กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 27 พบคนเคยรู้จัก
ครั้นซ่งชูอีเงยหน้า เห็นชายวัยกลางคนอายุราวสี่
สิบนั่งอยู่บนพระแท่น รูปหน้าคมชัด ค่อนข้าง
อ่อนโยนและสง่างาม แต่ขมับสองข้างมีริ้วผม
หงอกเล็กน้อย ท่าทางอ่อนล้า เห็นได้ชัดว่า
หมกมุ่นในกามอารมณ์มากเกินไป
ซ่งชูอีคาดเดาไว้แล้วว่าอาจจะได้เจอกับราชทูต
รัฐเว่ย์ แต่นางไม่หวาดหวั่น ตราบใดที่เปั้าหมาย
ต่างกัน นางไม่เชื่อว่าราชทูตที่มาถึงรัฐซ่งก่อน
หน้านี้จะโง่เขลาและโต้เถียงกับนางในท้องพระ
โรง “เป็นพระประสงค์ขององค์จักรพรรดิ หวย
จินมิกล้าคาดคะเน แต่หวยจินมาเพื่อกองทหาร
สามหมื่นนายพะยะค่ะ”
“อ๋อ?” ซ่งทีเฉิงจวินหลุบตาลง มองผู้ที่ยืนอยู่
เบื้องล่างสองคนด้วยสายพระเนตรเย็นชา “เว่ย์
โหวช่างน่าสนใจ คนที่ส่งมาก็อายุน้อยลงเรื่อยๆ
คิดจะเยาะเย้ยกว่าเหริน[1]งั้นรึ?”
ได้ยินดังนี้ ซ่งชูอีหันมอง เมื่อเห็นใบหน้าของผู้นั้น
แล้ว อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ
เขาเป็นชายผู้หนึ่งอายุประมาณสิบแปดสิบเก้า
รูปร่างสูง สวมชุดสีขาวนวลจันทร์ คอเสื้อและ
แขนเสื้อสีฟั้าเข้ม ชุดจีนชั้นสูง เข้ากับใบหน้าหล่อ
เหลา สูงส่งและสง่างาม แต่เขากลับเป็น…หมิ่น
ฉือ
ชาติที่แล้ว เมื่อซ่งชูอีพบกับหมิ่นฉือ เขาอายุยี่สิบ
กว่าแล้ว บุคลิกในเวลานั้นมิอาจเทียบกับเวลานี้
แต่คิ้วตายังคงเหมือนเดิม
หมิ่นฉือเห็นว่านางจ้องตัวเองเขม็ง อดไม่ได้ที่จะ
เลิกคิ้วอันงดงาม แต่ก็ไม่ได้สนใจนางอีก ประสาน
มือคำนับตอบซ่งทีเฉิงจวิน “ซ่งจวินกล่าวเกินไป
แล้ว ไม่ใช่เป็นการเยาะเย้ยซ่งจวิน หากแต่พวก
เรารัฐเว่ย์ขาดแคลนคนจริงๆ”
บรรดาขุนนางและทหารที่อยู่เต็มท้องพระโรง
ระเบิดหัวร่อ มันดังกึกก้องภายในห้องโถงอันว่าง
เปล่าราวกับเสียงฟั้าร้อง ซ่งชูอีไม่ได้ไปคิดอีกว่า
จะแทงหมิ่นฉือในภายหลังเพื่อระบายความแค้น
ดีหรือไม่ อาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังครื้นเครง
นางร้องโหยหวนทันใดพร้อมยกแขนเสื้อปกปิด
ใบหน้า
เสียงหัวเราะหยุดลงแทบจะทันที ชายหนุ่มในชุด
จีนอายุราวสามสิบผู้หนึ่งมีรอยยิ้มดูถูกดูแคลนบน
ใบหน้า ถามด้วยความรู้สึกสนอกสนใจ “เหตุใด
เด็กน้อยจึงกรีดร้องในท้องพระโรง?”
การเรียกราชทูตว่า “เด็กน้อย” และการเอ่ยคำ
ว่า “กรีดร้อง” นั้นพฤติกรรมที่ไร้มารยาทอย่าง
ยิ่ง
ถ้าหากเป็นบัณฑิตสูงส่งผู้รักในศักดิ์ศรี จักต้อง
เดือดดาลเป็นแน่แท้ แต่ซ่งชูอีไม่เคยใส่ใจเรื่อง
พรรค์นี้ ปิดหน้าสะอื้น “หวยจินเป็นชาวซ่ง บัดนี้
เห็นรัฐซ่งกำลังจะสิ้น ในใจเจ็บปวดยิ่งนัก จึงได้
เสียมารยาท”
“ไร้สาระ!” รอยยิ้มบนใบหน้าของชายชุดจีนหาย
วับ จากเสือผู้ยิ้มแย้มกลับกลายเป็นขึงขัง เขาโค้ง
คารวะซ่งทีเฉิงจวินพร้อมกล่าว “ฝั่าบาท ผู้นี้
วาจาสามหาวสาปแช่งรัฐซ่งของข้า สมควรนำตัว
ไปตัดหัว!”
“ท่านมหาเสนาบดีอย่างได้ร้อนใจ กว่าเหริน
อยากฟังว่าเขาจะกล่าวเยี่ยงไร” ซ่งทีเฉิงจวินตรัส
ที่แท้เขาก็คือซ่งเหยี่ยน! ทันใดนั้นซ่งชูอีก็เข้าใจว่า
เหตุใดเขาถึงดุดันเพียงนี้ เพราะหลังจากที่นาง
มาถึงรัฐซ่งไม่ได้แวะคารวะเขา แต่กลับไปขอพบ
เถาติ้ง เขาจะต้องคิดว่านางนำเงินทองของมีค่า
มอบให้เถาติ้งมากมายเป็นแน่ จึงก่อเกิดความไม่
พอใจ
ซ่งชูอีเข้าใจเหตุผลในทันที และนางก็ไม่มีเวลาที่
จะใส่ใจ รีบกล่าวทูลซ่งทีเฉิงจวิน “ทหารเว่ยพ่าย
แพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กำลังเคลื่อนไหวของรัฐเว่ยล
ดลงเป็นอย่างมาก กองกำลังเทียบไม่ได้กับเมื่อ
ครั้นผังเจวียนเป็นผู้สั่งทัพ แต่นี่ก็เป็นช่วงเวลาที่
อันตรายที่สุดของรัฐซ่ง”
แม้นซ่งทีเฉิงจวินมักมากในสุรานารี แต่พระองค์ก็
สามารถแย่งชิงบัลลังก์ได้สำเร็จ ไม่ใช่ชนรุ่น
ธรรมดาทั่วไปเป็นแน่
พระองค์พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกเหมือนมี
เหตุผลอยู่บ้าง อดไม่ได้ที่จะนั่งตัวตรง ตรัสถาม
“เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้?”
“เป็นที่ทราบกันดี ฉินและเว่ยสองรัฐสู้รบกันปีละ
สามครา สามปีจะมีสงครามใหญ่ครั้งหนึ่ง บัดนี้
สถานการณ์ของรัฐเว่ยตกต่ำ และหลังจากซาง
ยางแก้ไขกฎหมายรัฐฉินแล้ว ความแข็งแกร่งของ
รัฐเพิ่มขึ้นมาก รัชทายาทอิ๋งซื่อวางกลยุทธ์ทาง
ทหารยาวนาน ชาวฉินเก่งกาจด้านการสู้รบ
บัดนี้จวินองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์แล้ว ต้องฉวย
โอกาสนี้ในการเปิดศึกนองเลือดกับรัฐเว่ยเป็นแน่
รัฐเว่ยจำต้องเตรียมกำลังพล แต่ภายใน
ระยะเวลาอันสั้นจะหาเสบียงและทหารม้าได้
เยี่ยงไรกัน”
“แล้วทำเยี่ยงไรรึ?” ซ่งทีเฉิงจวินตรัสถาม
“ใช้สงครามเลี้ยงทหาร” ซ่งชูอียิ้มจางๆ พร้อม
เอ่ยเชื่องช้า “รับผลประโยชน์สูงสุดด้วยสงคราม
ที่เล็กที่สุด ฉี ฉู่ หาน เจ้า ซ่ง พระองค์คาดกว่า
รัฐเว่ยจะเลือกสั่งกองทัพจากรัฐใด?”
ในบรรดาห้ารัฐที่ซ่งชูอีเอ่ยล้วนมีเขตชายแดนติด
กับรัฐเว่ย นอกเหนือจากรัฐซ่งแล้ว สี่รัฐที่เหลือก็
นับเป็นเจ้าสงครามแห่งเจ็ดรัฐ ในบรรดา
ทั้งหมดฉีและฉู่มีกำลังแข็งแกร่งที่สุด และ
หลังจากที่หานเจ้าเว่ยสามรัฐแยกตัวกันแล้ว ก็
เป็นพันธมิตรต่อกันนับครั้งไม่ถ้วน ภายใต้
สถานการณ์เช่นนี้ อ๋องเว่ยน่าจะยุ่งอยู่กับการผูก
มิตรกับรัฐเหล่านี้กระมัง!
ซ่งชูอีเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของทุกคน ท่าทีก็สงบ
ลง “ข้าน้อยยังเคยได้ยินเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง
อยากเล่าให้ทุกท่านฟัง”
“ท่านเชิญกล่าว” ท่าทีของซ่งทีเฉิงจวินจริงจัง
กว่าเมื่อครู่มาก อีกทั้งยังให้ความเคารพต่อซ่งชูอี
อย่างดี แม้นางพูดว่าเรื่องตลก แต่ในท้องพระโรง
ไม่มีผู้ใดแสดงอาการของการรอฟังเรื่องขบขันเลย
แม้แต่น้อย
ซ่งชูอีเล่าเสียงกระซิบ “ขณะที่ข้าน้อยผ่านแม่น้ำ
ซุยสุ่ยอยู่นั้น เห็นหอยกาบตัวหนึ่งขึ้นมาจากน้ำ
เพื่ออาบแดด นกกระยางตัวหนึ่งบินโฉบมาจิก
เนื้อหอยพอดี หอยรีบหุบเปลือกของมัน หนีบ
ปากยาวๆ ของนกกระยางตัวนั้นแน่น
นกกระยางกล่าว ‘วันนี้ฝนไม่ตก พรุ่งนี้ฝนไม่ตก
เจ้าจะถูกแดดเผาจนตาย’ หอยตอบ ‘วันนี้ไม่
ปล่อยเจ้า พรุ่งนี้ไม่ปล่อยเจ้า เจ้าก็จะอดตาย’ ทั้ง
คู่ต่างไม่ยอมกัน ในเวลานี้เองชาวประมงผ่านมา
และจับทั้งสองตัวไปอย่างง่ายดาย”
หมิ่นฉือยืนอยู่ในท้องพระโรงเงียบๆ มองซ่งชูอี
เหมือนกับคนอื่น นางสวมเสื้อคลุมแขนกว้าง
ธรรมดาตัวหนึ่ง ผมสีดำถูกมัดอย่างหลวมๆ อยู่
บนศีรษะ ปักด้วยปินไม้ ทั้งร่างกายไร้
เครื่องประดับ ด้วยสีสันที่ไม่มากจนเกินไปนั้นเข้า
กับใบหน้าเรียบๆ ของนาง
“เรื่องราวของท่านน่าสนใจยิ่ง” แม้นซ่งทีเฉิงจวิน
ตรัสเช่นนี้ แต่หัวใจกลับเต้นแรง รัฐเว่ย์ก็คือ
ชาวประมงที่รอคอยการต่อสู้ของนกกระยางและ
หอยกาบสินะ!
ท้องพระโรงเงียบสงัด
เถาติ้งหลุบตาลง เมื่อคืนซ่งทีเฉิงจวินตรัสว่าเช้านี้
อยากจะหาวิธีเล่นกันซ่งชูอีเสียหน่อย เขาจึงคิด
วิธีของ “หวันหลัน” แม้นนางจะไม่ได้สวมชุดเต็ม
รูปแบบ แต่ผู้น้อยที่สามารถประคับประคอง
เครื่องแต่งกายผู้ใหญ่ด้วยความอดทนได้นั้นหาได้
ยากยิ่ง
ซ่งชูอีถอนหายใจ “จู่โจมซ่งครานี้ อันที่จริงฝั่า
บาทของข้าถูกเว่ยอ๋องบังคับข่มขู่ จำต้องทำตาม!
รัฐเว่ย์ของข้ามีสายเลือดเดียวกันกับราชวงศ์โจว
ครานี้เว่ยอ๋องเพียงต้องการหาข้ออ้างให้รัช
ทายาทโจวไร้ซึ่งคำพูดก็เท่านั้น! เฮ้อ! บัดนี้เกรง
ว่าเว่ยอ๋องจะใช้ข้ออ้างในการผ่านดินแดนของรัฐ
หนึ่งด้วยความยินยอมจากรัฐอื่น และยึดครอง
อาณาจักรแล้ว”
กองทัพใหญ่จากต่างแดนเดินทางเข้าอาณาจักร
หากต้องการเจรจาต่อรอง ภายใต้สถานการณ์
ส่วนใหญ่แล้ว จำเป็นต้องส่วนค่าตอบแทน
จำนวนหนึ่ง เว่ยอ๋องจะต้องใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง
เพื่อผนวกแผ่นดินรัฐเว่ย์ด้วยความชอบธรรม
อย่างแน่นอน
แม้ว่าบัดนี้บ้านเมืองระส่ำระส่าย แต่นักการ
ทหารกล่าวว่า หากทำการผลีผลาม รัฐขาดความ
ปรองดอง ไม่ว่าสงครามใดก็จักพ่ายแพ้ ดังนั้น
เพื่อเป็นการสร้างกำลังใจและกำลังการ
เคลื่อนไหวภายในกองทัพ จำต้องหาเหตุผลที่ทรง
เกียรติและสง่าผ่าเผย
หมิ่นฉือรู้ว่าได้โอกาสพูดแล้ว จึงรีบเอ่ยขึ้น “ฝั่า
บาทของข้า ยินดีที่จะเสนอเครื่องเพชรพลอยหก
คันเกวียน ม้าหนึ่งร้อยตัว สาวงามเจ็ดสิบนาง
รวมทั้งเครื่องทองเหลือง ท่านซ่งจวินได้โปรดทรง
พิจารณาเรื่องการประนีประนอมครานี้ด้วยพะย่ะ
ค่ะ!”
“หึ ต้องการจะสรุปเรื่องนี้ด้วยสินค้าเพียงน้อยนิด
เองรึ?” เถาติ้งพ่นลมหายใจเย็นชา
ซ่งชูอีประหลาดใจ สิ่งของเหล่านี้ก็นับว่า
เหลือเฟือแล้วแม้สำหรับรัฐใหญ่! ยังไม่รู้จักพออีก
หรือ? ไม่โหดร้ายไปหน่อยหรือ?
กระเปั๋าส่วนตัวของมหาเสนาบดีซ่งเหยี่ยนน่าจะ
เต็มแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้สร้างปัญหามากนัก ขุน
นางท่านหนึ่งเสนอขึ้น “หากรัฐซ่งของข้าปล่อย
เรื่องนี้ไปง่ายดายเช่นนี้ จะชวนให้รัฐมหาอำนาจ
ในเขตชายแดนพากันคิดว่ารังแกรัฐซ่งได้ เช่นนั้น
ก็ให้เว่ย์โหวมาขอร้องด้วยตัวเองเถิด!”
สำหรับเจ้ารัฐผู้เรืองอำนาจ นี่นับว่าเป็นการดูถูก
เหยียดหยาม แต่มันกลับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด
สำหรับเว่ย์โหว ตราบที่แก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ อย่า
ว่าแต่มาขอร้องด้วยตัวเองเลย หากต้องจูงม้าขับ
เกวียนให้ซ่งทีเฉิงจวิน เขาก็ยินยอม
“ใต้เท้า ยังมีอีกเงื่อนไข” จู่ๆ เถ้าติ้งพูดแทรก
——————–
[1] กว่าเหริน เป็นคำสรรพนามที่ทีเฉิงจวินใช้
แทนตัวเอง