กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 258 ตัดสินใจแล้วไม่อาจเปลี่ยน
ในท้องพระโรงที่มีสีดำและสีแดงเป็นสีหลักนั้นดู
เคร่งขรึมเป็นอย่างยิ่ง
บนเสาขนาดสองคนโอบแกะสลักลายสัตว์ร้ายใน
ตำนานที่ลึกลับและหยาบกระด้าง ขุนนาง
ฝั่ายบุ๋นและแม่ทัพฝั่ายบู๊นั่งขนาบข้าง
ซ่งชูอีที่ไม่ได้เข้าประชุมราชสำนักร่วมหนึ่งปีเต็ม
ดึงดูดสายตาเหล่าขุนนางทันทีที่ปรากฏตัว
แม้ว่ารัฐฉินไม่มีรูปแบบในการใช้คนที่ตายตัว เมื่อ
เห็นความสามารถแล้วก็ไม่ลังเลที่จะแต่งตั้งให้
เป็นขุนนางระดับสูง ครั้งนี้อิ๋งซื่อมีวิสัยทัศน์
กว้างขวาง ไม่เพียงปฏิรูปยศฐาบรรดาศักดิ์ทั้งยัง
แต่งตั้งซ่างชิงหลายคน ในบรรดาพวกเขา คนที่
อายุน้อยที่สุดและสะดุดตาที่สุดก็คือซ่งชูอีอย่าง
ไม่ต้องสงสัย
ลำดับศักดินาของจางอี๋มหาเสนาบดีฝั่ายซ้าย
คือต้าซ่างเจ้า ส่วนลำดับศักดินาของซ่งชูอีคือเซ่า
ซ่างเจ้า[1]ที่จัดอยู่ในลำดับถัดไป
กงซุนเหยี่ยนที่ยืนอยู่ตรงหน้าซ่งชูอีสำรวจนาง
สองสามรอบ แล้วจึงนึกขึ้นมาได้ทันใดว่าเคยเจอ
กับนางครั้งหนึ่งในค่ายทหารรัฐเจ้า
“ทุกคนแสดงความคิดเห็นได้” อิ๋งซื่อกล่าว
เนื้อหาที่สำคัญที่สุดในการประชุมราชสำนักใน
วันนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ยังค้างคาตั้งแต่สองสามวันที่
ผ่านมา เว่ยอ๋องส่งเทียบรัฐมาว่าต้องการสร้าง
ความสัมพันธ์ทางการทูตกับฉินในขั้นต่อไป เดิมที
ความสัมพันธ์ของเว่ยฉินดีอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่อง
ปกติที่จะไปไกลกว่านี้ แต่ว่ารัฐเว่ยกลับฉวย
โอกาสตอนที่ฉินโจมตีสู่ยกกองทัพเข้ามา
ความหมายในการแต่งงานเพื่อทางการทูตจึงไม่มี
อยู่อีกต่อไป
ตามความเห็นของจางอี๋ควรส่งคนปรองดอง
ความเห็นของกงซุนเหยี่ยนควรเปิดสงคราม
ทั้งสองฝั่ายความเห็นแตกแยกและเกิดการชะงัก
งัน ราชทูตเว่ยยังคงรออยู่ในห้องรับรอง รอเพียง
ว่าจะปรองดองหรือทำสงครามเพียงคำเดียว
เท่านั้น
“รัฐเว่ยตระบัดสัตย์คืนคำ ต่อให้ทหารฉิน
สามารถตีนครต้าเหลียงได้ ใต้หล้านี้ก็ไม่มีใคร
กล่าวโทษแม้แต่คำเดียว!” แต่ละคำพูดของกงซุน
เหยี่ยนดุจเหล็กกล้า
จางอี๋หัวเราะเยาะอย่างไม่เห็นด้วย “เดิมทีฉินเว่ย
เป็นศัตรู จะต่อสู้กับเมื่อใดก็ไม่อาจรู้ได้
นับประสาอะไรกับครั้งนี้เล่า? ต้าฉินเพิ่งจะเปิด
ดินแดนได้ เหตุการณ์ปาสู่เพิ่งจะสดๆ ร้อนๆ
บัดนี้เปิดสงครามอีกเป็นการกระทำที่ชาญฉลาด
เช่นนั้นหรือ?”
“เรามิอาจปรองดองกับเว่ยได้! ในเมื่อพวกเขา
สามารถออกทัพโจมตีฉินได้หลังจากงานอภิเษก
ไม่ถึงครึ่งปี ก็สามารถพลิกลิ้นได้ทุกเมื่อหลังจาก
สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตในครั้งนี้ จะสาน
สัมพันธ์หรือไม่มีอะไรต่างกันเล่า?!” กงซุนเหยี่ยน
คัดค้านอย่างไม่ลังเล จากนั้นเขาก็กล่าวด้วย
ความมั่นใจว่า “บัดนี้รัฐเว่ยเพิ่งจะปฏิรูปกองทัพ
ไม่มีใครเข้าใจข้อเสียต่างๆ ได้ดีเท่าข้า ในเมื่อข้า
สามารถตีกองทัพเว่ยได้ถึงสองครั้ง ก็สามารถนำ
ทัพไปตีนครต้าเหลียงได้!”
“ข้าเชื่ออยู่แล้วว่าท่านแม่ทัพมีความสามารถนี้
อย่างไรก็ดีเรื่องใหญ่ของรัฐยังไม่ได้มาถึง
ทางเลือกสุดท้าย จะเอามันไปเดิมพันได้
อย่างไร?” จางอี๋ตั้งคำถาม
กงซุนเหยี่ยนหัวเราะเย็นชา ไม่ประนีประนอม
เลย “หากต้าฉินแสวงหาความมั่นคงสุ่มสี่สุ่มห้า
จะมีความแข็งแกร่งอย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร?”
ทั้งสองคนต่อปากต่อคำกัน ไม่มีคนใดในท้องพระ
โรงที่สามารถขัดจังหวะได้ อิ๋งซื่อกำลังมองดูจาก
ด้านบน ครั้นเห็นว่าพูดจากันพอสมควรแล้ว ขืน
โต้แย้งต่อไปก็คงจะได้เห็นการต่อสู้กันจริงๆ จึง
อาศัยช่องว่างนี้พูดแทรกขึ้น “พักเรื่องนี้ไว้
ชั่วคราวเถิด จัดการเรื่องภายในที่สำคัญก่อน”
ซ่งชูอีราวกับหายใจได้เพียงครึ่งหนึ่งก็ถูกบีบอยู่ใน
ลำคอ อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจลึกๆ แล้วพ่น
ออกมาช้าๆ
คนอื่นมีท่าทีเหมือนกับชินไปแล้ว เห็นได้ชัดว่า
สถานการณ์เช่นนี้มิได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
การประชุมราชสำนักเข้าสู่สภาวะปกติ การ
ประชุมดำเนินการไปอย่างราบรื่นยิ่ง หลังจาก
ประชุมแล้ว อิ๋งซื่อก็ขอให้จางอี๋ กงซุนเหยี่ยน ชูห
ลี่จี๋และซ่งชูอีอยู่ต่อ
หอพระอักษรด้านนอกไม่ใหญ่เท่าท้องพระโรง
การตกแต่งเรียบง่ายและใช้งานได้จริง เตาอั้งโล่
ภายในห้องถูกจุดแล้ว ทันทีที่เข้าห้องมาก็รู้สึกได้
ถึงความอบอุ่นฤดูใบไม้ผลิ หลังจากทุกคนต่างนั่ง
ลง บ่าวไพร่ก็ยกน้ำชาเข้ามาทันที
“ซ่งจื่อจำข้าได้หรือไม่?” กงซุนเหยี่ยนถาม
ซ่งชูอีประสานมือคำนับ “จากกันสองปี ซีโส่ว
ยังคงสง่างามเช่นเดิม จะจำไม่ได้ได้เยี่ยงไร? บัดนี้
ข้าไม่กล้าที่จะทำความรู้จัก เพราะว่าข้าไร้
ชื่อเสียง เกรงว่าซีโส่วจะจำไม่ได้มากกว่า!”
“นี่ซ่งจื่อกำลังเยาะเย้ยข้าหรือ?” คำพูดของกง
ซุยเหยี่ยนคมคายเล็กน้อย ทว่าบนใบหน้ากลับมี
รอยยิ้มกว้าง ดูไม่เหมือนกำลังโมโหเลย
“หึหึ ข้าผิดไปแล้ว” ซ่งชูอีคำนับเขาแกมเย้าเล่น
ขณะนี้อย่าว่าแต่กงซุนเหยี่ยนจะคุยกับจางอี๋เลย
แม้แต่มองยังไม่มองด้วยซ้ำ หากเปรียบเทียบกัน
แล้ว ความประทับใจของเขาที่มีต่อซ่งชูอีนั้น
ดีกว่ามาก ด้วยเหตุนี้จึงมีสีหน้าเป็นมิตร อีกทั้งยัง
เป็นห่วงอาการปั่วยของนางด้วย
“ฝั่าบาทเสด็จ” บ่าวรายงานอยู่ที่หน้าประตู
ทุกคนต่างลุกขึ้นมา
แสงสว่างที่ประตูมืดลง อิ๋งซื่อก้าวเท้ายาวๆ เข้า
มา
“ถวายบังคมฝั่าบาท” ทุกคนคำนับ
“ไม่ต้องมากพิธี นั่งเถิด” อิ๋งซื่อนั่งลงระหว่างที่
พูดแล้ว
หลังจากนั่งลง ซ่งชูอีเหลือบตาขึ้นมอง ด้วยระยะ
ที่ไม่ห่างกันมาก นางสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน
ว่าอิ๋งซื่อได้เปลี่ยนชุดลำลอง ใบหน้าหล่อเหลา
เย็นชาเหมือนเคย เพียงแต่สีหน้าซีดขาวเล็กน้อย
สีของริมฝีปากก็อ่อนลงไปมาก
นับตั้งแต่เขาขึ้นครองราชย์ สิ่งต่างๆ ได้รับการ
จัดการอย่างเรียบร้อย ดูเหมือนมีดคมที่ตัดความ
ยุ่งเหยิง ทว่ามีดเล่มนี้ก็มิได้กวัดแกว่งส่งเดช คน
ธรรมดาจะเข้าใจความเพียรพยายามของเขาได้
อย่างไร? ต้องขอบคุณที่ร่างกายของเขาแข็งแรง
ไม่ฉะนั้นคงล้มไปนานแล้ว
เขายกชาขึ้นมาจิบคำหนึ่ง เหลือบตาขึ้นแล้ว
กวาดมองรอบหนึ่ง “ยื้อเวลามาพอสมควรแล้ว
ข้าตัดสินใจที่จะสร้างความปรองดองกับรัฐเว่ยอีก
ครั้ง”
กงซุนเหยี่ยนหลุบตาลง ซ่อนเร้นความไม่พอใจใน
แววตา
ซ่งชูอีเห็นว่าคนเหล่านั้นไม่มีท่าทีประหลาดใจ ก็
เข้าใจว่าอิ๋งซื่อได้พูดคุยกับพวกเขาล่วงหน้าแล้ว
ข้อพิพาทมีไว้แสดงให้รัฐเว่ยดูเท่านั้น
เงียบงันครู่หนึ่ง กงซุนเหยี่ยนคำนับทันใด
“กระหม่อมตัดสินใจจะลาออกจากตำแหน่งแม่
ทัพพ่ะย่ะค่ะ!”
อิ๋งซื่อผู้ไม่เคยตกใจกับสิ่งใดกลับแสดงอาการ
ประหลาดใจเป็นครั้งแรก แต่ว่าก็เพียงชั่วอึดใจ
เท่านั้น เขาดึงสติกลับมาแล้วถอนหายใจจากปาก
แผ่วเบา “ชื่อเสียงของซีโส่วนั้นสมคำร่ำลือ
จริงๆ!”
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน เดินไปด้านหน้ากงซุนเห
ยี่ยน สะบัดแขนเสื้อแล้วค้อมคำนับยาวนาน “รัฐ
ฉินต้องการคนมีความสามารถเยี่ยงท่าน อิ๋งซื่อ
ขอให้ท่านอยู่ต่อด้วยความจริงใจ!”
กงซุนเหยี่ยนไม่กล้าที่จะมอบความไว้วางใจ รีบ
ลุกขึ้นคำนับกลับ อย่างไรก็ดี หลังจากช่วง
ระยะเวลาสั้นๆ เขาก็ได้เห็นข้อเท็จจริงหนึ่งอย่าง
ชัดเจน ทิศทางทั่วไปของเขาต่างจากอิ๋งซื่อ อิ๋งซื่อ
ผู้นี้สามารถก้มหัวให้อย่างเต็มใจเพื่อขอร้องผู้ที่มี
ความสามารถ แต่ความเย่อหยิ่งในกระดูกของเขา
นั้นไม่สามารถลบออกไปได้ อิ๋งซื่อได้กำหนด
หนทางแห่งอนาคตของฉินไว้ในใจแล้วและจะไม่
ยอมผู้ใดเด็ดขาด! อิ๋งซื่อชอบในความสามารถทาง
ทหารของตน ดังนั้นการร้องขอด้วยท่าทางที่ต่ำ
ต้อยกว่าเช่นนี้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เขากลายเป็น
บุคคลผู้มีพรสวรรค์ที่เขาต้องการใช้และรัฐฉิน
จำเป็นต้องมีก็เท่านั้น!
เพียงแต่ว่ากงซุนเหยี่ยนเป็นคนที่ทำทุกอย่างด้วย
ความสุดโต่ง คนอื่นจะไม่ยอมรับความคิดของเขา
ก็ได้ แต่อย่าได้คิดที่จะเปลี่ยนแปลงเขา!
“กระหม่อมได้ตัดสินใจแล้ว ได้โปรดฝั่าบาททำให้
มันสมบูรณ์ด้วย!” ในขณะที่อิ๋งซื่อจะใช้กลยุทธ์
ของจางอี๋ เขาก็ได้ตัดสินใจแล้ว วันนี้ได้เห็น
สถานการณ์โดยรวมถูกกำหนดไว้ ก็ไม่จำเป็นต้อง
เสียเวลาอีกต่อไป
อิ๋งซื่อครุ่นคิด “ท่านแม่ทัพให้เวลาข้าพิจารณา
เถิด”
“กระหม่อมจะรอข่าวจากฝั่าบาท” เขาพูดจบก็
โค้งคำนับ หมุนตัวจากไปอย่างอิสระ
อิ๋งซื่อเป็นคนเด็ดขาดเสมอมา และรู้ดีว่ากงซุนเห
ยี่ยนเข้ากับตนไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกลยุทธ์
หรือนิสัย แต่ว่าในด้านการทหาร เขาเป็นผู้ที่มี
พรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่ง! หากรัฐฉินสูญเสียคน
เช่นนี้ไปก็นับเป็นความสูญเสียอันใหญ่หลวงอย่าง
แท้จริง
“พวกเจ้ามีวิธีรั้งเขาไว้หรือไม่?” อิ๋งซื่อหันมาถาม
พวกซ่งชูอี
ต่อให้มีวิธี จางอี๋ก็จะไม่เปิดปากอย่างแน่นอน
นับประสาอะไรกับไม่มีเล่า?
ชูหลี่จี๋คิดว่าไม่จำเป็นต้องอธิบายมากเกินไป
“กระหม่อมไม่มีวิธี”
แววตาล้ำลึกของอิ๋งซื่อหยุดอยู่ที่ซ่งชูอี
ในความจริงแล้ว นางแค่มาดูความครึกครื้น
เท่านั้น นี่มันเรื่องอะไรกัน?
——————–
[1] เซ่าซ่างเจ้า เป็นตำแหน่งที่รองจากต้าซ่าง
เจ้าขุนนางชั้นสูงสุดแห่งรัฐฉินในช่วงจั้นกั๋ว มี
อำนาจทางการทหารและการเมือง