กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 272 เสียนจื่อหญิงแห่งสำนักม่อ
นอกเหนือจากเรื่องนี้ เว่ยเต้าจื่อไม่รู้ว่าควรจะ
อธิบายอย่างไรดี เพียงแต่รู้สึกว่าการเดินทางมา
เสียนหยางครั้งนี้ไม่เสียเที่ยว ดีเลวอย่างไรก็ได้
เปิดหูเปิดตาสักครั้ง
“เฮ้อ! ใต้หล้าอันกว้างใหญ่ ทุกสรรพสิ่งล้วนมีทาง
ของมันในการสร้างความหัศจรรย์เหนือคำ
บรรยาย!” เว่ยเต้าจื่อเงยหน้าถอนหายใจครู่หนึ่ง
แล้วกลับห้องไปนอนต่อ
หลังจากเจ้าอี่โหลวปั้อนยาให้ซ่งชูอีแล้วก็ให้หนิง
ยาเฝั้า ส่วนเขารีบไปลางานกับซือหม่าชั่วด้วย
ความรวดเร็วแล้ว
พระอาทิตย์ที่เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟั้าในยามเช้า
ค่อยๆ ซ่อนตัวอยู่ในชั้นเมฆอีกครั้ง เมฆดำมืด
ครึ้มก่อตัวตลอดทั้งวัน จนกระทั่งเวลาพลบค่ำฝน
จึงเริ่มตก ดับความร้อนแห้งของหล่งซีในช่วงต้น
ฤดูร้อน
หัลงจากซ่งชูอีดื่มยาไข้ก็ค่อยๆ ลดลง ทว่า
อารมณ์ของเจ้าอี่โหลวยังคงร้อนรุ่ม ตราบที่
ปกปั้องนางทุกย่างก้าวเท่านั้นจึงจะสบายใจ
สายฝนตกกระทบชายคาดังเปาะแปะ เย็นสบาย
และเงียบสงบ ทั้งเมืองเสียนหยางถูกปกคลุมอยู่
ท่ามกลางหมอกพิรุณ คนเดินถนนมีน้อยมาก
ในสายฝน รถม้าสีเทากำลังเคลื่อนตัวไปบนถนน
สายหลักช้าๆ และหยุดลงตรงหน้าจวนของ
จวงจื่อ เด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกคนหนึ่งลงมา
จากรถม้าเป็นคนแรก มือหนึ่งกางร่มออกด้วย
ความคล่องแคล่ว อีกมือหนึ่งประคองชายชรา
อายุมากกว่าหกสิบลงมาจากในรถ
ทั้งสองคนล้วนสวมเสื้อคลุมแขนกว้างธรรมดา
ผมที่ขาวโพลนดุจหิมะของชายชราถูกพาดไว้ข้าง
หลังศีรษะครึ่งหนึ่ง หนวดสีขาวเกลี้ยงเกลา
สะอาดตา ทว่าแทบไม่มีริ้วรอยบนใบหน้า
ลักษณะราวกับเทพเซียนที่มีสุขภาพดียิ่ง
เมื่อมาถึงหน้าประตู เด็กหนุ่มก็ยกมือขึ้นเคาะๆ
ประตู
ประตูเปิดออกเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เป็นเด็กชายอายุ
สิบห้าสิบหกปีโผล่ศีรษะออกมาเช่นกัน ครั้นเห็น
ทั้งสองคนที่อยู่หน้าประตูก็รีบคำนับ “คารวะ
ท่านอาจารย์ปูั่น้อย คารวะอาจารย์อา พวกท่าน
ได้โปรดรอสักครู่”
เด็กหนุ่มรีบหมุนตัวไปปลดปลอนประตูเพื่อเปิด
ประตูใหญ่ “อาจารย์ปูั่น้อย อาจารย์อาเชิญเข้า
มา!”
“เซ่าหยาง เจ้าเอาเทียบของข้าฉบับนี้ให้ศิษย์พี่
ของเจ้าเพื่อให้ซ่งจื่อก่อน แล้วให้เขามาพบข้า”
หลังจากชายชราผ่านประตูมาก็หันไปพูดกับเด็ก
หนุ่มที่ถือร่ม
“ขอรับ อาจารย์” ม่อเซ่าหยางรับคำ
ทันทีที่พวกเขามาถึงทางเดิน ก็มีบัณฑิตในเสื้อ
คลุมสีดำกว่าสิบคนออกมารับหน้า เอ่ยคำนับโดย
พร้อมเพรียงกัน
“คารวะอาจารย์”
“คารวะอาจารย์อา”
“คารวะอาจารย์ปูั่”
“คารวะอาจารย์ปูั่น้อย”
“อืม เข้าไปคุยกันเถิด” ชายชราพยักหน้า
ม่อเซ่าหยางเก็บร่ม ประสานมือคำนับกลุ่มคนที่มี
รุ่นราวคราวเดียวกัน “คารวะศิษย์พี่ทุกท่าน”
หลังจากคำนับกันเสร็จเรียบร้อย ก็เดินเรียงแถว
กันเข้าไป
เมื่อนั่งลงแล้ว ชายวัยกลางอายุสี่สิบกว่าคนหนึ่งที่
นั่งอยู่แถวซ้ายบนสุดกล่าวขึ้น “ได้ยินว่าอาจารย์
เจ็บปั่วยระหว่างทาง ตอนนี้หายแล้วหรือยัง?”
“อืม ผ่านไปหลายเดือน ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว”
ชายชรารับน้ำที่ม่อเซ่าหยางส่งมา จิบคำหนึ่งแล้ว
เอ่ยว่า “ได้ยินว่าซ่งจื่อส่งซ่งเจียนเป็นศิษย์ของ
เยี่ยนหลีรึ?”
อีกคนตอบ “ขอรับ อาจารย์อา พฤติกรรมของซ่ง
หวยจินเช่นนี้ เกรงว่าไม่ต้องการคบค้ากับ
สำนักม่อแล้ว”
ชายชราหลุบตาลง พยักหน้าครุ่นคิด “ดูเหมือน
ซ่งจื่อต้องการเลี้ยงซ่งเจียนเป็นองครักษ์ข้างกาย
ไม่สามารถให้เขามีสำนักได้ ศิษย์น้องเจ้าเค่อของ
พวกเจ้าก็เพราะเขาขอให้คนฝากฝังเข้าสำนักม่อ
หากเขามีอคติกับสำนักม่อจริงๆ จะทำเยี่ยงนี้
ทำไม?”
“ช่างน่าเสียดายซ่งเจียนนัก!” คนนั้นถอนหายใจ
เอ่ย
แววตาของชายชราเหลือบมองเขาเล็กน้อย “ต่อ
ให้เขาคารวะเจ้าเป็นอาจารย์ เจ้ากล้ารับประกัน
ไหมว่าจะสอนได้ดีกว่าเยี่ยนหลี?! แสวงหาความ
แข็งแกร่งหวงแหนพรสวรรค์นั้นไม่ผิด ทว่าอย่า
ลืมแก่นแท้ของสำนักม่อ!”
“อาจารย์ปูั่น้อยสอนได้ถูกต้อง!” คนผู้นั้น
ประสานมือด้วยความเคร่งขรึม
บุคคลผู้นี้เป็นอาจารย์ของกู่จิง ปรมาจารย์แห่ง
สำนักม่อนามว่าสวินซื่อ
นับตั้งแต่ที่จวี้จื่อคนก่อนเสียชีวิต ก็เริ่มมีสัญญาณ
แห่งการแตกหักจางๆ ภายในสำนักม่อ จวี้จื่อรุ่น
นี้รับช่วงดูแลสำนักม่อในวัยหกสิบ บัดนี้ผ่านมา
ห้าปีแล้ว เจ็บปั่วยออดๆ แอดๆ ตั้งแต่ปีกลาย
ศิษย์สำนักม่อก็เริ่มแสดงอาการกระเหี้ยน
กระหือรือ
จีเจ่อเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับจวี้จื่อคนปัจจุบัน
เพียงแต่อายุน้อยกว่าหนึ่งปี ส่วนสุขภาพร่างกาย
ก็ไม่ใคร่ดีนัก ดังนั้นจึงถือว่าถอนตัวจากการต่อสู้
เพื่อชิงตำแหน่งของจวี้จื่อนานแล้ว รุ่นนี้ของพวก
เขาเหลือเพียงสามคน นอกเหนือจากจวี้จือกับจี
เจ่อ ยังมีปรมาจารย์ดาบอีกคนซึ่งอายุเพียงสี่สิบ
กว่าๆ ในปีนี้ แต่เป็นผู้หญิง หากคำนวณดูแล้ว
นางอายุน้อยกว่าชวนกู้ที่เป็นรุ่นน้องหกถึงเจ็ดปี
ทีเดียว
และปรมาจารย์ดาบหญิงผู้นี้ก็คืออาจารย์ของเจ้า
อี่โหลว ฉู่เจาเสี่ยน
ฉู่เจาเสี่ยนเป็นชาวฉู่ ชื่อเดิมคือฉู่เจา ส่วนคำว่า
“เสี่ยน” เป็นคำเรียกยกย่อง
สำนักขงจื้อและสำนักม่อถูกเรียกว่าเป็น “เสี่ยน
เสวีย (สำนักเมธี)” ที่ยิ่งใหญ่สองแห่ง สิ่งที่
เรียกว่า “เสี่ยนเสวีย” หมายถึงสำนักกระแสหลัก
ที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อใต้หล้า การที่ฉู่
เจาเสี่ยนสามารถมีตัวอักษรนี้ได้ ก็รู้ได้ว่านาง
จะต้องเก่งกาจด้านวิชาการเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะ
ที่เป็นบุคคลตัวแทนของเสี่ยนเสวีย เสี่ยนจื่อ
และจวี้จื่อล้วนเป็นบุคคลที่มีสถานะสูงส่งแห่ง
สำนักม่อ สิ่งที่แตกต่างกันคือ จวี้จื่อกุมอำนาจที่
แท้จริง มีอำนาจการตัดสินใจและระดมลูกศิษย์
แห่งสำนักม่อ ส่วนเสี่ยนจื่อรับผิดชอบในการ
กำกับดูแล
ฉู่เจาเสี่ยนมีทักษะดาบและทักษะในเครื่องกลไก
ดีกว่า เป็นปรมาจารย์ดาบและเครื่องกลไกแถว
หน้าของสำนักม่อ
เดิมทีฉู่เจาเสี่ยนเป็นตัวเลือกเดียวในการสืบทอด
ตำแหน่งจวี้จื่อ ทว่าเนื่องด้วยนางเป็นผู้หญิง ทำ
ให้ผู้คนมากมายไม่พอใจ ศิษย์สำนักม่อแตกแยก
ออกเป็นสองฝั่าย ฝั่ายหนึ่งสนับสนุนชวีกู้ศิษย์
ใหญ่แห่งสำนักม่อ อีกฝั่ายสนับสนุนฉู่เจาเสี่ยน
ทุกคนพูดคุยกับครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าจีเจ่อมีสีหน้า
อ่อนล้า จึงต่างหาข้ออ้างจากไป ให้เขาได้พักผ่อน
ม่อเซ่าหยางสวมชุดคลุมฟางกันฝน ขี่ม้าฝั่าฝนไป
ยังจวนกั๋วเว่ย
***
ท้องฟั้ามืดครึ้มแล้ว ซ่งชูอีเพิ่งจะฟืนหลังจากหมด
สติไปทั้งวัน ทว่าร่างกายยังคงอ่อนแอเล็กน้อย
เจ้าอี่โหลวปั้อนน้ำให้นางดื่ม นางพิงอยู่บนเตียง
โดยไม่ขยับตัวแม้แต่น้อยและจิบน้ำเป็นครั้งคราว
จางอี๋กับชูหลี่จี๋มหาเสนาบดีทั้งสองกังวลเกี่ยวกับ
อาการบาดเจ็บของ “น้องชาย” จึงทำงานอย่าง
หนักทั้งวัน จนกระทั่งบัดนี้จึงจะสามารถเจียด
เวลามาเยี่ยมได้
ทันทีที่ทั้งสองคนเข้าห้องมาก็เห็นซ่งชูอีที่มีท่าทาง
เกียจคร้านจนน่าโมโหเช่นนี้ อึ้งไปชั่วขณะ
“ระยะหลังมานี้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมากแล้วมิใช่
รึ? เหตุใดจู่ๆ จึงจับไข้ได้?” จางอี๋ผู้ไม่รู้เรื่องราว
นึกว่าโรคเก่าของซ่งชูอียังคงทิ้งร่องรอยเอาไว้
ซ่งชูอีเหลือบตาขึ้นมอง “พี่ใหญ่ทั้งสองมาแล้วรึ?
น้องชายไม่สะดวกลุกขึ้น พวกท่านตามสบาย”
“เห็นว่าเจ้าไม่เป็นไร พวกเราก็วางใจมากแล้ว”
ชูหลี่จี๋กล่าว
“ท่านเจ้าคะ” หนิงยายืนอยู่นอกฉากกั้น กล่าว
รายงานว่า “ท่านแม่ทัพมาเยี่ยมท่านเจ้าค่ะ”
บางแห่งในร่างกายส่วนล่างของซ่งชูอีมีความ
เจ็บปวด ครั้นได้ยินว่าซือหม่าชั่วรู้เรื่องนี้ ทันใด
นั้นแม้แต่ศีรษะก็ปวดไปด้วย “อี่โหลวเจ้าไป
ต้อนรับเถิด”
เฮ้อ! กระทำเรื่องของหนุ่มสาวเพียงเล็กน้อย คิด
ไม่ถึงว่าจะทำจนได้ผลลัพธ์เยี่ยงนี้ ช่างน่าเป็นห่วง
จริงๆ! เจ้าอี่โหลววางถ้วยชาลงด้วยสีหน้าซับซ้อน
ออกไปต้อนรับตามที่บอก
ไม่ช้า เจ้าอี่โหลวก็พาห้าหกคนเข้ามา แน่นอนว่า
คนที่นำหน้าคือซือหม่าชั่ว คนอื่นๆ ก็คือซย่า
เฉวียนกับนายพลไม่กี่คน
“ข้าน้อยคารวะกั๋วเว่ย!” นายพลสองสามคนนั้น
กำหมัดคำนับ
ซือหม่าชั่วเอ่ยถาม “กั๋วเว่ยรู้สึกดีขึ้นบ้าง
หรือไม่?”
ซ่งชูอียิ้มเอ่ย “ไม่เป็นอะไรมาก ขอบคุณทุกท่าน
ที่เป็นห่วง”
ทหารใหม่เพิ่งได้รับการคัดเลือก การฝึกซ้อม
เข้มข้น บวกกับการเปลี่ยนแปลงระบบทหารของ
ซ่งชูอี เหล่าทหารต่างยุ่งจนเท้าไม่แตะพื้น พวก
เขาก็ไม่ได้เป็นคนพูดเก่ง เพียงกล่าวคำห่วงใย
สองสามคำก็จากไปแล้ว
หนิงยาเพิ่งจะส่งพวกซือหม่าชั่ว ก็พบกับม่อเซ่า
หยางพอดี จึงวิ่งเหยาะกลับมาอีกครั้ง “ท่านแม่
ทัพ ม่อเซ่าหยางแห่งสำนักม่อขอพบเจ้าค่ะ”
เจ้าอี่โหลวนิ่งไปครู่หนึ่ง จึงนึกขึ้นได้ว่าม่อเซ่าหยา
งคือใคร
“ข้าไปแล้วจะกลับมา” เขาพูดกับซ่งชูอี
“อืม” ซ่งชูอีพยักหน้า
เจ้าอี่โหลวกางร่มเดินลัดผ่านลาน จนกระทั่งถึง
ประตูบ้าน
เด็กหนุ่มในชุดดำยืนกอดอกชมสายฝนอยู่ใต้
ทางเดิน ครั้นได้ยินเสียงฝีเท้าก็หมุนตัวกลับมา
เห็นเจ้าอี่โหลวที่ยังอยู่ห่างจากตนสองจั้งก็
ประสานมือเอ่ย “คำนับศิษย์พี่”
เด็กหนุ่มในชุดดำอายุประมาณสิบห้าสิบหกปี
ลายเส้นบนใบหน้ามีความอ่อนโยน คิ้วตาไม่
ละเอียดอ่อนนัก ทว่ารวมกันแล้วมีเสน่ห์ยิ่ง มี
บุคลิกอ่อนโยนและสง่างามตั้งแต่เด็ก ทำให้ผู้คน
รู้สึกคุ้นเคยตั้งแต่แรกเห็นได้อย่างง่ายดาย เจ้าอี่
โหลวมองสำรวจม่อเซ่าหยางสองสามรอบ เขาอยู่
ที่สำนักม่อไม่ถึงสองปี ตอนที่จากมา ม่อเซ่าหยาง
เพิ่งจะเข้าสำนัก ทั้งสองคนมิได้มีอาจารย์คน
เดียวกัน ด้วยเหตุนี้จึงไม่สนิทสนม
“ไปเถิด เข้ามาคุยในห้อง” เจ้าอี่โหลวหุบร่มแล้ว
ส่งสัญญาณให้เขาเดินไปตามทางเดิน
“ศิษย์พี่เชิญ” ม่อเซ่าหยางถอยหลังไปครึ่งก้าว
เงียบงันตลอดทาง มีเพียงเสียงฝน
เมื่อเดินเข้ามาในห้องโถงหลัก หลังจากที่ต่างคน
ต่างนั่งลงแล้ว เจ้าอี่โหลวจึงเอ่ยถาม “ช่วงนี้
อาจารย์ข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
ม่อเซ่าหยางยิ้มเอ่ยน้อยๆ “อาจารย์อาก็ยังเป็น
เช่นเดิม หมกมุ่นอยู่กับทักษะเชิงกล วันทั้งวัน
ลึกลับหาตัวจับยาก ครึ่งปีมานี้ข้าพบเจอเพียงแค่
ครั้งหนึ่ง ดูแล้วยังสบายดี”
เขาพูดพลางสำรวจเจ้าอี่โหลวด้วยความแนบ
เนียบ หลังจากเขาเข้าสำนักแล้วก็ใช้เวลาอยู่ลาน
หลักของสำนักม่อนานกว่า แม้จะเห็นเจ้าอี่โหลว
แวบๆ เพียงสองสามครั้ง ทว่าตอนนั้นรู้สึกว่าเขา
มีหน้าตาสง่างามดุจมังกรและหงสา ไม่ใช่คน
สามัญธรรมดาโดยสิ้นเชิง ความประทับใจสุดล้ำ
ลึก บัดนี้ เห็นว่าเขาสูญเสียความไร้เดียงสาใน
ตอนนั้นไปแล้ว แววตาสงบนิ่ง หล่อเหลามีพลัง ดู
คล้ายเทพเจ้ายิ่งนัก
“อาจารย์ลุงสบายดีไหม?” เจ้าอี่โหลวถามอีก
ม่อเซ่าหยางเอ่ย “อาจารย์ล้มปั่วยระหว่างทางไป
เสียนหยาง โชคดีที่แม้ร้ายแรงทว่าไม่เป็น
อันตราย บัดนี้ปลอดภัยแล้ว”
“เช่นนั้นก็ดี” เจ้าอี่โหลวพูดคุยสัพเพเหระไม่เก่ง
แต่เขามีวิจารณญาณที่เฉียบแหลมมาก ม่อเซ่า
หยางเป็นมิตรอย่างแท้จริง เขาจึงกล่าวอีกสอง
สามคำอย่างเป็นธรรมชาติ “อาจารย์ลุงมาด้วย
ตัวเอง เพราะเรื่องของซ่งเจียนรึ?”
ม่อเซ่าหยางเอ่ย “ใช่ แต่ก็ไม่ใช่ เรื่องของซ่งเจียน
เป็นเรื่องรอง อาจารย์มาด้วยตัวเอง หลักๆ แล้ว
เพราะต้องการแวะคารวะซ่งจื่อ อาจารย์ต้องการ
พบศิษย์พี่ก่อนพบซ่งจื่อ ไม่ทราบว่าศิษย์พี่
สะดวกเวลาใด?”
ท่านอาวุโสเชื้อเชิญ มีเหตุผลใดเล่าที่จะไม่ไป
เพียงแต่วาจาของม่อเซ่าหยางฟังแล้วรื่นหูยิ่ง
“พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปแวะคารวะอาจารย์ลุง”
จากนั้นเจ้าอี่โหลวถามต่อ “เหตุใดอาจารย์ลุงจึง
ต้องการพบหวยจิน?”
จีเจ่อในฐานะเสาหลักของจีเจ่อ ไม่อยู่ในลานหลัก
ทว่ากลับเดินทางหลายพันลี้มาเสียนหยาง คงมิได้
มาเพียงเพื่อยกย่องหรอกกระมัง!
“เรื่องนี้…ข้าก็ไม่ใคร่แน่ใจ แต่ว่าครึ่งปีก่อน
อาจารย์อาได้รับแผนภาพเครื่องกลไกซึ่งถูก
ส่งกลับจากสาขารัฐฉิน ว่ากันว่าวาดโดยซ่งจื่อ…
ข้าเดาเอาเองว่าเรื่องนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
อาจารย์อา?” คำพูดของม่อเซ่าหยางนี้ค่อนข้าง
ตรงไปตรงมา เขาคิดว่าเจ้าอี่โหลวน่าจะเข้าใจ
ภายในสำนักม่อปันปั่วน แม้ว่าจีเจ่อมิได้ไม่เคย
แสดงจุดยืนที่ชัดเจน ทว่าทุกพฤติกรรมของเขา
ล้วนสนับสนุนฉู่เจ้าเสี่ยนย่างลับๆ ม่อเซ่าหยางติด
ตามจีเจ่อตลอดเวลา ย่อมสามารถรู้สึกได้
ทว่าม่อเซ่าหยางคาดเดาผิดไปแล้วจริงๆ ขณะที่
เจ้าอี่โหลวอยู่ในสำนักม่อนอกจากฝึกดาบแล้วก็
ฝึกดาบ ไม่เคยสนใจเรื่องอื่นใดเลย ไม่นับว่า
เข้าใจสำนักม่อมากนัก
ในเมื่อม่อเซ่าหยางได้คำตอบแล้ว สิ่งที่ควรพูดก็
พูดออกไปแล้ว จึงส่งจดหมายให้กับเจ้าอี่โหลว
ขอให้เขาทักทายซ่งชูอีสองสามคำ จากนั้นก็ลุก
ขึ้นจากไป
เจ้าอี่โหลวกลับไปยังห้องนอน
ซ่งชูอำลังอ่านเอกสารราชการอยู่บนตั่ง จางอี๋กับ
ชูหลี่จี๋ไม่รู้ว่ากลับไปตั้งแต่เมื่อไรแล้ว
“เจ้าค่อยอ่านพรุ่งนี้ไม่ได้รึไง?” เจ้าอี่โหลวอยาก
จะโมโห ทว่าครั้นคิดว่านางบาดเจ็บเพียงนี้ล้วน
เป็นเพราะเขา คำที่ติดอยู่ข้างปากจึงอ่อนโยนลง
เสียสามส่วน
“ข้าไม่ได้พิการเสียหน่อย บอบบางเพียงนั้นที่
ไหนกัน” ซ่งชูเอ่ย
“อาจารย์ลุงของข้าฝากจดหมายมาให้เจ้า” เจ้าอี่
โหลวยื่นกระบอกไผ่ให้นาง