กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 325 ความมืดมนไม่สิ้นสุด
เห็นได้ชัดว่าตู้เหิงดูไม่สดใสเหมือนก่อนหน้านี้
เขาอยู่ที่นี่มาหกวันแล้ว เขาสามารถเข้าใกล้ช่อง
ระบายอากาศเพื่อดูแสงอาทิตย์ได้ทุกวัน แม้จะ
เป็นเช่นนี้เขาก็ยังรู้สึกหดหู่จนแทบคลั่ง ทว่าซ่งชู
อีกลับไม่เห็นแม้แต่แสงอาทิตย์ด้วยซ้ำ เขาจึง
คาดการณ์ว่าบัดนี้น่าจะได้เวลาแล้ว
เมื่อซ่งชูอีเห็นตู้เหิง จิตวิญญาณที่เฉื่อยชาได้รับ
การฟืนฟูทันใด นางส่งเสียงฮึดฮัดลงมาจากเตียง
เอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้าง “ท่านมาแล้วรึ? ท่านดูท่าน
สิอยู่ที่นี่ก็เบื่อจะแย่ พวกเรามาคุยเป็นเพื่อนกัน
เถิด”
ตู้เหิงสำลักอยู่ในลำคอ ยืนอยู่ที่หน้าประตูครู่หนึ่ง
ก่อนนั่งลงบนเตียง “ซ่งจื่อต้องการจะคุยอะไร?”
“หลายวันนี้ข้าพิจารณาดูแล้ว” ซ่งชูอีนั่งลงตรง
ข้ามเขา เอ่ยว่า “ท่านคงทำงานให้รัฐเว่ยกระมัง?
ท่านเป็นผู้ที่รักบ้านเมืองเหลือเกินนะ กำลัง
วางแผนที่จะฝังตัวเองอยู่ที่นี่ไปกับจวินองค์ก่อน
พร้อมข้ารึ”
คำพูดนี้เผยข้อมูลออกมามากมาย ตัวอย่างเช่น
ภูมิหลังของเขา แผนของเขาและสถานที่แห่งนี้
ตู้เหิงอดที่จะอุทานชมนางมิได้ “ซ่งจื่อฉลาดตาม
คาดจริงๆ ว่าแต่ซ่งจื่อรู้ได้อย่างไร?”
ตู้เหิงไม่คิดที่จะปิดบังว่าที่นี่คือสุสานจักรพรรดิ
และก็ปิดบังไม่มิดด้วย ดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจ
เลยสักนิดที่ซ่งชูอีทายถูก ทว่าซ่งชูอีสามารถทาย
เรื่องอื่นออกได้อย่างไรกัน?
“ข้าถึงได้กล่าวว่าสมองของท่านไม่ดีพอ ทั้งหมด
ถูกจัดวางไว้อย่างเด่นชัดแล้วไม่จำเป็นต้อง
ไตร่ตรองด้วยซ้ำ” ซ่งชูอีไม่สนใจความภาคภูมิใจ
ในตนเองของตู้เหิงเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังโน้มตัวไป
ข้างหน้า “อย่าพูดถึงเรื่องสุสานจักรพรรดิเลย ข้า
มิใช่คนตาบอด สามารถมองออกได้ ยิ่งไปกว่านั้น
การที่ท่านกระทำสิ่งที่น่ารังเกียจเช่นนี้ ไม่ได้ตั้งใจ
จะตายด้วยกันหรอกหรือ? ส่วนเรื่องที่ท่านมา
จากรัฐเว่ยนั้นเป็นการคาดเดาอันยอดเยี่ยมของ
ข้าเอง”
“อ๋อ?” ตู้เหิงมีท่าทีค่อนข้างสนใจ
ซ่งชูอีเอ่ย “บัดนั้นในรัฐเว่ย์ หมิ่นฉือลงมือทำร้าย
ข้า เขาน่าจะยังไม่มีอำนาจใดๆ ในตอนนั้น หาก
ไม่มีใครช่วยอย่างลับๆ ข่าวลือจะปันปั่วนภายใน
เวลาอันสั้นได้อย่างไร? ได้ยินมาว่าหมินฉือสนิท
กับพ่อค้าใหญ่หลายคนตอนที่เขาอยู่ในรัฐเว่ย์
หนึ่งในนั้นก็คือท่านกระมัง? ท่านเป็นชาวเว่ย อีก
ทั้งยังเป็นเจ้าของชมรมปั๋ออี้ที่ใหญ่ที่สุดในรัฐเว่ย์
ไม่ใช่คนที่น่าสงสัยที่สุดหรอกหรือ?”
“ซ่งจื่อพยากรณ์ได้ถูกต้องจากการสังเกตเพียง
บางส่วน ช่างน่าเลื่อมใสนัก” ตู้เหิงหัวเราะน้อยๆ
พร้อมเอ่ย “สามารถถูกฝังอยู่ที่นี่ไปพร้อมกับคน
เยี่ยงซ่งจื่อได้ นับเป็นวาสนาของข้า”
ซ่งชูอีเดาออกนานแล้ว เขากระทำการทุกอย่าง
โดยไม่เหลือทางเลือกสำรองไว้ เกรงว่าคงเตรียม
ใจที่จะตายอยู่แล้ว แม้ว่านางจะบอกตำแหน่ง
ของกองทัพใหม่จริงๆ ก็เกรงว่าเขาก็คงไม่ปล่อย
ให้คำพูดของนางแพร่งพรายออกไป
เมื่อนึกถึงตรงนี้ซ่งชูอีก็ตกตะลึง ตู้เหิงควรที่จะ
ซ่อนความมุ่งมั่นที่จะตายเอาไว้ต่างหากแล้วรอ
โอกาสที่ดีเพื่อหลอกเอาความลับโดยไม่เปิดเผย
จุดประสงค์ของตัวเองออกมา ทว่าเขากลับกล่าว
ออกมาอย่างหมดเปลือกเช่นนี้ จะต้องมีเจตนาที่
จะสังหารนางอยู่แล้ว
ตู้เหิงเห็นว่านางดูเหมือนจะตระหนักได้ “เมื่อข้า
เห็นการแสดงออกของซ่งจื่อในวันนี้ก็รู้ว่า
ความคิดและความมุ่งมั่นของซ่งจื่อนั้นไม่สามัญ
ไม่ว่าข้าจะใช้วิธีใดก็เป็นไปไม่ได้ที่จะงัดเอาความ
จริงออกจากปากของท่าน ดังนั้นท่านขุนนาง
กองทัพแห่งรัฐฉินก็จงนอนด้วยกันกับข้าที่นี่เถิด”
เพียงชั่วพริบตาเดียวมีความคิดมากมายวูบเข้ามา
ในสมอง สีหน้าของซ่งชูอีมืดมนลง
“ข้าแซ่ตู้ตายไปไม่เสียดาย เสียดายแต่เพียงความ
ฉลาดอันน่าทึ่งของซ่งจื่อ ซึ่งเป็นความขัดแย้งใน
ใจข้า!” ตู้เหิงทอดถอนหายใจยาว
ซ่งชูอีจ้องเขา “ท่านคิดจะลงมือเมื่อใด”
ตู้เหิงหัวเราะเอ่ย “ข้าใช้เวลาครึ่งปีในการเจาะรู
ระบายอากาศรอบสุสาน ขอเพียงแค่ช่องระบาย
อากาศยุบตัว ท่านกับข้าก็จะขาดอากาศตายอยู่
ที่นี่ในไม่ช้า”
สำหรับคนที่ไม่ต้องการอะไรนอกจากความตาย
นั้น ไม่ว่าคารมจะคมคายหรือเต็มไปด้วยแผนการ
เพียงใดก็ไร้ผล
ซ่งชูอีทอดถอนใจ หรือว่านางจะต้องถูกฝังไป
พร้อมกับเซี่ยวกงจริงๆ?
“ความทะเยอทะยานยังไม่ประสบความสำเร็จ
น่าเสียดายนัก!” นี่ก็เท่ากับว่าเห็นด้วยกับคำพูด
ของตู้เหิงแล้ว นางพิงอยู่บนโต๊ะ สอดมือไว้ใน
แขนเสื้อ ท่าทางเหมือนคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป
“ท่านก็นับว่าอิสระเสรี มีความมั่งคั่งมหาศาล
โลกที่เปียมด้วยชีวิตชีวา แต่กลับทำใจตัดขาด
จากมันได้ การได้ถูกฝังกับท่านก็ไม่นับว่าเป็นการ
ดูแคลนข้าแซ่ซ่งเลย”
“ซ่งจื่อต่างหากที่อิสระเสรีอย่างแท้จริง” ตู้เหิง
รู้สึกประทับใจโดยแท้ที่นางไม่แยแสเลย นางเต็ม
ไปด้วยความสามารถและมาถึงจุดสูงสุดในชีวิต
แล้วครึ่งหนึ่ง ตอนนี้รู้ว่าตนกำลังจะตายอยู่ที่นี่แต่
กลับเพียงแค่ถอนหายใจอย่างเรียบเฉย…น่า
เสียดายนัก!
“ปล่อยไปตามวิถีแห่งสวรรค์ เข้าใจการสิ้นสุด
ของชะตากรรม ยอมรับเหตุผลในความเป็นไป ก็
ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล!” ซ่งชูอียิ้มเอ่ย “ผู้คนล้วน
อิจฉาความอิสระเสรีแห่งสำนักเต๋าของข้า เมื่อ
เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี ข้าจะปล่อยปละละเลยได้
อย่างไร? อีกทั้ง การได้นอนเคียงข้างวีรบุรุษแห่ง
ยุค ก็ถือเป็นการดำเนินชีวิตตามความ
ทะเยอทะยานของข้าเช่นกัน”
“เยี่ยม” ตู้เหิงลุกขึ้นยืน กล่าวกับทหาร
รักษาการณ์นอกประตู “ทหาร เอาตะเกียง
ของกั๋วเว่ยออกไป”
“ช้าก่อน” ซ่งชูอีเอ่ย “หากท่านตั้งใจจะกักขังข้า
ให้ตาย เช่นนั้นก็ให้ข้าออกไปเดินเล่นเป็นครั้ง
สุดท้ายเถิด”
ตู้เหิงหยุดและลังเลอยู่นาน ทว่าก็ยังพยักหน้า
“แค่ในท้องพระโรงหลักเท่านั้น”
“ได้” ซ่งชูอีลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ตามเขาออกไป
เมื่อเดาออกว่าตู้เหิงเป็นสายสืบแห่งรัฐเว่ย ซ่งชูอี
ก็สามารถเดาได้ว่าไม่ว่าจะบอกความลับของรัฐ
ฉินหรือไม่ เขาก็ไม่มีทางปล่อยให้นางมีชีวิตรอด
ออกไปได้ และสิ่งที่ตู้เหิงทำไปทั้งหมดในตอนนี้ก็
เพียงเพื่อทำลายอุปสรรคในใจของนาง เพราะว่า
คนที่มีความตั้งใจและวางแผนอย่างรอบคอบเช่น
เขา หากไม่ได้มีความหวังที่จะล้วงความลับใด
จริงๆ ก็คงฆ่านางปิดปากไปแล้วกระมัง!
ซ่งชูอีเปลี่ยนใจ นางเดินไปที่เสาหินทั้งสองด้าน
ของห้องโถงอย่างเงียบๆ เงยหน้ามองเสา ยกมือ
เพื่อเลิกผ้าม่านออก
ภายในห้องโถงเหมือนกับพระราชวังเสียนหยาง
ไม่มีผิดเพี้ยน ด้านบนมีโต๊ะหินตัวหนึ่งที่มีกอง
เอกสารไผ่จำนวนมากวางซ้อนกันบนนั้น รูป
แกะสลักของสัตว์ร้ายในตำนานขนาดมหึมา
ด้านหลังพระที่นั่งสูงยังคงดูทรงพลัง แต่แสงไฟใน
โคมไฟหยกห้าขาสองข้างส่องแสงเพียงจางๆ มี
ความมืดมนเล็กน้อยท่ามกลางความน่าเกรงขาม
และสง่างามนั้น
โคมไฟหยกห้าขานี้สูงเจ็ดฉื่อ ตัวพานชือ[1]ขดตัว
ขึ้นด้านบน มีไฟอยู่ในปาก ไฟนั้นไม่ใช่สีเหลืองส้ม
ธรรมดาแต่เรืองแสงเย็นจางๆ หากมองจากที่
ไกลๆ เกล็ดบนร่างของตัวพานชือขยับเล็กน้อย
ระยิบระยับดุจดวงดาวบนท้องฟั้า
แม้แต่ภายในพระราชวังเสียนหยางของจริงก็ไม่มี
รูปแบบเช่นนี้!
ตู้เหิงกล่าวว่า “นี่คือตะเกียงที่ฉินอ๋องขอให้คน
สร้างขึ้นทั้งวันและคืนในขณะที่ปิดสุสาน ข้างใน
คือไขมันปลาฉลามจากทะเลใต้ แสงไฟสามารถ
ส่องสว่างถึงหมื่นปี”
ซ่งชูอีหันมาเห็นสีหน้าของเขาหดหู่ แสงเย็นจางๆ
สะท้อนในดวงตาที่สดใส คนทั้งคนก็ยิ่งเย็นชาลง
ทุกที
อิ๋งซื่อทุ่มเททั้งกายและใจเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่า
เคารพบิดาของตัวเองมากเพียงใด
“ท่านรู้ไม่น้อยทีเดียว” ซ่งชูอีเอ่ย
ตู้เหิงยิ้มเยาะเย้ย “ซ่งจื่อลืมไปแล้วหรือว่าข้ามี
อาชีพอะไร? ใต้หล้านี้มีเพียงสิ่งที่ข้าไม่ต้องการรู้
ไม่มีสิ่งที่ข้าไม่สามารถรู้ได้”
“ข้าเชื่อ” หากไม่ใช่เพราะความสามารถนี้ เขาจะ
สามารถลักพาตัวนางออกมาจากเสียนหยางได้
อย่างไร อีกทั้งจะสามารถเข้ามาในสุสานของ
เซี่ยวกงอย่างง่ายดายได้อย่างไร? ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ว่ามีกองทัพขนาดใหญ่ประจำการอยู่รอบๆ สุสาน
แม้แต่ทางเข้าและรูปแบบของสุสานก็เป็น
ความลับเช่นกัน
ตู้เหิงพูดต่อ “รัฐฉินสนับสนุนการฝังศพแบบเรียบ
ง่าย สุสานมิได้ถูกสร้างขึ้นอย่างปราณีต ไม่
แสวงหาความหรูหรา แต่ติดอยู่กับโครงสร้าง
มาตราส่วนของสุสานแห่งนี้ด้อยกว่าของอ๋องแห่ง
ฉี ฉู่และเว่ยมาก อย่างไรก็ตามเค้าโครงดังกล่าว
เป็นการออกแบบร่วมกันของจวี้จื่อแห่งสำนัก
ม่อรุ่นก่อนและลูกหลานของกงซูปัน[2] หากไม่รู้
ข้อมูลสำคัญก็จะไม่มีวันออกไปได้”
สำนักม่อชื่นชมพระมหากษัตริย์เช่นเซี่ยวกง จึง
เป็นเรื่องธรรมเที่จะออกแบบหลุมฝังศพที่แยบยล
และไม่สิ้นเปลืองเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความ
เคารพ
พวกเขาดูเหมือนคุยสัพเพเหระทั่วไป ทว่าใน
คำถามของซ่งชูอีล้วนเป็นไปด้วยการสืบสาวราว
เรื่อง ส่วนตู้เหิงก็พยายามอย่างเต็มที่ในการโจมตี
เจตจำนงของซ่งชูอีในทุกประโยค
ระหว่างการต่อสู้ลับนี้ ก็ต้องดูว่าใครฉลาดกว่า
และสติปัญญาของใครจะมั่นคงมากกว่ากัน เห็น
ได้ชัดว่าตู้เหิงสู้ซ่งชูอีไม่ได้ในทั้งสองแง่ ทว่าเขา
อยู่ในตำแหน่งที่ยับยั้งชั่งใจได้มากกว่าซึ่งทำให้
เขานำหน้าไปก้าวหนึ่งในจุดนี้
“ท่านสามารถหาแผนที่สุสานได้ด้วยรึ?” ซ่งชูอี
รู้สึกชื่นชมเขาขึ้นมาเล็กน้อยจริงๆ
“ผู้คนใต้หล้าที่พลุกพล่านล้วนอยู่ด้วย
ผลประโยชน์” ตู้เหิงกล่าวเยาะเย้ย “คุณธรรม
และความดีอะไรนั่นขึ้นอยู่ว่าท่านให้ได้มากพอ
หรือไม่”
วาจานี้คือความผิดใหญ่หลวงเมื่อร้อยปีก่อน ทว่า
กลับเป็นเหตุผลที่แน่นอนในตอนนี้
คนที่เต็มใจตายเพราะรอยเปือนแห่งคุณธรรมมี
น้อยลงทุกที
“ที่ท่านกล่าวก็มิได้ถูกต้องทั้งหมด” ซ่งชูอีเดินไป
มาอยู่ภายในห้อง เสียงที่ไม่ดังมากของนางดังก้อง
อยู่ในห้องโถง มันผ่อนคลายทว่ามีความแน่วแน่
“ผู้คนเหล่านั้นที่ถูกล่อลวงด้วยความมั่งคั่งไม่ได้
ละทิ้งคุณธรรม แต่เป็นเพียงเพราะพวกเขาไม่
เชื่อมั่นในตัวเองมากพอ”
คนที่มั่นใจอย่างแท้จริงจะรู้สึกว่าความสามารถ
ของตนเองตอบสนองความต้องการตาม
ธรรมชาติในแง่ของความหรูหราและความ
สะดวกสบายได้อย่างแน่นอน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่
สมัครใจที่จะทรยศต่อคุณธรรมของพวกเขา มี
เพียงความมั่นใจในตัวเองและความหยิ่งยโสเช่นนี้
เท่านั้นที่จะมีคุณสมบัติในการเฉิดฉายผ่าน
พงศาวดารแห่งประวัติศาสตร์
“ผู้ที่มีความทะเยอะทะยานมีชื่อเสียงและ
ผลประโยชน์หลากหลาย ความมั่งคั่งนั้นน่า
หวั่นไหว หลายๆ คนที่มีผลงานโดดเด่นนับตั้งแต่
สมัยโบราณจวบจนปัจจบันก็ชอบความหรูหรา
เช่นกัน ทว่าในบรรดาพวกเขาจะมีกี่คนที่ยอม
จำนนต่อการล่อลวง?” ซ่งชูอีหันมองเขา
ตู้เหิงพยักหน้าเห็นด้วย จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น “ซ่งจื่อก็อ
อกมาเดินเล่นนานแล้ว”
“อืม” ซ่งชูอีหมุนตัวเดินไปยังที่นั่งหลัก จัดแจง
เสื้อผ้าและผมเผ้า สะบัดแขนเสื้อ แล้วคำนับต่ำ
ด้วยความเคารพ
จากนั้นก็เดินกลับเข้าห้องเล็กห้องนั้นโดยไม่หัน
กลับมามอง
ตู้เหิงมองดูแผ่นหลังอิสระเสรีของนาง สีหน้า
สลับซับซ้อน เขาทำการค้ามานานหลายปี ได้เห็น
ทัศนคติของผู้คนมากมายเหลือเกิน ดังนั้นทุกครั้ง
ที่ได้พบคนที่เห็นคุณค่าทั้งความสามารถและ
คุณธรรมก็ยากที่จะซ่อนความปิติในใจ ทั้งยัง
ปฏิบัติต่อด้วยความเอื้อเฟือยิ่งขึ้น ซ่งชูอีล้มเหลว
ในสถานะผู้หญิงอย่างแท้จริง ทว่าในสถานะของ
กุนซือ แม้จะมีส่วนที่ไม่น่าชื่นชอบอยู่บ้าง ทว่าจุด
แข็งกลับกลบเกลื่อนจุดด้อยจนสิ้น
บัดนี้เขาต้องลงมือสังหารนางด้วยตัวเอง ในใจก็
ยิ่งหดหู่มากขึ้น
ทว่า…รัฐเว่ยมีผู้คนรวมถึงสิ่งที่เขาหวงแหนและ
คิดถึงมากเกินไป ดังนั้นเพื่อมาตุภูมิแล้ว เขา
สามารถทิ้งภาระในใจได้ทั้งหมด
“ซ่งหวยจิน”
ภายในห้องโถง เสียงพึมพำของตู้เหิงที่ดังก้องนั้น
เจือปนไปด้วยความรู้สึกผิดและความเด็ดขาด
ครั้นกลับเข้าไปในห้องเล็กๆ อีกครั้ง ตะเกียง
น้ำมันก็ถูกถอดออกแล้ว ตู้เหิงสั่งให้คนปิด
หน้าต่างฉลุลายบุปผาด้วยม่านหนา แสงตะเกียง
สองดวงที่เล็ดลอดมาจากห้องโถงใหญ่นั้นก็ถูกบด
บังเช่นกัน ภายในห้องมืดสนิทจนไม่เห็นกระทั่ง
ห้านิ้วของตัวเอง แม้แต่อากาศก็น้อยอย่างน่า
เวทนา
อากาศภายในสุสานหนาวเย็นผิดปกติ เมื่ออยู่
นานๆ ไอหนาวนั้นก็ราวกับทะลุเข้าไปในกระดูก
มันหนาวสะท้านทั้งภายในและภายนอก แม้จะ
ถูกห่อด้วยผ้านวมสองผืนก็ยากที่จะปั้องกันความ
หนาวเย็นเอาไว้ได้
หลังจากนี้ก็ไม่มีใครส่งอาหารเข้ามาอีก ซ่งชูอีรู้ว่า
ถึงตะโกนออกไปก็ไร้ประโยชน์ จึงทำได้เพียงอยู่
เฉยๆ เพื่อเก็บพลังงาน ห่อตัวอยู่ภายในผ้าห่ม
เมื่อตื่นขึ้นมาก็ครุ่นคิดถึงแผนการที่จะหนีออกไป
น่าเสียดายที่ที่นี่เรียกฟั้าฟั้าไม่ขาน เรียกดินดินไม่
ตอบ สิ่งที่มีประโยชน์ทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย
ต่างถูกริบออกไปหมดแล้ว ไม่สามารถใช้อะไรได้
เลย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุคคลที่ตัดใจจะฝัง
นางไว้ที่นี่ด้วยความแน่วแน่ ไม่ว่ากลยุทธ์ใดๆ ก็
ยากที่จะนำออกมาใช้
ในนครเสียนหยาง เหนือศีรษะของผู้มีตำแหน่งสูง
และมีอำนาจทั้งหมดต่างถูกปกคลุมไปด้วยเมฆ
ครึ้ม เจ้าอี่โหลวไม่ได้เข้าประชุมราชสำนัก นำไปั๋
เริ่นออกค้นหาคนด้วยตัวเองและสอบถามความ
คืบหน้าในการค้นหากับชูหลี่จี๋เป็นครั้งคราว อิ๋
งซื่อยึดอำนาจทางการทหารไปจากเขา เขาถูก
โบยด้วยหน้าไม้ทหารสี่สิบที ได้รับบทลงโทษเป็น
เวลาหนึ่งปีและเพียงถูกปล่อยไป
การลงโทษของอิ๋งซื่อครั้งนี้นับว่าเบามาก เขาก็
ร้อนใจมากทั้งยังเข้าใจความทุกข์ทรมานของเจ้า
อี่โหลวเช่นกัน ทว่าก็ไม่อาจละเมิดกฎได้ หาก
องค์จวินไม่กำหนดแบบอย่างที่ดี เช่นนั้นก็เกรงว่า
กฎของรัฐฉินที่แข็งแกร่งราวถูกชุบด้วยทองคำก็
อาจเกิดหายนะจากการละเลยเพียงเล็กน้อย
สิ่งที่เขาสามารถทำได้คือลงโทษเจ้าอี่โหลวสถาน
เบา หักล้างกับผลงานที่เขาเคยสร้างไว้
ในการค้นหาสองสามวันแรกของเจ้าอี่โหลวกับไปั๋
เริ่นเป็นไปด้วยความราบรื่นยิ่ง แต่เมื่อไปถึงนอก
เมืองมันกลับลังเล ราวกับเบาะแสของกลิ่น
หายไป หรือเพราะกลิ่นเจือจางและยุ่งเหยิง
เกินไปจนไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี
หลังจากผ่านไปครึ่งเดือน เจ้าอี่โหลวผอมลงไป
มาก เคราที่ยุ่งเหยิงซ่อนใบหน้าอันหล่อเหลาของ
เขา ดวงตาที่สดใสเหมือนดวงดาวที่เย็นยะเยือก
ค่อยๆ สูญเสียความแวววาว เขากลับสู่สภาพเมื่อ
เจ็ดปีที่แล้วเพียงชั่วพริบตา เหมือนสัตว์ร้ายที่สิ้น
หวัง ตามหาคนอยู่ที่ชานเมืองทุกระเบียดนิ้วด้วย
เนื้อตัวที่เต็มไปด้วยบาดแผล
ปากแผลที่สมานกันเปิดออกอีกครั้ง เปิดออกแล้ว
ก็สมานกลับอีกครั้ง วนเวียนเช่นนี้อยู่หลายรอบ
บาดแผลบางส่วนมีอาการบวมแล้ว อุณหภูมิของ
ร่างกายก็กำลังสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ชูหลี่จี๋เกลี้ยกล่อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ไม่เป็นผล ทำ
ได้เพียงส่งคนที่มีความสามารถด้านศิลปะการ
ต่อสู้สองสามคนมัดตัวเขากลับมา จากนั้นก็ใช้
ยาสลบจึงจะสามารถรักษาบาดแผลได้
ภายในสุสาน
ซ่งชูอีไม่รู้เดือนรู้ตะวันและไม่รู้ว่าถูกควบคุมตัวมา
นานแค่ไหนแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเคยผ่านช่วงเวลา
ตาบอดมาระยะหนึ่ง นางคงจะทรุดไปนานแล้ว
“เด็กๆ!” บัดนี้เสียงของซ่งชูอีอ่อนแออย่างมาก
แน่นอนว่ามีคนตอบอยู่หน้าประตู “กั๋วเว่ยมีสิ่งใด
จะสั่ง?”
“ข้าต้องการพบตู้เหิง” ซ่งชูอีเอ่ย
“ได้โปรดรอสักครู่” คนข้างนอกจากไปอย่าง
รวดเร็ว
ไม่นานตู้เหิงก็มาถึง “ซ่งจื่อคิดได้แล้วหรือ?”
ซ่งชูอีตอบ “ถูกต้อง”
“ซ่งจื่อยอมปริปากบอกตำแหน่งของกองทัพใหม่
และส่งมอบตราทหารรึ?” ตู้เหิงพูดอีก
ไอ้เจ้าสารเลว! ซ่งชูอีลอบด่าในใจ “เจ้าคนต่ำช้า
ได้คืบจะเอาศอก!”
ตู้เหิงหัวเราะเสียงต่ำ “สัญชาตญาณของพ่อค้าก็
ได้คืบจะเอาศอกมิใช่หรือ!”
รออยู่สักพักก็ไม่มีเสียงตอบจากข้างใน
ตู้เหิงเรียกอีกสองสามครั้ง ซ่งชูอีก็ยังคงไม่ตอบ
เขาก็ไม่รีบร้อน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาใช้วิธีนี้ ไม่มีผู้
ที่มีจิตใจเข้มแข็งคนใดที่สามารถทนได้
เขาส่งอาหารเข้ามาทุกๆ สองวัน ซ่งชูอีกินโดยไม่
เหลือสักมื้อ เห็นได้ชัดว่ามีความปรารถนาที่จะมี
ชีวิตรอด อีกทั้งเจตจำนงของนางก็ยังคงมี
สัญญาณของการผ่อนคลาย ในช่วงเริ่มต้นเขาจง
ใจร้องขอในสิ่งที่ไม่โหดร้ายจนเกินไป ท้ายที่สุด
แม้ว่าจะรู้ตำแหน่งของกองทัพใหม่ รัฐเว่ยก็ยากที่
จะดำเนินการใดๆ ซึ่งทำให้ผู้คนถูกล่อลวงได้ง่าย
ขึ้น คนก็เป็นเช่นนี้ ทันที่ขีดจำกัดถูกทำลายก็จะ
ยิ่งไร้ขีดจำกัดมากขึ้นทุกที บางครั้งผู้คนจำนวน
มากไม่อยากมีชีวิตอยู่แต่แค่ขอตายอย่างมี
ความสุขก็พอ
เพียงพริบตาเดียว ซ่งชูอีก็ถูกคุมขังเป็นเวลาสี่
เดือนแล้ว
เขายังคงส่งอาหารมาให้ทุกๆ สองวัน ไม่ว่าจะกิน
ดื่มหรือขับถ่ายก็จะไม่ปล่อยให้นางออกไปจาก
ห้องอันมืดมิดนี้
ต่อมาตู้เหิงเห็นว่าความอยากอาหารของนาง
ค่อยๆ ลดลง จึงพาคนเข้ามาตรวจชีพจรและ
รักษาอาการปั่วยของนาง
ซ่งชูอีนอนอยู่บนเตียงโดยไม่ขยับเขยื้อน ลอบด่า
อยู่ในใจ แม่งเตรียมการอย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ!
ภายในความมืดมิด ซ่งชูอีมองไม่เห็น ส่วนตู้เหิงก็
มิได้สดใสและสะอาดสะอ้านเหมือนในตอนแรก
อีกแล้ว แต่กลับเหี่ยวแห้งหมดสภาพ เดิมทีเขา
ทยอยขนย้ายอาหารแห้งที่เพียงพอสำหรับคนห้า
คนตลอดทั้งปีเข้ามาในสุสาน แต่เมื่อไม่นานมานี้
ฝนตกติดต่อกัน อาหารบางส่วนจึงขึ้นรา ทั้งยังมี
กองทัพใหญ่เฝั้าอยู่ในละแวกนี้ การที่เขาเข้ามาได้
ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว จึงไม่ยอมเสี่ยงอันตราย
ออกไปอีก ครั้นเห็นว่าอาหารแห้งขาดแคลน เขา
จึงต้องลอบวางยาพิษและฆ่าผู้คุมสองคน เหลือ
เพียงผู้คุ้มกันที่จงรักภักดีคนหนึ่งข้างกายและสาว
ใช้ที่รู้ศิลปะการต่อสู้สองคน
เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เหมือนนรก เขาจึง
ต้องการผู้หญิงเพื่อระบายความหดหู่ในใจ และ
เพราะเหตุนี้วิญญาณของเขาจึงใกล้จะแตกสลาย
เต็มทน หากไม่ใช่เพราะซ่งชูอีเผยความผ่อน
คลายออกมา เกรงว่าเขาคงจะตายไปกับนางแล้ว
——————–
[1] พานชือ สัตว์ประหลาดคล้ายงูในตระกูลมังกร
ซึ่งเป็นมังกรยุคแรกที่ไม่มีเขา
[2] กงซูปัน หรือหลี่ว์ปันเป็นชาวหลี่ว์ในสมัยชุน
ชิว แซ่จี สกุลกงซู ชื่อรองอีจื้อ นามว่าปัน ชื่อของ
เขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของภูมิปัญญาของ
คนทำงานในสมัยโบราณ