กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 255 เติบโตจนน่ายินดี
เจ้าอี่โหลวหน้าแดงก่ำ กล่าวอ้ำอึ้ง “ตอนข้ายัง
เด็ก…เห็นในวัง”
“ฮ่าฮ่า” ซ่งชูอีกอดเขา เอ่ยรบเร้า “ที่แท้เจ้าก็รู้
เร็วกว่าข้า เสียมารยาทแล้ว! กี่ขวบ? บอกกับข้าสิ
เจ้าเห็นอะไรบ้าง?”
ตอนที่เจ้าอี่โหลวอยู่ในวังอายุเพียงสิบขวบเท่านั้น
เป็นไปได้ว่าเขาจะรู้เร็วกว่า ในขณะที่ซ่งชูอีเข้าใจ
เรื่องราวระหว่างหนุ่มสาวนั้นก็ปาเข้าไปอายุสิบ
หกสิบเจ็ดแล้ว เด็กผู้หญิงในวัยนี้ส่วนมากล้วน
ออกเรือนมีลูกแล้ว นางค่อนข้างช้าในเรื่องนี้
บรรยากาศแสนดีถูกทำให้กลายเป็นเช่นนี้ เจ้าอี่
โหลวหลับตาไม่สนใจนาง
ระดับความลึกซึ้งของการจูบแตกต่างการลูบไล้
เชิงเย้าเล่นเพียงไม่กี่ครั้ง ความรู้สึกของจูบนั้นดี
เป็นอย่างยิ่ง ทว่านี่เป็นครั้งแรกของซ่งชูอี นาง
รู้สึกอึดอัดและเขินอายเล็กน้อยอย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ นางจึงใช้ความขบขันเบี่ยงเบนความสนใจ
ของเขา
อนาคตยังอีกยาวไกล ซ่งชูอีพึมพำ กอดเขาแล้ว
ผล็อยหลับไป
ท่าทางของนางสงบนิ่งมาโดยตลอด แต่เห็นได้ชัด
ว่าคนที่อยู่ข้างๆ ยากที่จะสงบสติอารมณ์
เจ้าอี่โหลวได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอดังขึ้นข้าง
กาย ลืมตาหันไปมองนาง
นึกถึงตอนที่จูบนางเมื่อครู่ ท้องน้อยร้อนผ่าว ราว
กับว่าเลือดทั้งตัวไหลรวมอยู่ตรงนั้น ทว่า
ความรู้สึกนั้นคงอยู่เพียงครู่เดียว ขณะที่กำลังจะ
ดำเนินการต่อกลับถูกซ่งชูอีขัดจังหวะ
ใบหน้าของซ่งชูอีสะอาดเรียบเฉยภายใต้แสงไฟ
สลัว ไร้บุคลิกอิสระเสรีเหมือนเมื่อตอนกลางวัน
ปราศจากความรู้สึกบีบคั้น มันสงบนิ่งอย่างที่ไม่
อาจสงบนิ่งไปมากกว่านี้แล้ว ขมับสองข้างถูก
ย้อมด้วยผมหงอกจางๆ ใบหน้าเรียบเฉยนี้
สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางเล็กน้อย
เจ้าอี่โหลวมองใบหน้าของซ่งชูอีที่หลับสนิท อด
ไม่ได้ที่จะก้มหน้าจูบริมฝีปากของนางแผ่วเบา
เป็นความรู้สึกร้อนผ่าวนั้นอีกแล้ว เขาอดไม่ได้ที่
จะต้องการสำรวจต่อไป ริมฝีปากนุ่มนวล เจ้าอี่
โหลวยิ่งจูบมากขึ้นก็ยิ่งรู้สึกว่าปากแห้ง ยิ่งสำรวจ
มากขึ้น มือก็วางอยู่บนเอวของนางโดยไม่รู้ตัว
“อืม”
อาจเป็นเพราะความเคลื่อนไหวของเจ้าอี่โหลว
รุนแรงขึ้น จึงทำให้ซ่งชูอีขยับตัว
เจ้าอี่โหลวเข้าใจซ่งชูอีเป็นอย่างดี ตาม
สถานการณ์ปกติแล้ว นางไม่ตื่นตัวขณะที่หลับ
เลยและจะไม่ตื่นจนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น ทว่า
เสียงนี้ทำให้นางตื่นขึ้นทันใด…เขากำลังทำ
อะไรน่ะ!
“หวยจิน…” ด้านหนึ่งเจ้าอี่โหลวรู้สึกว่าตัวเอง
กระทำเรื่องต่ำช้า อีกด้านหนึ่งก็รู้สึกว่าส่วนนั้น
ของร่างกายเจ็บปวดรุนแรง เมื่อก่อนก็เคยมี
ช่วงเวลาเช่นนี้ ทว่าไม่เคยทนไม่ได้เหมือนครั้งนี้
มาก่อน
เขากอดซ่งชูอีแน่น ตะโกนเรียกชื่อของนางราว
กับว่าการทำเช่นนี้จะสามารถบรรเทาความ
เจ็บปวดได้ ทว่าในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม
ยิ่งกอดนาง บางอย่างภายในร่างกายก็ยิ่ง
กระสับกระส่ายมากขึ้น ราวกับมีพลังมหาศาลที่
ไม่มีที่ให้ระบาย
ทนอยู่พักหนึ่ง เจ้าอี่โหลวก็ปีนลงมาจากเตียง
หยิบจวี้ชางแล้ววิ่งไปฝึกดาบในลาน จนกระทั่ง
หมดแรงจึงรู้สึกผ่อนคลายลงมาเล็กน้อย
บัดนี้ท้องฟั้าสว่างขึ้นบ้างแล้ว เจ้าอี่โหลวเหงื่อ
ท่วมตัว พุ่งเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ เมื่อออกมาก็
เห็นไปั๋เริ่นเดินโซเซออกมาจากห้องราวกับกำลัง
ละเมอ หลังจากยกขาขึ้นถ่ายเบาใต้ต้นไห่ถังต้น
หนึ่งแล้วก็เดินโซเซกลับเข้าไป
เจ้าอี่โหลวหลุดขำ อารมณ์กลับสู่สภาวะปกติ
จากนั้นก็กลับเข้าไปนอนต่อในห้อง
เช้าวันรุ่งขึ้น ซ่งชูอีรู้สึกสดชื่นมาก พลิกตัวไปก็
เห็นเจ้าอี่โหลวยังคงหลับอยู่
ใบหน้าหลับไหลของเจ้าอี่โหลวนั้นเจริญตายิ่ง ใน
ความหล่อเหลามีความไร้เดียงสาเจือปน
ปราศจากความต่อต้านและดื้อรั้นเหมือนตอนตื่น
ครั้นนึกถึงจุมพิตเมื่อคืน ซ่งชูอีแอบหัวเราะ จูบ
เขาครั้งหนึ่ง ครั้งแล้วครั้งเล่า
ความรู้สึกนี้ไม่เลวเลย…ซ่งชูอีได้คืบจะเอาศอกยื่น
มือไปลูบกล้ามหน้าอกของเจ้าอี่โหลว “ว้าว!
จุ๊ๆ!” ครั้นติดใจก็เลื่อนมือจากหน้าอกลงไปยัง
เปั้ากางเกางด้านล่าง
“ว้าว…” ซ่งชูอีอดที่จะถอนหายใจไม่ได้ เพราะว่า
มือของนางคว้าได้เต็มเปา แอบจำได้ว่าตั้งแต่การ
สัมผัสครั้งสุดท้ายก็ไม่ได้นานมาก คิดไม่ถึงว่ามัน
จะยาวขึ้นได้อย่างน่ายินดีเช่นนี้!
คิดพลางซ่งชูอีก็เข้าไปในผ้าห่ม ปลดเสื้อคลุมของ
เจ้าอี่โหลวออกด้วยความคล่องแคล่ว เปิด
ช่องว่างในผ้าห่มแล้วสำรวจเจ้าสิ่งนั้นโดยละเอียด
โดยอาศัยแสงสว่างอันน้อยนิด สายตาของนางไม่
ดีนัก อีกทั้งแสงก็อ่อนแรง ด้วยเหตุนี้จึงขยับเข้า
ไปใกล้มาก หายใจรดอยู่บนเจ้าสิ่งนั้น นางเห็น
มันเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยดวงตาของตัวเอง
“ว้าว!” ซ่งชูอีอุทาน เมื่อก่อนทุกคนเห็นว่านาง
เป็นผู้ชาย จึงไม่เขินอายที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือ
ทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ดังนั้นนางจึงได้เห็นมัน
หลายครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นฉากเช่นนี้
และก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ
ปกติแล้วเจ้าอี่โหลวตื่นตัวอยู่เสมอ มีเพียงเวลาที่
อยู่กับซ่งชูอีเท่านั้นที่ปล่อยวางความระแวดระวัง
โดยสิ้นเชิง เขาไม่เคยนอนหลับสนิทเลยตลอดหก
เดือน บวกกับเมื่อคืนฝึกดาบเหนื่อยเกินไป ดังนั้น
ครั้นซ่งชูอีสำรวจด้วยความไร้ยางอายเช่นนี้เขาก็
มิได้ตื่นขึ้นมาด้วยซ้ำ รู้สึกเพียงว่าร่างกายของ
ตัวเองร้อนขึ้นมาอีกครั้งในความฝัน
ได้แต๊ะอั๋งด้วยวิธีต่างๆ นานาตั้งแต่เช้า ซ่งชูอีรู้สึก
ว่าชีวิตของตนนั้นงดงามมาก นางกลัวว่าเจ้าอี่
โหลวจะเป็นหวัด มองอยู่ครู่หนึ่งจึงรัดสายคาด
เอวให้เขา หลังจากห่มผ้าให้ดีแล้วก็ลุกขึ้นอย่าง
เบามือแล้วสวมใส่เสื้อผ้า ฮัมเพลงพลางเดินไปยัง
ห้องข้างๆ เพื่อล้างหน้าล้างตา
หลังจากกินอาหารเช้าแล้ว เห็นว่าเจ้าอี่โหลวยัง
ไม่ตื่นก็ไปรวมรวบตำราพิชัยสงครามของนางต่อ
ที่ห้องหนังสือ
บัดนี้กองทัพกลับมาแล้ว ซ่งชูอีคาดเดาว่านางคง
ไม่มีเวลาว่างมากอีกต่อไปและตำราพิชัยสงคราม
นี้จะถูกนำมาใช้ในไม่ช้า ช่วงเวลาที่ผ่านมาความ
คืบหน้าล่าช้าเนื่องจากปัญหาทางสายตา ดังนั้น
ตอนนี้ต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว
เพิ่งจะเปิดสมุดไผ่ขึ้นมาได้ไม่นาน ก็ได้ยินหนิงยา
พูดขึ้นที่ด้านนอก “ท่านเจ้าคะ จางจื่อมาแล้วเจ้า
ค่ะ”
“เช้าจังเลย!” ซ่งชูอียิ้มพลางลุกขึ้นไปต้อนรับที่
หน้าประตูใหญ่
“พี่ใหญ่” ซ่งชูอีเห็นชายในชุดคลุมสีเขียวที่
พยายามดึงแขนเสื้อออกจากปากหมาปั่าสีทองที่
ประตูก็ยิ่งยิ้มกว้าง
แควก!
แขนเสื้อขาดไปครึ่งหนึ่ง ใบหน้าของจางอี๋เขียว
คล้ำ โมโหจนหายใจหอบ “เจ้าสัตว์ปั่า!”
ดีเลวอย่างไรจางอี๋ก็ผ่านโลกมามาก สงบสติ
อารมณ์ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยกับซ่งชูอี “ทำให้หวยจิน
หัวเราะเยาะแล้ว”
ซ่งชูอีเห็นว่าเขาโกรธมากจริงๆ ก็มิได้หัวเราะ
เยาะอีก “เหตุใดพี่ใหญ่ถึงได้มาเช้าเช่นนี้?”
“มาเยี่ยมเจ้า อีกอย่างก็มาเตือนสติว่าวันนี้จะรับ
พระราชทานรางวัล ตูเว่ยม่อไม่สามารถขาดได้อีก
โดยไม่มีเหตุผล” จางอี๋นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า
“เขาได้แสดงความกล้าหาญในรัฐปาสู่ ฝั่าบาท
เห็นความสำคัญมาก ทว่าข้ารู้สึกเหมือนเขาไม่
ใคร่สนใจชื่อเสียงและโชคลาภมากนัก?”
“อืม เขาอยู่ในปั่าจนชินแล้ว จะทนกับการผูดมัด
ได้เยี่ยงไร” ซ่งชูอีเบี่ยงตัวไปด้านข้าง เอ่ยว่า “พี่
ใหญ่เชิญเข้าห้องเถิด”
จางอี๋กับซ่งชูอีเข้าห้องหนังสือไปด้วยกัน
หลังจากนั่งลงแล้ว จางอี๋ก็ถามอาการปั่วยของซ่ง
ชูอี คุยไปคุยมาก็ดึงเข้าเรื่องการเมือง
จางอี๋เอ่ยว่า “หลายวันนี้ข้าต้องการตีเหล็กตอนที่
มันยังร้อน เสนอกลลยุทธ์ด้านความสัมพันธ์
ทางการทูตให้แก่ฝั่าบาท หวยจินมีความเห็นเยี่ยง
ไรบ้าง?”
“พี่ใหญ่มีพรสวรรค์ยิ่งใหญ่ ฝั่าบาทก็เป็นจวินที่
ฉลาดหลักแหลม จะกังวลให้เปล่าประโยชน์ไป
ใย?” ซ่งชูอีครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “พี่ใหญ่
กลัวกงซุนเหยี่ยนเช่นนั้นหรือ?”
จางอี๋ถอนหายใจ “ดูจากการทำงานของเขาที่
รัฐเว่ยแล้ว เหมือนว่าความเห็นทางการเมืองจะ
แตกต่างจากข้า บุคคลผู้นี้มีจิตวิญญาณสูงส่ง เต็ม
ใจอย่างยิ่งที่จะยอมจำนนต่อผู้อื่น หากไม่เป็น
เช่นนั้น เขาก็คงจะไม่ละทิ้งเว่ยแล้วจำนนต่อฉิน
หรอก”
กงซุนเหยี่ยนมีตำแหน่งซีโส่วในรัฐเว่ย เป็น
ตำแหน่งทางการทหาร เนื่องจากเป็นผู้ที่มี
ความสามารถ เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ทำงานก็เฉียบคม
ทั้งยังมีชื่อเสียงมาก บัดนั้นรัฐเว่ยกำลัง
ปรับเปลี่ยนกองทัพ เขาและท่านแม่ทัพต่างมี
มุมมองด้านการทหารเป็นของตัวเอง เขาเสนอกล
ยุทธ์ให้แก่เว่ยอ๋องทว่ากลับถูกหักล้าง และถูก
ท่านแม่ทัพผลักไสออกไป จึงละทิ้งเว่ยจำนนต่อ
ฉินภายใต้โทสะ นำกองทัพฉินเข้าโจมตีรัฐเว่
ยสองครั้ง สังหารกองทัพเว่ยมากกว่าแสนนาย
ทำให้ทั้งรัฐเว่ยอยู่ในความโกลาหล
ความเห็นทางการเมืองของทั้งสองคนไม่ลงรอย
กลยุทธ์ของรัฐกลับมีได้เพียงทางเดียว ดังนั้น
ภายใต้สถานการณ์ที่กงซุนเหยี่ยนและจางอี๋ต่าง
ไม่ยอมประนีประนอม อิ๋งซื่อสามารถเลือกได้
เพียงทางเดียว ในแง่ของความสามารถจางอี๋รู้สึก
ว่าตนและกงซุนเหยี่ยก้ำกึ่งกัน
“กงซุนเหยี่ยนจำนนต่อฉิน คิดว่านอกเหนือจาก
การแสดงออกถึงความทะเยอทะยานแล้ว เกรง
ว่าก็คงมีความแค้นต่อรัฐเว่ยส่วนหนึ่ง” ซ่งชูอียิ้ม
น้อยเอ่ยๆ “อีกทั้ง นิสัยของฝั่าบาทก็เข้ากับเขา
ไม่ได้!”
อิ๋งซื่อค่อนข้างทำงานด้วยอำนาจอธิปไตยแบบ
ผูกขาด ไม่อนุญาตให้ผู้อื่นมาบงการ หากโน้ม
น้าวด้วยคำพูดที่น่าฟังก็เพียงพอ ส่วนกงซุนเห
ยี่ยนก็ทำงานด้วยความเฉียบขาด จวินและขุน
นางล้วนเป็นคนหัวแข็ง หากเกิดความขัดแย้งกัน
จะต้องเป็นผลเสียกับฝั่ายขุนนางอย่างแน่นอน
“ยิ่งไปกว่านั้น กงซุนเหยี่ยนสนับสนุนการในการ
ครอบครองใต้หล้า มันอาจไม่ใช่สิ่งที่ฝั่าบาท
ต้องการ” ซ่งชูอีกล้ามั่นใจได้เลยว่าความทะเยอะ
ทะยานของอิ๋งซื่อมิได้มีเพียงการครอบครองใต้
หล้าเท่านั้น มิฉะนั้นก็คงไม่ให้ความสำคัญใน
ทฤษฏีโค่นรัฐของนางถึงเพียงนี้ หรือแม้แต่ตอนที่
รู้ว่านางเป็นผู้หญิงก็ยังไม่ยอมแพ้
“เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ข้าคงกังวลมากไปเอง” จางอี๋
ถอนหายใจโล่งอก
ซ่งชูอีเอ่ย “พี่ใหญ่เป็นเพราะอยู่ในสถานการณ์จึง
มองไม่ทะลุ”
จางอี๋ถูกรัฐต่างๆ ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า สวามิภักดิ์
ต่อรัฐที่มีแนวโน้มดียิ่งด้วยความยากลำบาก มี
โอกาสได้แสดงความทะเยอทะยาน ย่อมให้
ความสำคัญเป็นธรรมดา ครั้งนี้มันอยู่ใกล้ความ
ฝันของเขาเหลือเกิน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่
สามารถพลาดมันไปได้
“หนิงยา!” ซ่งชูอีเอ่ยเสียงดัง
“ท่าน บ่าวมาแล้วเจ้าค่ะ” หนิงยาตอบรับอย่าง
แข็งขัน
ซ่งชูอีกำชับ “ไปหาเสื้อผ้ามาให้พี่ใหญ่ชุดหนึ่ง”
จางอี๋สูงกว่าซ่งชูอีมาก บัดนี้สวมเพียงเสื้อคลุมกับ
สายรัดเอว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าจะใส่ได้หรือไม่ ต่อ
ให้สั้นไปหน่อยก็ยังดีกว่าเสื้อผ้าที่ถูกกัดขาดมาก
“เฮ้อ นี่น่าจะเป็นเสื้อผ้าชุดสุดท้ายแล้ว!” จางอี๋
มาฉินได้ไม่นานก็ต้องไปปาสู่ ในฤดูหนาวมีเสื้อผ้า
เพียงสามหรือห้าชุดเท่านั้น จะเพียงพอให้จินเกอ
กัดขาดที่ไหนกัน “ถ้าอย่างไรข้าทิ้งจินเกอไว้กับ
เจ้าที่นี่เพื่อฝึกมันสักระยะหนึ่งได้หรือไม่?”
“ได้” ซ่งชูอีพยักหน้า ถึงอย่างไรหนึ่งตัวก็คือเลี้ยง
สองตัวก็คือเลี้ยง
“เช่นนั้นก็ขอบคุณหวยจินแล้ว!” จางอี๋เอ่ย
ซ่งชูอียิ้มเอ่ย “ข้ากับท่านเป็นพี่น้องกัน เหตุใดถึง
ทำเป็นคนนอกไปได้”
หนิงยายกเสื้อผ้าเข้ามา “เชิญจางจื่อตามบ่าวไป
เปลี่ยนเสื้อห้องข้างๆ เถิดเจ้าค่ะ”
ห้องข้างๆ มีขนาดเล็ก ด้านในมีเตาอั้งโล่วางอยู่
อบอุ่นกว่าข้างนอกมาก
หลังจากที่จางอี๋ไปเปลี่ยนเสื้อที่ห้องข้างๆ เห็นว่า
ท้องฟั้าสว่างแล้วก็กำชับให้ซ่งชูอีไปปลุกเจ้าอี่
โหลวเพื่อไปรับพระราชทานรางวัล จากนั้นก็จาก
ไปด้วยความเร่งรีบ
ซ่งชูอีกลับห้องนอน เห็นว่าเจ้าอี่โหลวกำลังหลับ
อยู่ก็อดที่จะรู้สึกแปลกใจมิได้ พึมพำว่า “เหตุใด
เขาถึงเหนื่อยอยู่คนเดียวเล่า!”
จี๋อวี่กับจี้ฮ่วนก็เดินทัพผ่านภูเขาและแม่น้ำมา
อย่างเร่งรีบเช่นกัน ทว่าล้วนตื่นตั้งแต่เช้าแล้ว
“เมื่อคืนองค์ชายซ้อมดาบอยู่ครึ่งค่อนราตรี เพิ่ง
จะนอนเมื่อฟั้าใกล้สางเจ้าค่ะ!” หนิงยาเอ่ยเสียง
เบา
หนิงยานอนอยู่ในห้องข้างๆ ที่เชื่อมกับห้องนอน
อีกทั้งยังใกล้กับลาน มิได้หลับลึกเหมือนกับซ่งชูอี
ย่อมได้ยินความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยอย่าง
ชัดเจน
“เป็นบ้าอะไรอีกเล่า!” ซ่งชูอียกเท้าขึ้นเตะคนที่
อยู่ในผ้าห่ม “นี่ เจ้าเสี่ยวฉง ตื่นได้แล้ว!”
เจ้าอี่โหลวพลิกตัว มองนางด้วยดวงตา
สะลึมสะลือ ในน้ำเสียงเจือปนความแหบแห้งของ
คนเพิ่งตื่นนอน “ยามใดแล้ว?”
แสงยามเช้าส่องเข้ามา สะท้อนดวงตาของเขาใส
ราวกับน้ำแข็ง ริ้วแสงจางๆ ทอบนผิวสีน้ำผึ้ง คิ้ว
ขมวดกันเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ในสภาวะ
ที่สับสนและยังไม่ตื่นดี
“แม่งเอ๊ย!” ซ่งชูอีรู้สึกแห้งอย่างผิดปกติในโพรง
จมูก สอดมือเข้าไปในแขนเสื้อแล้วเงยหน้าขึ้น
เอ่ยอย่างหัวเสีย “รีบลุกขึ้นๆ ในกองทัพมีกฎของ
กองทัพ หากเจ้าไม่คิดที่จะรับราชการ ก็อย่าขาด
งานเลี้ยงโดยไม่มีเหตุผล”
เจ้าอี่โหลวตื่นตัวขึ้นเล็กน้อย เพราะว่าเมื่อคืน
แอบล่วงเกินซ่งชูอี ในใจของเขาก็รู้สึกอะลายอยู่
บ้าง จึงไม่โกรธที่ซ่งชูอีเตะเขา ลงจากเตียงด้วย
ความมึนงง
ขณะที่เขากำลังสวมเสื้อก็เห็นซ่งชูอีเงยหน้า จึง
เงยหน้ามองหลังคาตามสายตาของนาง “มอง
อะไรน่ะ?”