กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 242 ของขวัญของซ่งชูอี
“เช่นนั้นข้าน้อยก็ไม่รบกวนแล้ว” หลี่ว์เต๋อเฉิงลุก
ขึ้นยืน
“หวังว่าจะได้พบกันอีก” ซ่งชูอีลุกขึ้นส่ง
มองหลี่ว์เต๋อเฉิงออกไป ซ่งชูอียกจอกสุราขึ้น
หลุบตาลงจ้องมองสุราที่พริ้วไหวเล็กน้อย แววตา
เย็นเยียบ
“หนิงยา เจ้าไปเชิญกู่จิง ให้เขาหาเวลามาพบข้า
ข้ามีเรื่องจะถามเขา” ซ่งชูอีเอ่ย
“เจ้าค่ะ” หนิงยาตอบรับ หมุนตัวออกไปจาก
ห้อง
ระยะหลังนี้ ซ่งชูอียุ่งอยู่กับการโจมตีปาสู่
ตลอดเวลา ครั้นกลับถึงเสียนหยางก็รักษาโรคตา
อยู่เสมอ วันนี้เพิ่งรู้สึกว่าคนที่อยู่ในมือที่สามารถ
ใช้งานได้นั้นมีมาก ทว่าคนที่สนิทใจนั้นน้อยจน
นับนิ้วได้
นับตั้งแต่วันที่หมิ่นฉือหักหลัง ซ่งชูอีก็ยิ่ง
ระแวดระวังผู้คนมากยิ่งขึ้น ความสงสัยใน
ธรรมชาติของมนุษย์ดูเหมือนจะมาถึงจุดที่ไม่
สามารถควบคุมได้แล้ว แม้แต่เจียนและหนิงยาที่
ถ่อมตัวมาตลอดก็ไม่สามารถวางใจได้ได้อย่าง
สมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้นางจึงผูกมัดพวกเขาด้วยการ
มอบสกุลให้
อย่างไรก็ดี คนสนิทเพียงสองคนนั้นไม่เพียงพอ
ซ่งชูอียังต้องการคนที่จงรักภักดีต่อนางมากกว่านี้
ดังนั้นนางจำเป็นต้องเอาชนะต้นตอของ “การ
ทรยศ” ของนาง
“ทุกท่าน!” ชั้นล่างมีคนกล่าวเสียงดัง
เสียงเซ็งแซ่ค่อยๆ สงบลง ทุกคนล้วนมองไปบน
เวที บัณฑิตหนุ่มวัยยี่สิบกว่าในชุดคลุมธรรมดา
คนหนึ่งยืนอยู่บนเวที ใบหน้าคล้ำ จมูกโด่งริม
ฝีปากบาง ไว้หนวดสั้นๆ ที่ใต้จมูก แก้มที่ตอบทำ
ให้โหนกแก้มดูสูงอย่างเห็นได้ชัด สีของชุดคลุม
นั้นเก่าโทรม หลายแห่งของแขนเสื้อและปกคอก็
ล้วนเสียหายเช่นกัน ทว่าผมเผ้าเรียบร้อย ดู
ท่าทางเปิดเผย
“ข้าน้อยบัณฑิตแห่งรัฐเว่ยสวีจ่างหนิง วันนี้มาที่นี่
เพราะต้องการหารือฉินเกี่ยวกับหายนะในปาสู่!”
สวีจ่างหนิงกล่าวเสียงดัง
ทันทีที่สิ้นวาจานี้ ทั้งโรงสุราก็เกิดความโกลาหล
“ท่านสวีลองว่ามา!” มีคนตอบทันที
สวีจ่างหนิงยิ้มน้อยๆ เอ่ยว่า “ข้าน้อยเคยใกล้ชิด
ปาสู่ รู้เป็นอย่างดีว่าราษฎรปาสู่นั้นปั่าเถื่อนและ
แปลกแยก หากต้องการให้พวกเขายอมจำนน
จำต้องใช้กองกำลัง ทว่ากองกำลังของรัฐฉินมี
จำนวนจำกัด หากมีกองทหารหลักประจำอยู่ใน
ปาสู่ แล้วฉินจะสามารถต้านทานเว่ย เจ้า หาน ฉู่
และรัฐอื่นๆ ได้หรือ? หากรัฐอื่นๆ ฉวยโอกาสนี้
โจมตี ฉินก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าดินแดนที่
ขัดแย้งกับฉู่ ส่วนกองกำลังนั้นก็สู้รัฐหานไม่ได้
ด้วยซ้ำ! ด้วยเหตุนี้ ข้าน้อยจึงกล่าวว่าการที่รัฐฉิน
ครอบครองปาสู่ เป็นหายนะอย่างแท้จริง!”
เหตุผลนี้ใช้ว่ามีเพียงสวีจ่างหนิงที่เข้าใจ เพียงแต่
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาในที่
สาธารณะเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นเขากล่าวอย่าง
กระชับและชัดเจน มีเหตุผลมีหลักฐาน โน้วน้าว
ให้คนเชื่อได้ง่ายมาก
ในห้องส่วนตัว เจินอวี๋แอบมองปฏิริยาของซ่งชูอี
ครั้นเห็นว่านางทำเป็นเหมือนไม่ได้ยินโดยสิ้นเชิง
อดที่จะถามขึ้นมิได้ “ท่านเห็นด้วยกับคำพูดนี้
ของเขาหรือไม่?”
หลายวันนี้แม้เจินอวี๋อยู่ในลานหลังบ้านไม่ออก
นอกประตูใหญ่ไม่ก้าวข้ามประตูเล็ก แต่ก็ใช่ว่าจะ
ไม่รู้เรื่องอะไรเลย บวกกับก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยิน
ข่าวจากเจินจวิ้น นางจึงพอเข้าใจว่าเรื่องการ
โจมตีปาสู่นี้มีความเกี่ยวข้องกับซ่งชูอีอย่างใหญ่
หลวง
“กินข้าวทว่าถูกทำให้สำลัก เจ้ายังกินได้หรือ?”
ซ่งชูอีกล่าว ทว่าสายตากลับมองทะลุหน้าต่างไป
ยังถนนใหญ่ จับจ้องอยู่ที่หลี่ว์เต๋อเฉิงกับเด็กหนุ่ม
อีกคนหนึ่ง
มองจากที่ไกลๆ ชายหนุ่มคนนั้นสูงกว่าหลี่ว์เต๋
อเฉิงกว่าครึ่งศีรษะ รูปร่างสมส่วน ซ่งชูอีเห็น
เพียงใบหน้าด้านข้าง สามารถเห็นเพียงรูปลักษณ์
เลือนลางทว่าดูเหมือนหน้าตาไม่เลว
คิดว่าเขาก็คือ “สหายเก่า” นั่นเอง
“ฉินสงบความวุ่นวายในปาสู่นั้นไม่ผิด ทว่าหากมี
คนคิดที่จะยึดครองปาสู่ ก็นับว่าไม่มองดูสภาพ
ความเป็นจริงเลย!” สวีจ่างหนิงกล่าวด้วยความมี
ชีวิตชีวาและทรงพลัง
“เดิมทีรัฐฉินต้องการจะสงบความวุ่นวายในปาสู่!
เคยกล่าวว่าต้องการยึดครองปาสู่ด้วยรึ?” มีคน
กล่าวอย่างไม่พอใจ
สวีจ่างหนิงหัวเราะเสียงดัง “ท่านอย่าได้กล่าว
เหลวไหลไปเลย รัฐต่างๆ แก่งแย่งชิงดีกัน มีใคร
บ้างที่ไม่อยากแก่งแย่งดินแดนและประชาชน?
การสงบความวุ่นวายก็เป็นเพียงวาจาที่น่าฟัง
เท่านั้น! ข้าน้อยต้องการหารือเกี่ยวกับ
สถานการณ์ปัจจุบันด้วยใจจริง เหตุใดจะต้อง
สวมการเสแสร้งเช่นนั้นด้วย?!”
หลี่ว์เต๋อเฉิงและสหายที่อยู่ข้างนอกเดินออกไป
ไกลแล้ว ซ่งชูอีละสายตากลับมา ก็ได้ยินประโยค
นี้เข้าพอดี อดที่จะยิ้มไม่ได้
“ท่านยิ้มอะไร? ท่านสวีท่านนี้กล่าวไม่ถูกต้อง
เหรอ?” เจินอวี๋รู้สึกว่ามันเฉียบคมและ
สมเหตุสมผลมาก
“เปล่าเลย” ซ่งชูอียิ้มเอ่ย “ถูกหรือผิดย่อมได้รับ
การพิจารณา ข้าเพียงหัวเราะให้ความน่ารักที่
จริงใจของท่านสวีผู้นี้”
สาเหตุที่คนเข้าใจมีน้อย ไม่ใช่เพราะว่าเลอะ
เลือนจริงๆ ทว่าเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ล้วน
เข้าใจทว่าแสร้งทำเป็นเลอะเลือน
“ข้าไม่เข้าใจ” เจินอวี๋ขมวดคิ้ว
“ความจริงมากมายล้วนเหมือนโศกนาฏกรรม
เข้าใจก็มีข้อดีของการเข้าใจ ไม่เข้าใจก็มีข้อดีของ
การไม่เข้าใจ” ซ่งชูอีเอ่ย ถ้าหากไม่มีจิตใจที่
เข้มแข็งจริงๆ สู้เลอะเลือนเสียดีกว่า
“เยี่ยม!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นที่ชั้นล่าง คาดว่าสวีจ่างหนิงคง
กล่าวสุนทรพจน์ทางวิชาการบางอย่างที่น่าเปิดหู
เปิดตา
ซ่งชูอีกวักมือเรียกเจินอวี๋ กระซิบข้างหูนางสอง
สามคำ
“นี่มัน…” เจินอวี๋มองนางอย่างตื่นตระหนก
ซ่งชูอีพยักหน้ากระตุ้น “โอกาสมาเพียงแวบเดียว
หรือว่าเจ้าอ่านหนังสือเพียงเพื่อความบันเทิงของ
สาวผู้สูงศักดิ์เท่านั้นหรือ?”
วาจาเถรตรงเช่นนี้ทำให้เจินอวี๋หน้าแดง ไม่ใคร่
พอใจ ลุกขึ้นพาสาวใช้เดินออกไปข้างนอก
ซ่งชูอีหัวเราะหึหึ เด็กสาวตัวน้อยรับมือกับการยั่ว
ยุไม่ได้จริงๆ
“คุณชายท่านนี้ได้โปรดช้าก่อน ข้ามีเรื่องต้องการ
ขอคำแนะนำจากท่าน” เสียงเย็นชาของเจินอวี๋
ดังขึ้นจากด้านนอก
สวีจ่างหนิงกำลังเดินลงบันไดท่ามกลางเสียงโห่
ร้องของผู้ชมเงยหน้าขึ้นไปชั้นสองตามที่มาของ
เสียง ผู้คนจำนวนมากในห้องโถงก็เงยหน้าขึ้น
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
สายตาของเจินอวี๋และสวีจ่างหนิงสบประสานกัน
นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อหลบสายตาของ
เขา
เจินอวี๋ในชุดหรูหรามีกลิ่นอายของกล้วยไม้ในหุบ
เขา นอกจากนี้ยังมีความงดงามของฤดูใบไม้ผลิ
กอปรกับท่าทางที่ต้องการจะพูดแต่หยุดไว้เช่นนี้
ทำให้สวีจ่างหนิงอดที่จะตกลึงงันมิได้
“ในเรื่องดีอาจมีเรื่องร้าย ในเรื่องร้ายอาจมีเรื่องดี
สิ่งหนึ่งจะมีด้านร้ายเพียงด้านเดียวได้เยี่ยงไร?
ท่านกล่าวเพียงหายนะของปาสู่ที่มีต่อฉิน ไม่เป็น
การอคติไปหน่อยหรือ?” เจินอวี๋เอ่ยถาม
สวีจ่างหนิงดึงสติกลับมา ประสานมือเอ่ย “อัน
ประโยชน์ในการครอบครองปาสู่นั้น คิดว่าทุกคน
ย่อมรู้ดี ดังนั้นวันนี้ข้าน้อยจึงกล่าวเพียงด้าน
หายนะ สำหรับข้อดีข้อเสียนั้น ในใจทุกคนย่อมมี
ความเห็นในใจอยู่แล้ว ข้าน้อยไม่จำเป็นต้องพูด
มาก”
“เมื่อครู่ท่านกล่าวว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่
จำเป็นต้องสวมการเสแสร้ง อย่างไรก็ดี ตาม
ความเห็นของข้า สิ่งที่ท่านเรียกว่า “ของจริง” ก็
ลอยอยู่บนพื้นผิวอยู่แล้ว แม้แต่ข้าที่เป็นเด็กหญิง
ตัวเล็กๆ ก็ยังเข้าใจในเหตุผลด้วยซ้ำ บัณฑิตผู้มี
ความรู้ในที่นี้จะไม่รู้ได้เยี่ยงไร? คำพูดของท่านใน
วันนี้เป็นเพราะไม่มีพรสวรรค์จริงๆ หรือว่าทำ
เพื่อเอาใจฝูงชนเท่านั้น?” วาจาเฉียบคมเช่นนี้ไม่
รู้สึกรุนแรงเลยเมื่อหลุดออกมากจาปากของ
เจินอวี๋
สวีจ่างหนิงคิดไม่ถึงเลยว่าเด็กสาวที่ดูงดงาม
อ่อนหวานเช่นนี้จะมีวาจาเฉียบคมยิ่งนัก อีกทั้ง
พูดจนเขาไม่สามารถถอยหนีได้ หากดำเนินการ
โต้ตอบแล้ววิเคราะห์เรื่องนี้ด้วยพรสวรรค์ที่
แท้จริง เช่นนั้นก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาถูก
ปันหัวได้ง่ายเกินไปแล้ว แม้แต่คำพูดของเด็กสาว
คนหนึ่งก็สามารถมีอิทธิพลต่อเขาได้ ภายภาค
หน้าเขาจะอยู่ในฉินต่อไปได้อย่างไร? ทว่าหากไม่
ตอบสนอง ก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเขามี
ความสามารถเพียงเท่านี้มิใช่หรือ?
เพียงครู่เดียวก็ทำให้ฝั่ามือของสวีจ่างหนิงมีชั้น
เหงื่อซึมออกมา
“เยี่ยม!” มีคนเข้าใจว่าคำพูดนี้ของเจินอวี๋บีบให้ส
วีจ่างหนิงตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน รีบให้
การสนับสนุน
แม้ว่าแนวคิดเหล่านั้นของสวีจ่างหนิงไม่นับว่าคม
คาย แต่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปสามารถ
พูดออกมาได้ บางครั้งความจริงมิได้ซับซ้อนเลย
ทว่าก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถมองเห็น
“ความรู้ไม่แบ่งเด็กแก่หรือชายหญิง แม่นางกล่าว
มามีเหตุผล หากสะดวก ข้าน้อยอยากจะเชิญให้
แม่นางชี้แนะด้วย” สวีจ่างหนิงประสานมือเอ่ย
เจินอวี๋กำแขนเสื้อของตัวเองแน่นด้วยความ
ประหม่า ซ่งชูอีเป็นคนสอนคำพูดเมื่อครู่ นางเอง
ก็เป็นคนนิสัยอ่อนโยน สิ่งที่นางสัมผัสหลายปีมา
นี้ล้วนเป็นหลักคำสอนทางสายกลางของลัทธิ
ขงจื้อ แน่นอนว่าไม่ใช่คนที่มีนิสัยก้าวร้าว หากคุย
เรื่องโคลงฉันท์กาพย์กลอนนางก็จะมีเรื่องให้พูด
ถึงมากมาย ทว่าการปะทะฝีปากกับคนอื่นถึง
สถานการณ์ในปัจจุบันนั้น…นางคิดว่าชั่วชีวิตนี้
นางก็ทำไม่ได้
ซ่งชูอีถอนหายใจ แม่นางคนนี้ไม่รู้จักแม้แต่การ
ปฏิเสธคนเช่นนั้นหรือ? หากบอกว่าไม่สะดวก สวี
จ่างหนิงจะบังคับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างนางขึ้น
เวทีหรืออย่างไรกัน? สอนตกไปคำเดียวก็ไม่ได้
จริงๆ
ช่างเถิด!
ซ่งชูอีเลิกม่านเดินออกมา ขณะที่เดินไปถึงเจินอวี๋
ก็ตบๆ นางเบาๆ หลุบตามองไปข้างล่างแวบหนึ่ง
แล้วประสานมือเอ่ยขอขมาสวีจ่างหนิง “น้องสาว
ยังเด็กไม่รู้ประสา กล่าววาจาทำให้ท่านไม่พอใจ
ได้โปรดให้อภัยด้วย”
ทุกคนเห็นว่าเจินอวี๋ยังคงไว้ผมเปีย ในใจก็
ประเมินนางสูงขึ้นเล็กน้อย แม่นางตัวน้อยคน
หนึ่งที่ยังไม่ถึงวัยจี๋จีสามารถมีความเข้าใจและ
วิธีการเช่นนี้ได้นั้นช่างหาได้ยากจริงๆ และที่หา
ยากยิ่งกว่าก็คือบุคลิกหน้าตาของนางงดงาม
อย่างยิ่ง!
“พี่ใหญ่” เจินอวี๋โพล่งคำว่า “พี่ใหญ่” ออกมา
ราวกับกำลังไขว่คว้าขอนไม้ท่ามกลางสายตาทุก
คนที่จ้องมองมา
คนนอกไม่รู้ว่านางกำลังเขินอาย เพียงนึกว่าเป็น
การเลี้ยงดูอย่างเคร่งครัดและนางกำลังกลัวความ
เข้มงวดของพี่ชาย
“น้องสาวท่านมีความเข้าใจที่ไม่สามัญ จะทำให้
ข้าไม่พอใจได้อย่างไรกัน?” สวีจ่างหนิงประสาน
มือกลับ “น้องสาวมีความรู้เช่นนี้ คิดว่าพี่ชายก็ยิ่ง
ไม่ธรรมดา ไม่ทราบว่าจะมีวาสนารับคำชี้แนะได้
หรือไม่?”
“มิบังอาจ” ซ่งชูอียิ้มน้อยๆ “น้องสาวของข้านี้
มาจากสำนักขงจื้อ เรียนดีตั้งแต่เด็ก ข้าน้อยนั้น
เกียจคร้านเป็นอย่างมาก มิกล้าชี้แนะ ข้าน้อยชื่น
ชมพรสวรรค์ของท่านสวีมาก หากท่านไม่รังเกียจ
ล่ะก็ ขึ้นมาดื่มด้วยกันไหม?”
“เยี่ยม!” สวีจ่างหนิงตอบรับอย่างมีความสุข
ทุกคนมองสวีจ่างหนิงและซ่งชูอีเดินพูดคุยเข้าไป
ในห้องส่วนตัว อดที่จะรู้สึกอิจฉามิได้ คนเช่นนั้น
เด็กสาวที่ทั้งมีพร้อมด้วยรูปลักษณ์และความรู้
เช่นนั้น หากสามารถสู่ขอกลับบ้านได้ ก็จะ
สามารถช่วยเหลือในหน้าที่การงานได้มากจริงๆ
“ข้าน้อยต้องขอบคุณพี่ชายมาก” สวีจ่างหนิง
ค้อมคำนับซ่งชูอี
“อ๋อ? เหตุใดท่านสวีจึงกล่าวเช่นนี้?” ซ่งชูอีเอ่ย
อย่างงุนงง
สวีจ่างหนิงยิ้มพลางสะบัดแขนเสื้อ “สองแขน
เสื้อของข้าใสสะอาด เงินทั้งเนื้อทั้งตัวรวมกันแล้ว
ยังซื้อสุราหนึ่งจอกไม่ได้ด้วยซ้ำ เดิมทีคิดว่าเข้ามา
พูดสองสามคำก็จะกลับ คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอกับ
ท่าน ช่างมีความสุขจริงๆ”
ซ่งชูอีหัวเราะร่วน จากนั้นก็ยกจอกสุราขึ้น “พี่สวี
เป็นคนวิเศษนัก มา ข้าดื่มให้ท่านหนึ่งจอก!”
ทั้งสองคนดื่มกัน สวีจ่างหนิงเอ่ยขึ้น “ข้ายังมิ
ทราบชื่อแซ่ของพี่ชายเลย?”
“ข้าน้อยซ่งหวยจิน” ซ่งชูอีเอ่ย
“หา! เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาทแล้ว! ข้าน้อย
ได้ยินชื่อเสียงของท่านมานาน! คิดไม่ถึงว่าท่าน
จะเป็นคนเก่งที่อ่อนเยาว์เพียงนี้!” สวีจ่างหนิงยืด
ตัวคำนับ
แม้จะกล่าวถึงลำดับวาสุโส แต่ช่องว่างของอายุ
ระหว่างสวีจ่างหนิงและซ่งชูอีนั้นนั้นไม่มาก
จนเกินไป ต่างเคารพในชื่อเสียงและความรู้
พี่สวีไม่ต้องเกรงใจเพียงนี้” ซ่งชูอีเอ่ย
สวีจ่างหนิงเหลือบมองเจินอวี๋ ทอดถอนใจเอ่ย
“มีพี่ชายเช่นท่าน ไม่น่าแปลกใจเลยที่แม่นางซ่งมี
ความรู้เพียงนี้”
แม้ว่าสวีจ่างหนิงไม่พูด ซ่งชูอีก็จะหาโอกาส
อธิบาย การที่เขาเอ่ยออกมาเองก็ดียิ่งกว่า “นาง
เป็นน้องสาวบุญธรรมของข้า สกุลเจิน”
“ข้าน้อยหุนหัน ได้โปรดท่านกับแม่นางเจิน
อย่าได้ถือสา” สวีจ่างหนิงเอ่ยขอโทษ
“ข้าแซ่ซ่งไม่เคยมีพิธีรีตรอง ชอบนิสัยสบายๆ
ของพี่สวีเช่นนี้” ซ่งชูอียิ้มเอ่ย
สวีจ่างหนิงกับซ่งชูอีมีนิสัยคล้ายกันมาก ทั้งสอง
คนคุยกันอย่างมีความสุข สวีจ่างหนิงลืมความ
ตั้งใจเดิมไปเสียแล้ว มองสาวงามเหมือนความ
ว่างเปล่าไปแล้วจริงๆ
จนกระทั่งดื่มเสร็จแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้าย สวี
จ่างหนิงจึงนึกถึงความงามของสาวงามขึ้นมาได้
อดไม่ได้ที่จะเกลียดตัวเองที่ไม่คว้าโอกาสไว้ให้ดี
หลังจากสวีจ่างหนิงจากไปแล้ว ซ่งชูอีเหลือบมอง
เจินอวี๋ “นี่คือของขวัญวันจี๋จีที่ข้ามอบให้เจ้า
รักษาไว้ให้ดีเถิด”
“ของขวัญจี๋จี?” ดวงตาของเจินอวี๋ค่อยๆ ชัดเจน
ขึ้นจากความว่างเปล่า “ขอบคุณเจ้าค่ะ…พี่ใหญ่
ซ่ง”
แน่นอนว่าของขวัญจี๋จีที่ซ่งชูอีมอบให้เจินอวี๋
มิใช่สวีจ่างหนิง แต่เป็นการใช้ประโยชน์จาก
ชื่อเสียงอันดีที่สวีจ่างหนิงหยิบยื่นให้
ซ่งชูอีหันไปมองที่ถนน จมดิ่งอยู่ในความคิด ชาย
หนุ่มที่โผล่มาอย่างลึกลับนั้น…ถึงแม้ว่านางจะ
แสร้งทำเป็นไม่รู้จักกัน แต่นางก็ไม่ใช่คนที่ชอบ
ปล่อยให้สิ่งต่างๆ อยู่เหนือการควบคุม หากไม่
จัดการตั้งแต่เนิ่นๆ ก็มักจะรู้สึกว่าไม่สบายตัวเป็น
อย่างยิ่ง