กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 251 เจ้าเข้าใจข้าผิดแล้ว
หนิงยามองดูใบหน้าซีดเซียวของซ่งชูอี เข้ามาห่ม
ผ้าให้นางด้วยดวงตาแดงก่ำ “เสียเลือดไม่น้อย
เลย! ท่านพักผ่อนให้มากนะเจ้าคะ”
ซ่งชูอีตอบรับว่าอืมเสียงหนึ่ง หลับตาพักผ่อน
นางเพิ่งจะเข้าสู่สภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น ก็ได้ยินเสียง
โหวกเหวกโวยวายอยู่ข้างนอก
หนิงยาเดินย่องออกไปแผ่วเบา
ภายในจวน ซือหม่าหวยอี้ใช้เจินอวี๋ข่มขู่ให้สาวใช้
นำทางเขาเข้าไปข้างใน เจินอวี๋เป็นตายอย่างไรก็
ไม่ยอมเดิน แต่เป็นเพราะรูปร่างอันบอบบาง จึง
ถูกซือหม่าหวยอี้ลากเข้าไปโดยตรง คอถูกบีบไว้
แน่น ใบหน้างดงามแดงก่ำ ดูเหมือนแทบทนไม่
ไหวแล้ว
นครเสียนหยางมีการคุ้มกันแน่นหนาและลงโทษ
คดีฆาตกรรมอย่างเข้มงวด แม้กระทั่งการให้ที่
ซ่อนอาชญากรก็จะถูกประหารสามชั่วโคตร ด้วย
เหตุนี้นครเสียนหยางอาจกล่าวได้ว่าไม่มีผู้คนเก็บ
ของหายตามถนน ยามค่ำคืนไม่ต้องปิดประตู
ด้วยเหตุนี้กฎหมายของรัฐฉินจึงไม่อนุญาตให้
เลี้ยงดูนักดาบและนักรบจำนวนมากเป็นการ
ส่วนตัวในนครเซียนหยางไม่ว่าจะเป็นตระกูล
สูงส่งเพียงใด แต่อนุญาตให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ใน
ราชสำนักเลี้ยงดูมือดาบหรือนักรบเพียงหนึ่งหรือ
สองคนเพื่อปั้องกันตัวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้แม้แต่
จวนในตระกูลใหญ่ก็มีเพียงทาสรับใช้แข็งแรงที่
พอรู้หมัดมวย นับประสาอะไรกับจวนหลังใหม่
ของซ่งชูอีเล่า?
ซือหม่าหวยอี้บีบคอเจินอวี๋แน่น ทุกคนไม่สงสัย
เลยว่าเขาสามารถหักคอบอบบางได้ด้วยการออก
แรงเพียงครั้งเดียว ซือหม่าหวยอี้ก็ไม่ได้โง่ เขา
หมุนตัวเปลี่ยนตำแหน่งไม่หยุด เพื่อปั้องกันไม่ให้
คนอื่นโจมตีจากข้างหลัง หลังจากพยายามอยู่ครู่
หนึ่ง คนในจวนก็ไม่สามารถหาโอกาสเข้าประชิด
ตัวได้เลย
ซือหม่าหวยอี้เห็นหนิงยากับไปั๋เริ่นใต้ทางเดิน
กล่าวด้วยเสียงแหลมคม “ไล่หมาปั่าตัวนั้น
ออกไป ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่านางเสีย”
หนิงยาเม้มปาก รู้สึกว่าต่อให้เจินอวี๋ถูกบีบคอ
ตาย นางก็ไม่สามารถปล่อยไปั๋เริ่นออกไปได้
แม้แต่ครึ่งก้าว สองฝั่ายชะงักงัน ในที่สุดเจินอวี๋ก็
หมดสติไป แขนขาทรุดลงปวกเปียก ท่ามกลาง
ลมหิมะอันหนาวเหน็บ หน้าผากของซือหม่าหวย
อี้กลับมีเหงื่อซึม เขาคิดไม่ถึงว่าสาวน้อยผู้นั้นที่ดู
อ่อนแอเป็นอย่างยิ่งจะมีจิตใจโหดเหี้ยมเพียงนี้
“ซ่งหวยจิน! หากเจ้ายังไม่ออกมา ข้าจะตะโกน
ความลับความเจ้าออกมาเสีย!” กำลังคนอีกฝั่าย
มากกว่า ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปก็จะถูกคนหาช่อง
โหว่ได้ง่ายๆ อีกทั้งดูเหมือนว่าเจินอวี๋ก็ทนต่อไป
อีกไม่ไหวแล้ว ซือหม่าหวยอี้คิดว่าหากตัวเองไม่
สามารถมีชีวิตต่อไปได้ ก็คงต้องคว้าโอกาสนี้เผา
หยกงามดั่งศิลา[1]แล้ว
เงียบไปครู่หนึ่ง ประตูห้องก็เปิดออกมาเสียงดัง
เอี๊ยดอ๊าด ซ่งชูอีปรากฏตัวที่หน้าประตู นางอยู่ใน
ชุดตัวกลางสีขาว คลุมเสื้อคลุมตัวใหญ่ด้านนอก
ใบหน้าซีดขาวเหมือนกระดาษ ดวงตามืดมน
มองซือหม่าหวยอี้อย่างสงบนิ่ง ทว่ามันกลับทำให้
เขาตกใจกลัว
“หนิงยา เจ้าพาไปั๋เริ่นไปเที่ยวที่ลานด้านหลัง”
ซ่งชูอีเอ่ยเสียงเบา
ซือหม่าหวยอี้ใช้เจินอวี๋เป็นที่กำบัง หากไปั๋เริ่นพุ่ง
เข้าไปโดยที่ไม่รู้กำลังตัวเอง ยากที่จะฆ่าซือหม่า
หวยอี้ในขณะที่ปกปั้องเจินอวี๋ ซ่งชูอีจำต้องฆ่า
ด้วยการจู่โจมเพียงครั้งเดียวและไม่อนุญาตให้เขา
พูดอะไรต่อหน้าธารกำนัลแม้แต่คำเดียว
“ท่าน!” หนิงยากล่าวด้วยความร้อนใจ
“ไปเถิด ไม่เป็นอะไรหรอก” แม้ซ่งชูอีจะไม่รู้ว่า
เหตุใดซือหม่าหวยอี้ถึงได้ตีโพยตีพายเช่นนี้ ทว่า
กล้ามั่นใจได้เลยว่าเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อฆ่านาง
หนิงยาเชื่อคำพูดของซ่งชูอีอย่างลึกซึ้งเสมอมา
และเข้าใจนิสัยของเจ้านายบ้านตัวเอง เรื่องที่
ท่านสั่ง หากสามารถอธิบายได้ด้วยประโยคที่สอง
นั่นเป็นเพราะเห็นความสำคัญของนาง หากยัง
อ้อยอิ่งอีกก็จะทำให้ท่านไม่พอใจอย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้
แม้ว่านางไม่วางใจ ทว่าก็ยังพาไปั๋เริ่นเข้าไปที่ลาน
หลังบ้าน
ไปั๋เริ่นแยกเขี้ยวไปที่ซือหม่าหวยอี้ หันมองซ่งชู
อีทุกๆ สามก้าว
“เข้ามาเถิด” ซ่งชูอีกลับหลังหันเข้าห้องไป
ซือหม่าหวยอี้อาศัยช่องว่าง รีบแบกเจินอวี๋เข้าไป
ในห้อง แล้วลงสลักประตู
ซ่งชูอีนั่งคุกเข่าอยู่บนที่นั่งหลัก พิงที่เท้าแขน
นวดๆ ระหว่างคิ้ว “เจ้าดูว่าน้องสาวของข้ายังมี
ชีวิตอยู่หรือไม่จะดีที่สุด หากนางตาย เจ้าก็ไม่
รอด”
คำพูดของนางนั้นเชื่องช้า น้ำเสียงไม่มีความข่มขู่
หากเป็นการบอกเล่า
ซือหม่าหวยอี้สำรวจลมหายใจของเจินอวี๋ “แค่
หมดสติไปเท่านั้น” นิ่งไปครู่หนึ่งก็เงยหน้ามองซ่ง
ชูอี ลักษณะที่นางปล่อยผมยิ่งเหมือนผู้หญิงมาก
กว่าเดิม “ซ่งหวยจิน เจ้าคือซ่งเจ้าใช่ไหม”
“ใช่” ซ่งชูอีเอ่ย
ซือหม่าหวยอี้คิดไม่ถึงว่านางจะยอมรับอย่าง
ตรงไปตรงมาเช่นนี้ ประหลาดใจไปชั่วขณะหนึ่ง
นางเอื้อมมือหมุนไส้ตะเกียง ท่าทางที่ไร้ความตื่น
ตระหนกจากการถูกเปิดโปงนั้นกลับทำให้ซือหม่า
หวยอี้ตื่นตระหนกเล็กน้อย
“สภาพของข้าไปตอนนี้ก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้ มีอะไร
ก็พูดมาตรงๆ เถิด เห็นแก่ที่เจ้ากับข้าเคยมี
ความสัมพันธ์ในอดีต ช่วยเจ้าหน่อยก็ไม่ใช่
ปัญหา” ซ่งชูอียกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นมี
ความหมายคลุมเครือ
“อดีตอะไรกัน!” ซือหม่าหวยอี้ทิ้งเจินอวี๋ลง
กล่าวด้วยความโมโห “เจ้ากับข้าเป็นสามีภรรยา
กันแล้ว!”
ซ่งชูอีเอ่ย “อ๋อ? เช่นนั้นหรือ? เช่นนั้นหลังจากที่
เจ้าได้รับข่าวการตายของข้า ได้ส่งคนไปรับศพ
ของข้าหรือไม่?”
“ข้าไปแล้ว” ซือหม่าหวยอี้กล่าว “แต่เห็นว่าที่ฝัง
กระดูกถูกขุด นึกว่าถูกสัตว์ปั่า…”
ก็เพราะว่าไม่เห็นศพของซ่งเจ้า เขาจึงสงสัยมา
ตลอดว่าซ่งชูอีก็คือซ่งเจ้า
“เจ้าช่างกล้าดีจริงๆ หลอกลวงว่าเป็นศิษย์ของ
จวงจื่อ ปิดบังคนทั้งใต้หล้า!” เมื่อก่อนซือหม่า
หวยอี้เพียงรู้สึกว่าซ่งเจ้าหน้าตาก็งั้นๆ บัดนี้เมื่อ
เห็นซ่งชูอีแล้วกลับรู้สึกขยะแขยง ผู้หญิงขี้เหร่คน
หนึ่งอย่างไรก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง สุดท้ายแล้วก็ยัง
ดีกว่าการที่ไม่ได้เป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชายอย่างเช่น
ตอนนี้
ซ่งชูอีเห็นสีหน้าของซือหม่าหวยอี้ไม่ชัด ทว่า
สามารถรู้สึกได้ถึงความเกลียดชังที่เขามีต่อนาง
อดที่จะหัวเราะเอ่ยมิได้ “หึ พูดเช่นนี้เท่ากับเจ้า
มารับภรรยาเช่นนั้นหรือ?”
“ข้า…ข้าพลั้งมือฆ่าเต๋อเฉิง” ซือหม่าหวยอี้ทรุด
ตัวลงบนที่นั่ง
ซ่งชูอีขมวดคิ้ว
เงียบงันไปครู่หนึ่ง ซือหม่าหวยอี้เอ่ยว่า “ขอเพียง
เจ้าช่วยข้าพ้นคราวนี้ไปได้ เจ้ากับข้าก็เดินคนละ
ทาง ข้าจะไม่มีวันแพร่งพรายเรื่องของเจ้าอย่าง
แน่นอน”
คำพูดนี้ ซ่งชูอีไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย
“เหตุใดต้องเดินคนละทางด้วย?” ซ่งชูอีขมวดคิ้ว
เอ่ยด้วยความอ่อนโยน “เจ้าเป็นสามีของข้า ไม่
ยอมรับก็แล้วไป ในเมื่อตอนนี้อธิบายกระจ่างแล้ว
บอกว่าจะตัดก็ตัดได้เช่นนั้นหรือ? ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นใน
เปั้ากางเกงของเจ้าที่โดนข้าเตะไปทีหนึ่งยังใช้งาน
ได้อยู่หรือเปล่า”
ซือหม่าหวยอี้อึ้งไปครู่หนึ่ง มองดูรูปลักษณ์ของ
ซ่งชูอีกครั้ง หากไม่บอกก็ดูเหมือนชายหนุ่มที่ชรา
ก่อนวัยอันควร ในใจรู้สึกคลื่นไส้อย่างช่วยไม่ได้
ทว่าแต่เพื่อความอยู่รอดและชีวิตในอนาคต เขา
ตัดสินใจที่จะมองข้ามไปบ้าง “จะพูดอะไรก็ได้
ตราบใดที่เจ้าช่วยข้าสักครั้ง”
ซ่งชูอีลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาซือหม่าหวยอี้ ก้ม
ตัวลงยื่นมือเกยคางของเขาขึ้นมา ยิ้มเอ่ย
“หน้าตาหล่อเหลาจริงๆ”
ซือหม่าหวยอี้ปัดมือของนางทิ้งทันที เอ่ยด้วย
ความเย็นชา “ซ่งเจ้า! เจ้าอย่าได้คืบจะเอาศอก
อย่าลืมสิว่าในมือของข้ายังมี…เอื๊อก!”
เขาพูดไปได้ครึ่งหนึ่งก็รู้สึกเพียงหัวใจเย็นวาบ ก้ม
หน้าลงมองก็เห็นดาบที่ทอแสงหิมะเล่มหนึ่งแทง
ทะลุหัวใจของเขาโดยตรง เขาต้องการต่อต้าน
แต่ทันใดนั้นก็พบว่าตัวเองไม่สามารถออกแรงได้
เลย
“เจ้า…โหดเหี้ยมนัก”
โลกใบนี้ชุ่มไปด้วยเลือด ซือหม่าหวยอี้เคยเห็น
ความไร้ปรานีมานับไม่ถ้วน แต่กลับไม่เชื่อว่า
ผู้หญิงที่มีคุณธรรมคนหนึ่งจะกลายเป็นฆาตกร
เลือดเย็นภายในระยะเวลาเพียงสองปี! เขายังไม่
ลืมท่าทางหลงใหลได้ปลื้มและว่านอนสอนง่ายที่
ซ่งเจ้ามีต่อเขาในอดีต ดังนั้นในขณะที่ซ่งชูอี
ยอมรับตัวตน เขาจึงลดความระมัดระวังตัวลง
เขาคิดผิด…ทั้งๆ ที่รู้ว่านางเปลี่ยนไปมาก เขาไม่
ควรใช้ความทรงจำมาวัดคนคนนี้จริงๆ…
ครั้นดาบถูกดึงออกอย่างแรง เลือดกระเซ็นทุก
ทิศทาง ซ่งชูอีแทงดาบไปที่คอของเขาอีกครั้งโดย
ไม่ลังเล
“เจ้าเข้าใจข้าผิดแล้ว ข้าเต็มใจฆ่าเจ้าอย่าง
ง่ายดาย แสดงว่ายังไม่เต็มใจที่จะใช้ความ
โหดเหี้ยม” ซ่งชูอีคว้าคอเสื้อของเขาแล้วโน้มตัว
กระซิบข้างหู
พูดจบก็ปล่อยมือที่คว้าตัวเขา หยิบผ้าเช็ดหน้า
ออกมาเช็ดดาบสั้นจนสะอาดแล้วใส่กลับเข้าไป
ในแขนเสื้อ เดินไปที่ประตูเพื่อคลายสลักออก
เอ่ยด้วยเสียงอันดัง “เด็กๆ”
ผู้คนที่อยู่เต็มลานล้วนจับจ้องประตูห้องที่ปิด
สนิทด้วยความตื่นตระหนก นอกจากนี้ยังมีบ่าว
รูปร่างแข็งแรงสองสามคนกำลังโลเลว่าจะพัง
ประตูเข้าไปดีหรือไม่ เนื่องจากได้ยินซ่งชูอีตะโกน
เรียกคน จึงรีบเปิดประตูเข้าไป
ทุกคนเห็นว่าในห้องเต็มไปด้วยเลือดก็ต่างมีสี
หน้าตื่นตกใจ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนที่รูปร่างสูง
ใหญ่คนหนึ่งจึงถูกคนรูปร่างผอมบางราวกับลำ
ต้นไผ่ฆ่าตายภายในพริบตา
ซ่งชูอีเอ่ย “เอาไปไว้ในลาน ไปแจ้งความ บอกว่า
คนผู้นี้ฆ่าแขกที่ปรึกษาในจวนขององค์ชายจี๋ก่อน
จากนั้นก็จับน้องสาวข้าเป็นตัวประกันบุกเข้าจวน
ต้องการจะฆ่าข้า ข้าจำต้องใช้ดาบฆ่าเขา”
ในรัฐฉินการต่อสู้ด้วยเหตุผลส่วนตัวเป็นเรื่องปกติ
หลังจากการปฏิรูปก็เข้มงวดเรื่องการฆ่าคนด้วย
เหตุผลส่วนตัว แต่ไม่มีข้อกำหนดว่าห้ามฆ่าผู้ที่บุก
รุกเคหสถาน
“ขอรับ!” บ่าวเหล่านั้นช่วยกันลากซือหม่าหวยอี้
ออกไปอย่างทุลักทุเล
ซ่งชูอีมีเหงื่อเย็นซึมออกมา นอนอยู่บนเตียงครู่
หนึ่งก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง
หนิงยากับไปั๋เริ่นไม่ได้ไปไหนไกล ครั้นเห็นคน
ลากศพออกมาจากภายในห้อง ก็รีบวิ่งเข้าห้องมา
“ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
“ไม่เป็นไร” น้ำเสียงของซ่งชูอีอ่อนล้า “ข้าหมุน
ไส้ตะเกียงให้หลวมแล้ว ดับให้หมดเถิด”
หนิงยายืนอยู่ในห้องนั้นเพียงครู่เดียวก็รู้สึกว่าทั้ง
ร่างกายอ่อนปวกเปียกจนไม่สามารถออกแรงได้
จากนั้นก็หยิบกระบอกไม้ไผ่ดับตะเกียงน้ำมันที
ละดวง ตะโกนเรียกให้คนเข้ามาแบกเจินอวี๋กลับ
ไปที่ลานด้านหลัง
ท้องฟั้าด้านนอกมืดครึ้ม หนิงยาค้นหาเสื้อ
ตัวกลางสะอาดตัวหนึ่ง ช่วยซ่งชูอีเปลี่ยนเสื้อผ้า
โดยอาศัยแสงไฟที่อ่อนแรง จากนั้นก็ยกน้ำมาเช็ด
คราบเลือดภายในห้องจนสะอาด
ซ่งชูอีฟังเสียงนางทำความสะอาดอย่างเบามือ
ค่อยๆ ผล็อยหลับไป
ใกล้เวลาพลบค่ำ เจียนจึงสามารถเชิญชูหลี่จี๋และ
หมอหลวงกลับมาได้ เขายืนอยู่ท่ามกลางพายุอัน
หนาวเหน็บที่ประตูเมืองเป็นเวลาครึ่งวัน การ
ประชุมทางการเมืองจึงสิ้นสุดลง
ชูหลี่จี๋เข้าประตูมาก็เห็นเจ้าหน้าที่ทางการยกศพ
ออกไปพอดี เอ่ยถาม “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“ซ่างต้าฟู!” เจ้าหน้าที่วางศพลง ประสานมือเอ่ย
กับชูหลี่จี๋ “บุคคลนี้ชั่วร้ายยิ่ง ฆ่าผู้ชายคนหนึ่งที่
จวนของท่านก่อน แล้วจับแม่นางเจินเป็นตัว
ประกันเพื่อบุกเข้าจวนซ่ง พยายามที่จะทำร้าย
ซ่งจื่อ ซ่งจื่อจึงต้องฆ่าเขาขอรับ”
ชูหลี่จี๋ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ทันทีที่เขาออกจาก
ประตูวังก็ได้ยินว่าหลี่ว์เต๋อเฉิงถูกฆ่าตาย ส่วนซ่ง
ชูอีก็กำลังจะตาย เขาจึงสั่งให้ผู้ดูแลจวนจัดการ
เรื่องในจวนชั่วคราวแล้วมาที่นี่ก่อน คิดไม่ถึงว่า
บุคคลนี้จะบังอาจ กล้าบุกเข้ามาในจวนซ่ง
ครั้นเขานึกถึงข่าวที่เพิ่งสืบเจอเกี่ยวกับซือหม่า
หวยอี้เมื่อสองวันก่อนก็ขมวดคิ้ว ก้มหน้าเห็นว่า
ดวงตาทั้งคู่ของซือหม่าหวยอี้เบิกโพลง เลือด
ยังคงไหลออกจากปาก จึงก้มตัวตรวจสอบชีพจร
ของเขา เมื่อรู้สึกว่าบัดนี้ไร้การเคลื่อนไหวใดแล้ว
ก็โบกๆ มือ “ยกไปเถิด”
จากนั้นก็นำทางหมอหลวงไปยังห้องของซ่งชูอี
หิมะตกหนักปกคลุมไปทั่ว
ในพื้นที่รกร้างห่างเสียนหยางสี่สิบลี้ แผ่นดินสี
ขาวเชื่อมกับท้องฟั้าสีเทา ขบวนกองทัพในชุด
เกราะสีดำยาวเฟือยแบ่งสนามหิมะออกเป็นสอง
ส่วน
พายุหิมะชะลอความเร็วของการเดินทัพ ยิ่งเข้า
ใกล้เสียนหยางหิมะก็ยิ่งทับถมหนา ไม่ว่าจะเป็น
ทหารบกหรือทหารม้าล้วนเดินทางด้วยความยก
ลำบาก
ซือหม่าชั่วสั่งให้ผู้ส่งสารเข้านครไปส่งสารก่อน
เพื่อระบุตำแหน่งประจำการของกองทัพ ทหาร
หลายหมื่นนายนี้ไม่สามารถเข้านครได้ ทำได้
เพียงตั้งค่ายอยู่ด้านนอก ทว่าองค์จวินต้องเป็นผู้
กำหนดสถานที่ประจำการ
ราตรีล้ำลึก ไฟในพระราชวังเสียนหยางไหววูบ
ตามแรงลม
ที่มุมพระราชวัง จวินหนุ่มในเสื้อคลุมสีดำยืนอยู่
ข้างหน้าต่าง มือที่ไพร่อยู่ด้านหลังถือหนังสือผ้า
ไหมแผ่นหนึ่ง ด้านบนเต็มไปด้วยตราประทับฉิน
แน่นขนัด สามารถเห็นคำว่าประมาณว่า “สกุล
ซ่ง” “ซือหม่า” ได้เลือนราง
ใบหน้าหล่อเหลาของเขาซ่อนอยู่ในความมืด
ครึ่งหนึ่ง ราวกับรูปปันแกะสลักที่มองอารมณ์ไม่
ออก
——————–
[1] เผาหยกดั่งหิน เปรียบเทียบการไม่แยกแยะ
ผิดชอบชั่วดี จนทำให้ของสูงค่าเสียหายมอดม้วย