กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 300 น้ำตาของชูอี
ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้ไกลกว่าหนึ่งจั้งในกอ
กก การหลบหนีทางน้ำจึงไม่ใช่เรื่องยาก
แม่น้ำสาขานี้ไหลไปยังฝังใต้และออกสู่บึงกก
พื้นที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้าเชื่อมต่อ
ผืนน้ำและแผ่นฟั้าเข้าด้วยกัน เป็นทิวทัศน์งดงาม
ของอากาศโปร่งสบายในฤดูใบไม้ร่วง
บาดแผลของกู่จิงได้ถูกโรยด้วยยาห้ามเลือดแล้ว
ทว่าเลือดก็ยังคงไหลสู่ภายนอกไม่หยุด
“มีคนรู้วิชาแพทย์หรือไม่?” ซ่งชูอีนึกขึ้นได้ว่าผู้
อารักขาลับชุดนี้ล้วนมีจุดแข็งเป็นของตัวเอง จึง
เงยหน้าขึ้นถาม
ผู้อารักขาลับที่ถ่อเรือเรือดึงหน้ากากลง ตอบว่า
“กั๋วเว่ย พวกข้ารู้วิชาแพทย์เพียงน้อยนิด ทว่า
บาดแผลของจิงสาหัสมาก อยู่นอกเหนือ
ความสามารถของพวกข้า ทำได้เพียงรีบกลับเหอ
ซีโดยเร็วที่สุด”
โชคดีที่วันนี้ไม่มีลมพัดแรง ผู้อารักขาลับใช้กำลัง
ภายในเพื่อถ่อเรือและสามารถพุ่งออกไปได้เกือบ
สองจั้งในคราวเดียว
ผู้นั้นที่ถ่อเรือกล่าวอีกว่า “ทางน้ำเร็วและราบรื่น
กั๋วเว๋ยอย่าได้เป็นกังวล”
ซ่งชูอีมองไปยังเลือดที่ไหลโครกออกมาก็กุมมือกู่
จิงเงียบๆ ทักษะการแพทย์ของนางไม่เก่งนักแต่ก็
รู้ว่าการที่เลือดสามารถพ่นออกมาได้เป็น
เพราะว่าเส้นเลือดสำคัญถูกทำลาย
อีกทั้งหากมิใช่เพราะโดนจุดสำคัญและไม่
สามารถเคลื่อนย้ายส่งเดช คนอื่นก็คงช่วยเขา
ห้ามเลือดไปนานแล้ว จะปล่อยให้กู่จิงเลือดไหล
เช่นนี้ได้อย่างไร?
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามก็สามารถได้ยินเสียง
กลองสงครามและเสียงฆ่าฟันได้อย่างชัดเจน
เลือดบนตัวกู่จิงเริ่มไหลน้อยลง เลือดบริเวณ
ลูกศรแข็งตัวเล็กน้อย
ซ่งชูอีมองดูใบหน้าที่ขาวซีดเหมือนกระดาษ รู้สึก
ว่ามือของเขาเย็นเฉียบลงทุกที อดที่จะขมวดคิ้ว
แน่นไม่ได้
นางลูบคลำหนังด้านๆ บนฝั่ามือหนาของเขา
ดวงตาแดงก่ำ
“กั๋วเว่ย บัดนี้กองทัพเว่ยโจมตีกำแพงเมืองแล้ว
เมืองหลีสือก็ไม่ปลอดภัย แวะที่บริเวณใกล้เคียง
หลีสือดีหรือไม่?” ผู้อารักขาลับคนหนึ่งเอ่ยถาม
ซ่งชูอีคลายริมฝีปากที่กัดแน่น น้ำเสียงแหบแห้ง
“ส่งสองคนเข้าไปตามท่านหมอในเมือง พวกเรา
หาที่ซ่อนเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บก่อน”
“ขอรับ!”
ครั้นได้รับคำสั่ง ทุกคนก็พาเรือเข้าฝัง สี่คนยกกู่
จิงขึ้นฝังอย่างระมัดระวัง คนที่เหลือที่อยู่
เบื้องหลังทิ้งรอยลับเอาไว้ เพื่อให้ทั้งสองคนพา
ท่านหมอไปถูกที่
กลุ่มนั้นเดินลึกเข้าไปในปั่าทึบ และพบสถานที่ที่
มีลำธารให้ปักหลัก
กู่จิงที่มีรูปร่างใหญ่กำยำนอนอยู่บนก้อนหินริม
ธารเหมือนหมีดำที่ถูกศร ซ่งชูอีไร้ความสามารถ
ทำได้เพียงเฝั้าเขาไม่ห่างแม้แต่ก้าวเดียว
“กั๋วเว่ย ดื่มน้ำสักหน่อยเถิด” ผู้อารักขาลับม้วน
ใบไม้แทนแก้ว วักน้ำในลำธารให้ซ่งชูอี
“ข้าไม่กระหาย” ซ่งชูอีหมุนตัวไปถาม “ยังมีคน
บาดเจ็บอีกกี่คน?”
คนนั้นตอบว่า “ส่วนมากมีเพียงแผลถลอก
ภายนอก ทายาแล้ว ไม่เป็นไร”
“เจ้าชื่อว่าอะไร?” ซ่งชูอีเหลือบมองใบหน้าเถร
ตรงของเขา
“ข้าน้อยกู่ฉิง” เขาเอ่ย
กู่ฉิงมีใบหน้าเหลี่ยม คิ้วหนาและจมูกเป็นสันตรง
ใบหน้าคมเข้ม เปียมไปด้วยท่าทางที่ชอบธรรม
และซื่อสัตย์ เรียบง่ายจริงใจแต่ดูไม่ไร้เดียงสา
เหมือนกู่จิง
“ท่าน” กู่จิงลืมตา
ซ่งชูอีรีบลุกขึ้น “ลูกศรของเจ้าถูกจุดสำคัญ อย่า
เพิ่งพูดอะไร ประเดี๋ยวท่านหมอก็มาแล้ว”
กู่จิงฉีกยิ้ม ฟันถูกย้อมไปด้วยเลือด “ท่าน
บาดเจ็บหรือไม่?”
“ไม่เลย ข้าไม่ได้บาดเจ็บแม้แต่ปลายผม!” ซ่งชูอี
สำลักเสียงตัวเอง
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” กู่จิงโล่งอก เอาหน้าแนบกับ
หินที่ถูกแสงแดดอาบจนอบอุ่นอย่างมั่นคง “ข้า
ไม่ไหวแล้ว…”
“อย่าพูดจาเหลวไหล!” ซ่งชูอีตำหนิ “ข้าเป็น
นักปราชญ์ บอกว่าเจ้าไหวเจ้าก็ต้องไหว!”
“หึหึ!” กู่จิงหัวเราะกับคำพูดของนาง “ท่าน
หลอกข้า นักปราชญ์ไม่สนความเป็นความตาย”
“เจ้ามันโง่นัก!” ดวงตาของซ่งชูอีมีความเจ็บปวด
เบือนหน้าหนี ไม่กล้ามองเขาอีก
กู่จิงกุมมือของซ่งชูอีกลับ เอ่ยขึ้นเชื่องช้า “ข้ากู่
จิงนั้นโง่เขลา มีเพียงร่างกายที่แข็งแกร่ง เมื่อก่อน
ข้า…เสียใจมาโดยตลอดที่ไม่ได้ร่วมฆ่าศัตรูใน
สนามรบ ทว่าพี่ใหญ่กล่าวว่า…ทักษะที่เรา
เรียนรู้…ก็เพื่อปกปั้องผู้เปียมปัญญาอันยิ่งใหญ่…
ผู้เปียมปัญญาอันยิ่งใหญ่ไม่สามารถฆ่าศัตรูได้ แต่
ทำให้โลกสงบสุขได้…”
ซ่งชูอีตัดบทเขา “หยุดพูดได้แล้ว อีกประเดี๋ยว
ท่านหมอก็มาแล้ว มีอะไรไว้หายก่อนค่อยพูด!”
กู่จิงหันหน้ามองหน้า ดึงดันพูดให้จบ “ท่านเป็นผู้
เปียมปัญญาอันยิ่งใหญ่…หากท่านสามารถ
ปกปั้องให้ชาวฉินสงบสุขได้ กู่จิง…”
ตัวเขาสั่นกระตุก มือจับกระชับทันใด นิ้วของซ่งชู
อีราวกับถูกบีบจนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ซ่งชูอีรู้ว่าเขาทนต่อไปไม่ไหวแล้ว รีบเอ่ยว่า “ชั่ว
ชีวิตนี้ข้าซ่งหวยจิน จะต้องปกปั้องชาวฉินให้สงบ
สุขและรอดพ้นจากภัยพิบัติอย่างเต็ม
ความสามารถ! จะต้องไม่ให้การเสียสละของเจ้า
ต้องเสียเปล่า!”
“ฮ่า ฮ่าๆ…พรืด!” กู่จิงกระอักเลือด มือค่อยๆ
คลายออก
ซ่งชูอีมองดูเขาหลับตาลงโดยยังมีรอยยิ้มจางๆ
ตรงมุมปากก็พลันรู้สึกปวดใจ ในสมองส่งเสียง
วิ้งๆ รู้สึกเพียงทั้งตัวด้านชา
นางหลับตาลง น้ำตาไหลออกมาจากมุมตาเงียบๆ
ผู้อารักขาลับที่เหลือทยอยเดินเข้ามาใกล้
นอกเหนือจากการสงบนิ่งไว้อาลัยแล้ว ไม่รู้ว่ายัง
สามารถทำอะไรได้อีก
ผ่านไปสักพัก ซ่งชูอีจึงลืมตา ดึงดาบออกมาจาก
ตัวของกู่จิง ถอดเสื้อตัวนอกของเขาแล้วคลุม
ร่างกายและใบหน้าของเขาเอาไว้
กู่ฉิงเอ่ยปากปลอบโยน “กั๋วเว่ยได้โปรดหักห้าม
ใจด้วย พวกข้ามีภารกิจติดตัว เฉยเมยต่อความ
เป็นความตายนานแล้ว จิงจงรักภักดีต่อต้าฉิน
แม้ตายก็สมเกียรติ”
“อืม” ซ่งชูอีลุกขึ้นยืน เอ่ยว่า “นำไปฝังให้ดี”
“ขอรับ” กู่ฉิงเอ่ย
เนื่องจากซ่งชูอีมีประโยชน์ต่อรัฐฉิน ดังนั้นผู้
อารักขาลับจึงสามารถปกปั้องนางโดยไม่เสียดาย
ชีวิต
ในโลกแห่งความวุ่นวายเช่นนี้ความเป็นและความ
ตายเป็นเรื่องธรรมดายิ่ง นับประสาอะไรกับการ
เป็นผู้อารักขาลับเล่า? เพียงแต่คนที่จากไปครั้งนี้
เป็นคนที่อยู่ในสายตาและในหัวใจของนางก็
เท่านั้น
ภายในปั่าเงียบสงัด
นั่งอยู่ครึ่งชั่วยาม ผู้อารักขาสองคนจึงพาท่าน
หมอกลับมา หลีสือกำลังอยู่ในสงคราม ด้วย
ความเร็วเช่นนี้นับว่าเร็วมากแล้ว แต่น่าเสียดายที่
กู่จิงเพิ่งจะขึ้นฝังได้ไม่นานก็จากไปเสียก่อน
“สงครามเป็นเยี่ยงไรบ้าง?” ซ่งชูอีเอ่ยถาม
ผู้อารักขาลับตอบว่า “เรียนกั๋วเว่ย การต่อสู้
ดำเนินมาสองวันติดต่อกันโดยไม่หยุดพักแล้ว
กองทัพเว่ยเริ่มส่งทหารเข้ามามากขึ้น กองทัพ
เหอซีของเราเองก็เสริมกำลังเช่นกัน สถานการณ์
สงคราม…ไม่น่ารื่นรมย์นัก”
สายตาของซ่งชูอีหยุดอยู่ที่ศพของกู่จิง คล้ายเอ่ย
กับตัวเองแต่ก็คล้ายเอ่ยให้ผู้อารักขาลับฟัง “ไม่
นาน ไม่นานมันก็จะจบแล้ว”
นางสูดหายใจลึก จากนั้นก็เอ่ยว่า “มีข่าวของกู่
หานบ้างไหม?”
กู่ฉิงตอบว่า “มีขอรับ คนที่ท่านให้สวมรอยเป็น
มือสังหารสาวนั้น เมื่อคืนมีใครบางคนฉวยโอกาส
จากความวุ่นวายและบุกเข้าคุกเพื่อช่วยคนจริงๆ
บัดนี้ถูกหัวหน้าจับตัวแล้ว รอกั๋วเว่ยกลับไป
สอบสวน”
เดิมทีกู่จิงต้องเป็นคนจัดการเรื่องนี้ แต่กู่หานกลัว
ว่ากู่จิงจะปรับตัวได้ไม่ดีพอ กลัวว่าหากทำพลาด
ให้จะโดนซ่งชูอีตำหนิได้ จึงตั้งใจเปลี่ยนตัวกับเขา
ซ่งชูอีรู้สึกเศร้า “ส่งคนไปบอกกู่หานว่าให้มาส่งกู่
จิงเป็นครั้งสุดท้าย”
“ขอรับ!” กู่ฉิงรับหน้าที่นี้ไว้เอง
กู่จิงและกู่หานมิได้มีความผูกพันทางสายเลือด
บ้านเกิดของทั้งสองล้วนอยู่ที่ชูหลี่เหมือนกัน
ขณะที่เพิ่งเข้าสำนักมาก็สนิทกันกว่าคนอื่นมาก
กู่จิงเป็นคนจริงใจ ครั้นสองคนคลุกคลีกันมานาน
ก็ใกล้ชิดยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ เสียอีก
ชีวิตและความตายไม่แยแสกับผู้ที่จากไปแล้ว แต่
ไม่ว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่จะเปิดใจเพียงใดก็ไม่
สามารถหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดได้
ผ่านไปเพียงสองเค่อ ซ่งชูอีก็เห็นกู่หานพุ่งเข้ามา
ด้วยความร้อนรน
เขาแข็งกร้าวและสงบนิ่งเสมอมา ทว่าบัดนี้กลับ
พุ่งดิ่งมาที่ศพของกู่จิงด้วยความกระวนกระวาย
โดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด
แม้ว่าการที่ผู้อารักขาลับปกปั้องกั๋วเว่ยจะเป็นสัจ
ธรรมที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง ในเวลานี้ซ่งชูอีก็ยังคง
ไม่สามารถเผชิญหน้าได้
กู่หานตัวแข็งทื่ออยู่หน้าศพ ไม่สามารถก้าวไป
ข้างหน้าได้เนิ่นนาน ซ่งชูอีที่อยู่ห่างไปหนึ่งจั้ง
สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทั้งตัวของเขาสั่น
เทาเล็กน้อย
เวลาคล้ายเดินช้าเป็นพิเศษแต่ก็คล้ายเดินเร็ว
มากเช่นกัน มีคนเรียกเขาแผ่วเบา “หัวหน้า…”
กู่หานสงบสติอารมณ์ เดินเข้าไปคุกเข่าข้างศพ
ก้มตัวลงเปิดเสื้อคลุมที่คลุมร่างของกู่จิงออก
ใบหน้าหนวดเคราเฟิมที่คุ้นตาปรากฏให้เห็น
บัดนี้น้ำตาไหลนองหน้าโดยไม่รู้ตัวแล้ว
ความรักในการพึ่งพาและสนับสนุนซึ่งกันเพื่อ
ความอยู่รอดได้ขาดสะบั้นลงฉะนี้
วันต่อมา กองทัพเจ้าเปิดสงครามกับรัฐเว่ย
เนื่องจากแนวปั้องกันด้านหลังว่างเปล่า เพียงชั่ว
ข้ามคืนจึงถูกรัฐเจ้ายึดครองสองนครได้ด้วยความ
พยายามอันน้อยนิด
รัฐเว่ยไม่มีทางที่จะให้เวลาทหารเจ้ามากพอใน
การยึดครองดินแดนสามร้อยลี้ หลังจากกงซุน
หยวนได้ฟังกลยุทธ์จากซ่งชูอีแล้ว ก็ไม่ได้ไปตี
ดินแดนที่เดิมทีเป็นของรัฐเจ้า แต่นำกองทัพเข้า
บีบต้าเหลียงนครหลวงของรัฐเว่ยแทน
เมืองหลวงของรัฐเจ้าและรัฐเว่ยอยู่ห่างกันไม่มาก
นัก ชั่วพริบตาเดียวรัฐเจ้าก็ขยายดินแดนใกล้
นครต้าเหลียง ทั้งยังมีกองกำลังทหารขนาดใหญ่
อยู่ประจำการ นี่เป็นภัยคุกคามต่อรัฐเว่ยอย่าง
ร้ายแรง
กอปรกับข่าวที่รัฐฉี ฉู่ ฉินเข้าร่วมกลยุทธ์เหลียน
เหอ เว่ยอ๋องจำต้องหาทางปั้องกันตนเอง
หลังจากนั้นสองวันกองทัพเว่ยก็ถอยทัพกลับไป
จากสงครามหลีสือ ทว่าความวิปโยคจากสงคราม
ในครั้งนี้ไม่นับว่าเป็นชัยชนะสำหรับทหารฉิน
ทหารฉินทำสงครามติดต่อกันสี่วันห้าคืน คน
ส่วนมากมิได้ตายด้วยดาบของศัตรูแต่เป็นเพราะ
เหนื่อยล้าจนตาย
มีกองทัพเหอซีคอยสนับสนุน ทว่าทันทีที่สงคราม
เปิดฉากแล้วมีแต่เดินหน้าไม่สามารถถอยกลับ
ด้วยเหตุนี้จึงทำได้เพียงเข้าร่วมกองกำลัง
สนับสนุนแต่กลับไม่มีใครออกไปได้
ตลอดแนวกำแพงเมืองถูกย้อมไปด้วยสีเลือด
ภายใต้แสงอาทิตย์สว่างไสวของฤดูใบไม้ร่วงนั้น
สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคือสีแดงเข้มอันน่าใจหาย
ซากชิ้นส่วนอวัยวะใต้กำแพงเมืองส่งกลิ่นเน่า
เหม็น
ทหารรักษาการณ์ของกองทัพฉินบนกำแพงเมือง
นอนอย่างไร้ระเบียบรวมกันกับกองศพ เหอซีส่ง
ทหารรักษาการณ์สองหมื่นนายเข้ายึดหลีสือและ
นับศพเป็นการชั่วคราว
ขณะที่ซ่งชูอีเดินเข้าใกล้กำแพงเมือง ทหารฉิน
กำลังใช้น้ำในแม่น้ำล้างทำความสะอาดกำแพง
น้ำตกสีแดงไหลลงมาตามกำแพงเข้าไปในดิน
เมื่อกลิ่นของพืชน้ำรวมเข้าด้วยกันกับเลือดชวน
ให้น่าสะอิดสะเอียนยิ่ง
ผู้อารักขาลับนำทางซ่งชูอี เคาะประตูด้านข้าง
แล้วเข้าไปในนคร
ในนครเงียบสงัด
ในที่สุดราษฏรในนครที่ปิดประตูไม่ออกจากบ้าน
เป็นเวลาเกือบสองเดือนก็เริ่มทำกิจกรรม
ตามปกติ ทว่าคนที่อาศัยยู่ในปั้อมปราการหลีสือ
ไร้ความรู้สึกความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของและชินชา
กับเรื่องสงครามมานานแล้ว การชนะหรือแพ้ใน
สงครามไม่มีผลอะไรกับเขา ตราบใดที่ไม่มีการ
สังหารหมู่ทุกคนในนครก็เหลือเพียงแค่จะเป็น
ของรัฐเว่ยหรือรัฐฉินเท่านั้น
เมื่อกลับมาถึงลานที่พักอาศัยชั่วคราว ซ่งชูอีก็
ถามนายทหารรักษาจวน “ท่านแม่ทัพเจ้าล่ะ?”
นายทหารกล่าวว่า “เรียนกั๋วเว่ย ท่านแม่ทัพเจ้า
เพิ่งจะกลับมากว่าหนึ่งชั่วยาม กำลังนอนอยู่ใน
ห้องนอนขอรับ!”
ซ่งชูอีพยักหน้า แล้วไปยังห้องนอน
เพิ่งจะพ้นเวลาเที่ยงได้ไม่นาน แสงในห้องยังคง
สว่างอยู่ ซ่งชูอีสามารถมองเห็นเสื้อเกราะและ
ดาบจวี้ชางบนโต๊ะที่เปือนเลือดได้อย่างชัดเจน
เจ้าอี่โหลวกำลังนอนหลับลึกอย่างหมดสภาพบน
เตียง
ซ่งชูอียังไม่ทันเดินเข้ามาใกล้ ก็ได้กลิ่นของเหงื่อ
และเลือดที่ผสมกันอย่างหนักหน่วง
นางนั่งลงข้างเตียง ยื่นมือลูบคลำหน้าผากที่ดำ
คล้ำเล็กน้อย กระซิบเสียงต่ำ “จู่ๆ ข้าก็ไม่อยาก
ให้เจ้าออกไปรบข้างนอกแล้ว ชีวิตทั้งเบาบาง
และหนักหนาเหลือเกิน?”
ในฐานะที่ซ่งชูอีเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับการวางกลยุทธ์
นางต้องสังเวยชีวิตในมือไปมากแค่ไหน! ด้วยเหตุ
นี้นางจึงไม่เคยมองว่าชีวิตและความตายเป็นเรื่อง
สำคัญมาก แม้ว่าจะเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็
ไม่เคยเห็นว่าชีวิตของตัวเองเป็นสมบัติล้ำค่า
สำหรับนางแล้ว ความหมายของการเกิดใหม่
คือ…การต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างมี
ความสุขต่างหากเล่า!
หากวันนี้ผู้ที่ปกปั้องนางจนตัวตายเป็นผู้อารักขา
ลับคนอื่น นางก็คงไม่หวั่นไหวถึงเพียงนี้ อย่างไรก็
ดีกู่จิงตายเพราะช่วยชีวิตนางแต่กลับสอนนางว่า
ชีวิตสำคัญมากเพียงใด สำคัญจนนางไม่สามารถ
แบกรับได้
ทันใดนั้นนางก็เข้าใจว่าในชีวิตนี้มีคนคนหนึ่งที่
นางไม่อาจเสียไปโดยเด็ดขาด
ทว่าเมื่อเดินมาถึงขั้นนี้นางก็ได้พรากไปหลายชีวิต
แล้ว คนเหล่านั้นมิได้ตายเพื่อนาง แต่ตายเพื่อต้า
ฉินและเพื่อความสงบสุข นางไม่มีคุณสมบัติที่จะ
ทำให้มันล้มเหลว
ต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถทำให้ทั้งสองฝั่ายพึง
พอใจ?
“อี่โหลว ทำอย่างไรจึงจะทำให้ทั้งสองฝั่ายพอใจ
ได้?” นางทอดถอนใจ “สุดท้ายแล้วเป็นเพราะข้า
โลภมากขึ้นทุกทีกระมัง”