
จวนที่อิ๋งซื่อมอบเป็นรางวัลให้ซ่งชูอีแห่งนี้มีบ่อน้ำ
ร้อน ห้องอาบน้ำห้องอื่นล้วนดึงน้ำมาจากน้ำพุ
ร้อน แต่เพราะว่าอยู่ไกล กำลังน้ำจึงอ่อนมาก
และอุณหภูมิต่ำ มีเพียงลานหลังบ้านเท่านั้นที่มี
บ่อน้ำร้อนขนาดใหญ่
หากจะไปที่บ่อน้ำร้อนจำต้องผ่านลานหลังบ้าน
ด้วยเหตุนี้เจินอวี๋จึงใช้สอยลานที่ใหญ่ที่สุดและ
สวยงามที่สุดสองแห่งเพียงผู้เดียว ในทาง
กลับกันซ่งชูอีกับเปียนเชวี่ยราวกับเป็นคนนอกที่
อาศัยอยู่ในลานเล็กสำหรับแขกอย่างไรอย่างนั้น
เจินอวี๋พาสาวใช้มาจากบ้านสิบกว่านาง หากรวม
พ่อครัว ทาสแรงงาน คนเฝั้าสวน ทั้งหมดก็มีสี่ถึง
ห้าสิบคน ตามปกติแล้วแม้แต่อาหารการกินของ
ซ่งชูอีและเปียนเชวี่ยล้วนมีนางเป็นผู้ดูแล
ขณะที่เดินไปยังลานหลังบ้าน ซ่งชูอีพลางโน้ม
น้าวตัวเองว่า “ที่จริงเจินอวี๋ก็เป็นผู้หญิงที่ดีคน
หนึ่ง” พลางรู้สึกว่าบ้านของตนนั้นจำต้องมีคน
เพิ่มขึ้นจริงๆ
เมื่อผ่านประตูที่สองไป ก็มีสาวใช้ในชุดชวีจวีสี
เทาคนหนึ่งเห็นซ่งชูอี รีบคำนับด้วยความเคารพ
“คารวะท่าน”
“ลุกขึ้นเถิด เจียวเจียวของพวกเจ้าล่ะ?” ซ่งชูอี
เอ่ยถาม
สาวใช้ค้อมตัวเอ่ย “เจียวเจียวอยู่ในลานเจ้าค่ะ”
ซ่งชูอีก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างในโดยให้สาวใช้ผู้นั้น
นำทาง เห็นเจินอวี๋ยืนอยู่ใกล้ต้นไห่ถังต้นหนึ่ง
รูปร่างผอมบางเช่นนั้นดูย่ำแย่ยิ่งกว่าซงชูอีที่ปั่วย
มาหลายเดือนเสียอีก หากจะกล่าวว่าซ่งชูอีเป็น
ต้นไผ่ผอม นางก็เป็นใบไม้ที่พร้อมจะปลิวไปกับ
สายลมได้ทุกเมื่อ
ครั้นเห็นว่าอีกไม่กี่วันเจินจวิ้นก็จะกลับมาแล้ว ซ่ง
ชูอีคิดว่าต้องรีบชดเชยให้นางเสียแล้ว!
“เด็ดกลีบดอกไม้ไปทำอะไร?” ซ่งชูอีเข้าไปใกล้
เจินจวิ้นคิดไม่ถึงว่าจะมีคนอื่นเข้ามาในลาน ยังไม่
ทันจะตอบสนองจึงเอ่ยไปอย่างลวกๆ “ไว้ทำถุง
หอมเจ้าค่ะ”
“ถุงหอม? มันคืออะไร?” ซ่งชูอีเอ่ยด้วยความ
อยากรู้อยากเห็น
เจินอวี๋ตัวแข็งทื่อ หันไปมองซ่งชูอี ใบหน้าแดงก่ำ
แอบเกลียดตัวเองที่ปากไวไปชั่วขณะ
หนิงยาเห็นว่าเจินอวี๋อ้ำอึ้งจึงตอบแทนนาง “เป็น
ห่อถุงเล็กๆ ที่ยัดใส่ไว้ในเสื้อเจ้าค่ะ ทำให้เสื้อผ้ามี
กลิ่นหอม เด็กสาวในวัยจี๋จีส่วนใหญ่จะใช้ของ
พวกนี้”
คราวนี้ หูของเจินอวี๋แดงเถือก
ซ่งชูอีดมๆ กลิ่นหอมของไห่ถังแล้วโน้มตัวเข้าใกล้
เจินอวี๋เพื่อดมกลิ่น กล่าวประเมินอย่าง
ตรงไปตรงมา “กลิ่นหอมนี้ไม่เหมาะกับเข้า กลิ่น
กล้วยหอมดีกว่า”
เจินอวี๋อายจนแทบอยากจะร้องไห้ ฝังใบหน้าลง
บนหน้าอก ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองซ่งชูอี
ซ่งชูอีทำเป็นมองไม่เห็น เอ่ยอย่างอ่อนโยน
“หลายวันก่อนข้าเจอเรื่องวุ่นวายเล็กน้อย วันจี๋จี
ของน้องสาวก็ไม่ได้จัดให้ดี วันนี้ต้องการจะ
ออกไปข้างนอกเพื่อชดเชยให้เจ้า อยากออกไป
ด้วยกันหรือไม่?”
เจินอวี๋อยู่ใกล้กับซ่งชูอีมาก สามารถได้กลิ่นหอม
ของต้นไห่ถังผสมกับกลิ่นคล้ายหญ้าเขียว และยัง
มีกลิ่นยาเจือจาง มันเป็นกลิ่นบนตัวของซ่งชูอี
อย่างไม่ต้องสงสัย นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มอง
คางของซ่งชูอี “ไปที่ใดเจ้าคะ?”
“น้องสาวอยากไปที่ใดก็ไปที่นั่น” ซ่งชูอีก็ไม่มี
สถานที่ที่อยากไปเป็นพิเศษ เพียงแค่ออกไป
พักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น ระยะหลังนี้มัวแต่อยู่ใน
บ้านอุดอู้จนแทบจะขึ้นราอยู่แล้ว
เจินอวี๋กล่าวว่า “ข้าไม่คุ้นเคยกับเสียนหยาง”
“เช่นนั้นก็ไปกินข้าวกันสักมื้อ เพื่อความ
ครื้นเครง” ซ่งชูอีกินอาหารฝีมือสกุลเจินทุกวัน ที่
จริงมันมิได้ด้อยไปกว่าโรงเตี๊ยมเลย จึงต้องกล่าว
ไปว่าไปหาความครื้นเครง
เจินอวี๋ได้ยินว่าซ่งชูอีไม่รังเกียจตนจึงอารมณ์ดี
ขึ้นมาเล็กน้อย อีกทั้งเมื่อเห็นว่านางดูไม่รุนแรง
เหมือนในความทรงจำก็พยักหน้า ตามสาวใช้
กลับห้องไปแต่งตัว
แต่งตัวครั้งนี้ทำให้ซ่งชูอีรอจนคอยาว!
เวลาที่นางออกไปข้างนอกก็เพียงล้างหน้า หวีผม
ให้เรียบร้อย จากนั้นก็สวมชุดที่เหมาะสม ต่อให้
อาบน้ำ นานที่สุดก็ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งหรือสอง
เค่อ…แม้ว่าจะเตรียมใจไว้แล้ว รู้ว่าผู้หญิงส่วน
ใหญ่อาจจะใช้เวลาแต่งตัวนานสักหน่อย ทว่าคิด
ไม่ถึงว่ามันจะนานเพียงนี้!
ซ่งชูอีซุกตัวกับไปั๋เริ่นเป็นลูกกลมๆ อยู่ในศาลา
บัดนี้เปียนเชวี่ยนตื่นจากการงีบหลับแล้ว เอ่ย
ด้วยความประหลาดใจ “หวยจินกลับมาเร็วจัง
เลย?”
“เฮ้อ!” ซ่งชูอีลุกขึ้นนั่ง กึ่งพิงอยู่บนตัวไปั๋เริ่น เอา
มือหนุนศีรษะ เอ่ยด้วยความเกียจคร้าน “ข้ายัง
ไม่ได้ออกไปเลย”
“รู้เช่นนี้ข้าออกไปเที่ยวก่อนรอบหนึ่งค่อยกลับมา
รับนางดีกว่า” ซ่งชูอีบ่นพึมพำ
ใกล้ยามเที่ยง ซ่งชูอีจึงเห็นหญิงงามในชุดหรูหรา
สีฟั้าเดินเข้ามาผ่านดอกไม้และต้นหลิว บุคลิก
ดั้งเดิมที่สวยงามหกถึงเจ็ดส่วนอยู่แล้ว หลังจาก
ผ่านการแต่งเติมก็ยิ่งสวยจนไม่อาจละสายตาได้!
โดยเฉพาะซ่งชูอีที่บัดนี้การมองเห็นพร่ามัว เมื่อ
เห็นสาวงามเช่นนี้ก็ราวกับเห็นเทพธิดาเดินอยู่บน
ก้อนเมฆก็มิปาน
เนื่องจากยังไม่ผ่านพิธีจี๋จี เจินอวี๋จึงยังไว้ผมเปีย
ทั้งสองข้าง ในความสง่างามนั้นยังคงมีชีวิตชีวา
เล็กน้อย
“ท่านมองจนไม่ละสายตาเลยนะเจ้าคะ!” สาวใช้
ข้างกายเจินอวี๋ปั้องปากเอ่ยเงียบๆ
“อย่าพูดเหลวไหล เขาเป็นพี่ชายของข้า” เจินอวี๋
พูดจบก็ตะลึงไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเขาหายแล้ว?
สาวใช้รีบเงียบปาก ก้มหน้าลง เดินตามนางไปยัง
ศาลา
เจินอวี๋ต้องการจะเรียกว่า “พี่ใหญ่” เหลือเกิน
ทว่าที่จริงแล้วนางกลัวซ่งชูอีเล็กน้อย คำที่อยู่ข้าง
ปากจึงกลายเป็น “อาการปั่วยของท่านหายดี
แล้วหรือ?”
“อืม มีหมอเทวดาอยู่ จะไม่หายได้เยี่ยงไร? ไป
กันเถิด” ซ่งชูอีหาว เข้าใกล้นางพร้อมมองสำรวจ
อย่างถี่ถ้วน พยักหน้าเอ่ย “ไม่เสียแรงเปล่า
เช่นนี้สวยดี”
“ขอแสดงความยินดีกับท่านเจ้าค่ะ” เจินอวี๋เม้ม
ปากยิ้ม ตามนางออกไปจากจวนอย่างว่าง่าย