กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 338 กุนซือไร้ศีลธรรม
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย หมิ่นฉือก็คำนับด้วย
ความถ่อมตัว “องค์ชายนับถือนักปราชญ์
กระหม่อมนับถือยิ่ง”
หลายปีมานี้องค์รัชทายาทรับแขกที่ปรึกษาเข้ามา
ไม่น้อย แต่เป็นเพราะความชอบในการใช้คนของ
เขาบวกกับการขัดขวางจากองค์ชายซื่อ แขกที่
ปรึกษาในจวนส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ส่งเสริม
คุณธรรม ความชอบธรรมและมารยาท แม้แต่คน
ที่มีความเฉลียวฉลาดเพียงไม่กี่คนก็ยังระมัดระวัง
ในเรื่องเหล่านี้ หลายครั้งไม่ใช่เพราะไม่คาดคิด
ทว่าไม่เต็มใจที่จะทำมากกว่า
เมื่อองค์รัชทายาทยืดตัวตรง หมิ่นฉือก็กล่าวว่า
“องค์ชายไม่คิดว่าสองปีนี้องค์ชายซื่อเปลี่ยนไป
มากหรือ?”
องค์รัชทายาทกล่าวว่า “แน่นอน ความคิดของ
เขาล้ำลึกกว่าเมื่อก่อนมากและยิ่งสามารถควบคุม
อารมณ์ได้ดี”
ในอดีตองค์ชายซื่อเป็นคนเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ
กระทำการใดก็ขาดความใจเย็น เพื่อไม่ให้องค์รัช
ทายาทได้อยู่สบายแล้ว แม้กระทั่งคำพูดไม่กี่คำ
เขาก็จะพูด อย่างไรก็ดีสองปีมานี้เขากลับสงบนิ่ง
อย่างคาดไม่ถึง
หมิ่นฉือรักษาระยะห่างทางความสัมพันธ์กับองค์
รัชทายาทและองค์ชายซื่อมาโดยตลอด ไม่เคยให้
คำแนะนำใคร แต่เขาได้ตัดสินใจแล้วที่จะ
สนับสนุนองค์รัชทายาท ทว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่
เคยคลายการสังเกตองค์ชายซื่อแม้แต่เค่อเดียว
หมิ่นฉือพูดเสียงต่ำ “ตอนที่กระหม่อมอยู่ใน
รัฐเว่ย์ได้รู้จักกับคนหนึ่ง เขาคือลูกชายคนโตของ
สกุลตู้แห่งต้าเหลียง”
หลังจากที่เขาข่มความรู้สึกตื่นตระหนกในใจของ
องค์รัชทายาทได้แล้วก็กลับทิ้งสาเหตุที่องค์ชาย
ซื่อเปลี่ยนไป และเปลี่ยนหัวข้อมาที่ตู้เหิงแทน
“หรือว่า…เขาก็คือคนไร้ยางอายที่ขุดหลุมฝังศพ
ของบรรพบุรุษ!” องค์รัชทายาทประหลาดใจยิ่ง
ไม่ทันสังเกตว่าหัวข้อสนทนาได้เปลี่ยนไปแล้ว
แม้ฉินและเว่ยเป็นศัตรูกัน ต่อสู้จนตายกันไปข้าง
ในรอบร้อยปีพวกเขาก็ไม่เคยทำสิ่งที่ไร้ยางอาย
เช่นนี้ต่อกัน
“ถูกต้อง” เมื่อหมิ่นฉือเห็นความรังเกียจใน
ดวงตาของเขา ก็ไม่รู้สึกรำคาญแต่กลับอดทน
อธิบาย “กระหม่อมกับเขาเพียงติดต่อกันผิวเผิน
สิ่งที่กระหม่อมต้องการบอกองค์ชายคือ ฮูหยินร
องขององค์ชายซื่อก็คือน้องสาวของตู้เหิง”
องค์รัชทายาทรู้สึกสนใจ พูดว่า “นี่ไม่ใช่
ความลับ”
“พ่ะย่ะค่ะ ก็เพราะสาเหตุนี้ ชาวฉินไม่มีทางที่สืบ
ไม่เจอความสัมพันธ์นี้ แล้วเหตุใดพวกเขากลับ
บอกว่าตู้เหิงได้รับบัญชาจากองค์ชายเล่า?” หมิ่น
ฉือค่อยๆ ชี้นำความคิดขององค์รัชทายาท
“ชาวฉินคิดจะกำจัดข้า?” องค์รัชทายาทเดา
ผลลัพธ์ที่เขาไม่อยากจะเชื่อด้วยซ้ำ
“องค์ชายทรงพระปรีชา” หมิ่นฉือให้ความ
เห็นชอบทันที จากนั้นจึงอธิบายต่อ “เหตุผลที่
ชาวฉินต้องการกำจัดองค์ชาย ไม่มีอะไรมากไป
กว่าการพยายามทำให้องค์ชายต่อสู้กับองค์ชาย
ซื่อ พวกเขาก็เพียงนั่งเก็บเกี่ยวผลประโยชน์”
แม้ว่ารัฐเว่ยจะไม่ใช่เจ้าแห่งใต้หล้าอีกต่อไปแต่ก็
ยังคงเป็นเสือตัวหนึ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะพลังงานส่วน
ใหญ่ขององค์รัชทายาทถูกองค์ชายซื่อเบี่ยงเบน
ไป รัฐฉินจะโจมตีนครได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ได้
อย่างไร?
“วิธีการของรัฐฉินโหดร้ายยิ่ง แม้ว่าองค์ชายจะรู้
เจตนาของรัฐฉินโดยข้อมูลเชิงลึกแล้วก็ต้องสู้”
หมิ่นฉือกล่าว
องค์รัชทายาทพยักหน้า เคยมีแขกที่ปรึกษา
กล่าวถึงแผนการชั่วร้ายของรัฐฉิน ทว่าองค์ชาย
ซื่อกัดไม่ปล่อย เขาก็ไม่สามารถเพิกเฉยได้ “ท่าน
มีวิธีคลี่คลายสถานการณ์หรือไม่?”
หมิ่นฉือเอ่ย “ที่จริงการคลี่คลายสถานการณ์นั้น
ไม่ยาก ขึ้นอยู่ว่าองค์ชายจะทำได้หรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนี้องค์รัชทายาทก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึก
ดีใจเป็นอย่างมาก “ท่านเชิญพูด”
“ข้อหนึ่งคือเชิญท่านอ๋องลงจากบัลลังก์” หมิ่น
ฉือจ้องหน้าองค์รัชทายาท สีหน้าของเขา
เปลี่ยนไปตามคาด
เขาไม่รอให้องค์รัชทายาทคัดค้าน ก็พูดต่อทันที
“ข้อสองคือยืมโอกาสอันดีนี้สังหารองค์ชายซื่อ”
“เจ้า…เจ้า…” ใบหน้าขององค์รัชทายาทซีดขาว
ริมฝีปากสั่นระริก ไม่สามารถพูดอะไรได้ไป
ชั่วขณะ เขาไม่ได้กลัวทว่าไม่เคยคิดวิธีที่ไร้
คุณธรรมเช่นนี้
“องค์ชาย” หมิ่นฉือยกกาน้ำชาขึ้นแล้วรินชาให้
เขาต่อ ในเสียงน้ำไหลจ้อกนั้นเจือปนเสียงที่
อ่อนโยนและสงบนิ่งของเขา “ต่อหน้าความชอบ
ธรรมแล้วความรักในครอบครัวของราชวงศ์ช่าง
เบาบางเหลือเกิน? องค์ชายโปรดอย่าลืมราษฎร
ทั้งหมดของรัฐเว่ย ชนวนแห่งไฟสงคราม ภูเขา
แม่น้ำแตกสลายที่ต้องแลกกับความกตัญูและ
ความนับพี่ถือน้องของท่านเพียงคนเดียว ราษฎร
ทั่วไปใต้หล้าทำผิดใด? ประชาชนทำผิดใด?”
หลายปีมานี้ หมิ่นฉือเข้าใจอุปนิสัยขององค์รัชา
ยาทเป็นอย่างดี ทุกประโยคบังคับให้เขาต้อง
เลือกระหว่างความชอบธรรมและความรักใน
ครอบครัว
“ไม่มีทางอื่นให้เดินหรือ?” องค์รัชทายาทถาม
พึมพำ
หมิ่นฉือตัดสินใจที่จะทดสอบองค์รัชทายาทเป็น
ครั้งสุดท้าย ความเมตตากรุณาไม่ใช่ปัญหาใหญ่
เพียงแต่กลัวว่าเขาจะอ่อนแอเพราะมัน เขาจึงให้
ทางเลือกสำรองโดยไม่ลังเล “เรื่องก็มาถึงขั้นนี้
แล้ว กระหม่อมสามารถให้องค์ชายได้เพียงสาม
ทางเลือก เชิญท่านอ๋อนลงจากบัลลังก์ สังหาร
องค์ชายซื่อ ยังมีอีกทางเลือกหนึ่ง…องค์ชายยอม
ละทิ้งตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์เสียเอง ทำให้พึง
พอใจทั้งสองฝั่าย”
การสละตำแหน่งก็เท่ากับเป็นการยอมแพ้ต่อชีวิต
องค์รัชทายาทเป็นพี่น้องแท้ๆ กับองค์ชายซื่อ ทั้ง
ยังต่อสู้กันมาหลายปี ย่อมรู้จักเขาดีกว่าใครๆ
ทั้งหมดเป็นธรรมดา ด้วยนิสัยใจคอเขา ถ้าไม่รีบ
ฆ่าเขาก็จะไม่มีวันหยุดอย่างแน่นอน…แต่ว่า…
หมิ่นฉือสังเกตสีหน้าขององค์รัชทายาท หัวใจ
ค่อยๆ จมดิ่งลง
“เห็นที มีเพียงข้าตายไปแล้วจึงจะสามารถทำให้
รัฐเว่ยสงบได้!” พ่อลูกและความเป็นพี่น้องไม่ใช่
สิ่งที่เขาต้องการ
หมิ่นฉือได้ยินดังนี้ก็ลุกขึ้นทันที “องค์ชายซื่อผู้นี้
ดื้อรั้นและมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง จิตใจคับ
แคบ หากรัฐเว่ยอยู่ในมือของเขาก็เท่ากับล่มจม
ในเมื่อองค์ชายมีความคิดเช่นนี้ กระหม่อมก็จะ
กลับไปเขียนหนังสือลาออกเพื่อหาทางออกอื่น”
หลังจากทิ้งประโยคนี้ หมิ่นฉือก็ไม่สนใจสีหน้าที่
เปียมด้วยความตกตะลึงขององค์รัชทายาทอีก
และสาวเท้าจากไป
เมื่อองค์รัชทายาทได้สติคืนมา หมิ่นฉือก็ออกไป
จากท้องพระโรงแล้ว เขามองดูแผ่นหลังที่ไกล
ออกไปนั้นพลางจมอยู่ในความคิด
หมิ่นฉือเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการทรยศและหา
ประโยชน์จากซ่งชูอีลับหลัง ทว่าสำหรับจวินองค์
หนึ่งแล้ว การมีนิสัยดีหรือไม่นั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ
ตราบใดที่มีความสามารถ หากจะกลัวก็กลัวที่
หมิ่นฉือจะลอบยิงธนูเย็นจากข้างหลังหรือไม่!
องค์รัชทายาทไม่ได้ตั้งใจจะมีอะไรกับเขาในตอน
แรก ทว่าแขกที่ปรึกษาในจวนแนะนำให้ดึงเขา
เข้ามา อีกทั้งองค์รัชทายาทเห็นว่าองค์ชายซื่อตี
สนิทเขาโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ดังนั้นจึงแสดง
ความโปรดปรานต่อเขาออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก
องค์รัชทายาทไม่ชอบนิสัยของหมิ่นฉือ ดังนั้นจึง
มิได้พยายามดึงเขาเข้ามามากนักในเริ่มแรก
อย่างไรก็ดีหลังจากได้คลุกคลีกันมาหลายปี เขาก็
ค่อยๆ รู้สึกว่าหมิ่นฉือมีความรู้และเจ้าแผนการ
เป็นคนที่ซื่อสัตย์และบริสุทธิ์ไม่แย่เหมือนข่าวลือ
ดังนั้นจึงผูกมิตรกับเขาด้วยความเต็มใจ
วันนี้หมิ่นฉือสะบัดแขนเสื้อจากไป ในใจขององค์
รัชทายาทย่อมรู้สึกขุ่นเคืองไม่มากก็น้อย ทั้งไม่
เชื่อจากก้นบึ้งของหัวใจว่าเขาจะลาออกจริงๆ
สุดท้ายแล้วชื่อเสียงของเขาก็ถูกฝากไว้ที่นี่ ทันที
ที่ออกจากรัฐเว่ยก็ยากที่จะมีโอกาสโดดเด่นอีก
ครั้ง
ทว่าแทบจะอยู่นอกเหนือความหมายขององค์รัช
ทายาท ไม่ช้าหมิ่นฉือก็นำหนังสือลาออกมาถึง
โต๊ะของเขา ส่งมอบตราประจำตำแหน่งและ
เครื่องแบบข้าราชการเข้ามาพร้อมกัน
องค์รัชทายาทจึงเข้าใจว่าหมิ่นฉือต้องการจะ
ลาออกจริงๆ! หมิ่นฉือเป็นคนที่เสด็จพ่อทุ่มพลัง
ไปมากเพื่อให้ได้มา หากเขาต้องการเดินจากไป ก็
ต้องหาเวลาไปลาออกกับเว่ยอ๋องด้วยตัวเอง
เสด็จพ่อไม่มีทางปล่อยเขาไปอย่างแน่นอน ทว่า
เขากลับหลีกเลี่ยงเว่ยอ๋องและให้ตนจัดการเรื่อง
นี้! อีกทั้งคำพูดที่จริงใจในจดหมายแสดงให้เห็น
ว่าการตัดสินใจที่จะไปจากรัฐเว่ยนั้นเด็ดเดี่ยว
นี่ทำให้องค์รัชทายาทต้องคิดทบทวนอีกครั้ง หรือ
ว่าการที่องค์ชายซื่อขึ้นครองราชย์จะทำลาย
รัฐเว่ยจริงๆ?
“เด็กๆ!” องค์รัชทายาทวางสมุดไผ่ลง เปล่งเสียง
ดัง
“พ่ะย่ะค่ะ!”
“ไปเชิญหรงจวี้กับซือเจ้าเข้ามา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีรับคำสั่งออกไป ไม่ช้าหรงจวี้กับซือเจ้าก็เข้า
มาในตำหนัก
สองคนนี้ติดตามองค์รัชทายาทมากกว่าสิบปี นับ
ได้ว่าเป็นแขกที่ปรึกษาคนสนิทที่ไว้ใจได้ การดึง
หมิ่นฉือเข้ามาก็เป็นสองคนนี้ที่แนะนำ
“ท่านทั้งสองเชิญอ่านดู” องค์รัชทายาทผลัก
จดหมายลาออกของหมิ่นฉือไปข้างหน้า
ขันทีหยิบมันขึ้นมาและยื่นให้ทั้งสองคน
หลังจากทั้งสองอ่านจบแล้วก็งุนงง หรงจวี้เอ่ย
ถาม “บังอาจทูลถามองค์ชาย เหตุใดอยู่ดีๆ
หลางจงฝั่ายขวาถึงจะลาออกเล่า?”
องค์รัชทายาทสั่งให้ทุกคนออกไป แล้วเล่าบท
สนทนาในวันนั้นโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
หรงจวี้กับซือเจ้ามองหน้ากัน เงียบงันครู่หนึ่ง ทั้ง
สองก็คุกเข่าลงกลางท้องพระโรงพร้อมกัน ซื
อเจ้ากล่าวว่า “หากองค์ชายมีความคิดเช่นนี้
จริงๆ พวกกระหม่อมก็ขอลาออกเช่นกัน”
ไม่กี่สิบปีก่อนหน้านี้ แขกที่ปรึกษาผูกติดกับชีวิต
และความตายกับผู้เป็นนาย หากวันใดวันหนึ่งที่
ความเห็นไม่ตรงกันก็สามารถแยกทางได้
ตลอดเวลา
องค์รัชทายาทเงียบงัน
หรงจวี้กล่าวด้วยความเจ็บปวด “พวกข้ามีความ
ฝันที่จะปกครองบ้านเมืองเพื่อสร้างสันติภาพใน
ใต้หล้า นับตั้งแต่เข้ารัฐเว่ยมาก็มั่นใจว่าองค์ชาย
จะสามารถเป็นกษัตริย์ที่ดีพร้อมด้วยความเมตตา
กรุณาและความชอบธรรม นั่นคือเหตุผลที่ไม่
ลังเลที่จะเสียเวลามากกว่าสิบปี หากองค์ชายมี
ความคิดเช่นนี้ในสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อแล้ว
จะให้พวกกระหม่อมทนได้อย่างไร!”
ครั้นสิ้นวาจา ทั้งสองคนก็น้ำตานองหน้า
คนเราจะอยู่ได้สักกี่สิบปีกัน? ทั้งสองคนอดทนรอ
อย่างใจเย็นจากวัยเยาว์ที่เลือดร้อนและบ้าบิ่น
จนกระทั่งศีรษะขาวโพลนอย่างทุกวันนี้ สิบปีแห่ง
ความคาดหวัง สิบปีแห่งการทำงานหนัก อีกนิด
เดียวก็จะบรรลุเปั้าหมายแล้ว ทันใดนั้นก็สลายไป
ราวกับสายน้ำ มันยากเกินกว่าที่คนธรรมดาจะ
รับไหว
“ท่านทั้งสองรีบลุกขึ้นเถิด เพราะข้าเลอะเลือน
เอง” องค์รัชทายาทเข้าไปประคองทั้งสองคน
ด้วยตัวเอง
พวกเขายกแขนเสื้อขึ้นซับน้ำตา
หรงจวี้กล่าวว่า “องค์ชายจะต้องรั้งหมิ่นฉือไว้ถึง
จะถูก ท่านอ๋องฝั่าลมฝนมาช้านาน ต้องใช้ความ
พยายามอย่างมากเพื่อเชิญเขาเข้ารัฐเว่ย เห็นได้
ชัดว่าเขาเป็นผู้มีพรสวรรค์! สิ่งที่หมิ่นฉือทำนั้น
เรียกได้ว่าร้ายกาจและไร้คุณธรรม ทว่าซ่งหวย
จินและจางอี๋แห่งรัฐฉินจะดีกว่ากันสักเท่าไร
เชียว? องค์ชาย สำนักยุทธพิชัยมีคำกล่าวว่าไม่มี
หลอกลวงใดในสงครามที่มากเกินไป คนเยี่ยง
พวกเขา ขอเพียงใช้งานให้ดีย่อมเป็นประโยชน์
ต่อบ้านเมือง”
“ข้าจะเก็บเขาไว้” องค์รัชทายาทเชิญพวกเขานั่ง
ลง “อีกสองทางเลือกที่หมิ่นจื๋อห่วนได้ให้ไว้ ท่าน
ทั้งสองเห็นเยี่ยงไร?”
ทั้งสองครุ่นคิดครู่หนึ่ง หรงจวี้เอ่ยว่า “ล้วน
สามารถทำได้”
“ถูกต้อง” ซือเจ้าพยักหน้า “สองวิธีนี้เป็นวิธีที่
ง่ายที่สุดในการยุติสถานการณ์ปัจจุบัน การเชิญ
ท่านอ๋องลงจากบัลลังก์อาจเป็นเรื่องยากกว่าและ
ไม่มีเหตุผลที่พอเพียง ในทางตรงกันข้ามมัน
เป็นไปได้มากกว่าที่จะใช้โอกาสนี้กำจัดองค์ชาย
ซื่อ ในเมื่อหมิ่นจื๋อห่วนสามารถกล่าวออกมาได้
จะต้องมีแผนในใจแน่นอน”
ชั่วชีวิตนี้องค์รัชทายาทไม่เคยคิดที่จะสังหาร
น้องชายของตนเลย แม้ว่าจะตัดสินใจไปแล้วแต่
หัวใจก็ยังคงสับสนวุ่นวาย
ซือเจ้านึกถึงคำบอกเล่าขององค์รัชทายาทเมื่อครู่
ถามด้วยความสงสัย “องค์ชาย หมิ่นจื๋อห่วนได้
กล่าวถึงเหตุผลที่ความสุขุมขององค์ชายซื่อยิ่งล้ำ
ลึกขึ้นทุกทีหรือไม่?”
องค์รัชทายาทพยักหน้า
“กระหม่อมคิดว่าเป็นผลงานของสวีจ่างหนิง”
หรงจวี้กล่าว “มันชัดเจนมากเลยมิใช่หรือ? องค์
ชายซื่อขัดขวางมิให้องค์ชายดึงสวีจ่างหนิงเข้ามา
แต่กลับให้เขาเป็นรักษาการณ์มณฑล ทว่าท่านดู
สองปีนี้เถิด องค์ชายซื่อกลับพึ่งพาสวีจ่างหนิง
มากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่น้องสาวร่วมมารดาก็ยังยก
ให้เขาแล้ว”
หรงจวี้พ่นลมหายใจเย็นชา “สวี่จ่างหนิงผู้นี้เป็นผู้
ต่ำต้อยที่ไร้ศีลธรรม ทำดีกับองค์ชายในตอนแรก
เพียงไม่กี่วันก็ย้ายข้างไปหาองค์ชายซื่อ!”
ซือเจ้าไม่ประหลาดใจเลย “ปรมาจารย์เมิ่งกล่าว
ได้ถูกต้อง พวกกุนซือไม่มีอะไรมากไปกว่าวิถีของ
นางบำเรอ! เหล่ากุนซือพวกนั้นไม่มีความซื่อสัตย์
ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
กลยุทธ์จ้งเหิงของกงซุนเหยี่ยนและจางอี๋ทำให้ใต้
หล้าปันปั่วน ศิษย์ของเมิ่งจื่อจิ่งชุนกล่าวว่า: กง
ซุนเหยี่ยนและจางอี๋มิใช่ลูกผู้ชายตัวจริงหรอก
หรือ? ทันทีที่พวกเขาเกรี้ยวกราด แม้แต่เหล่าจู
โหวก็ยังหวาดกลัว หากพวกเขาอยู่ในบ้านอย่าง
สงบ ใต้หล้าก็จะสันติสุข
เมิ่งจื่อกล่าวว่า: พวกเขาจะเรียกว่าลูกผู้ชายได้
อย่างไร? เจ้าไม่เคยเรียนมารยาทหรือ? เมื่อชาย
หนุ่มเข้าพิธีสวมกวน ผู้เป็นพ่อก็จะสั่งสอนเขา
เมื่อหญิงสาวออกเรือน ผู้เป็นแม่ก็จะสั่งสอนนาง
ส่งนางที่หน้าประตูแล้วบอกว่า “เมื่อไปถึงบ้าน
เจ้า จะต้องมีความเคารพและระมัดระวัง อย่าได้
ละเมิดผู้เป็นสามี!” การเชื่อฟังเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
เป็นหลักเหตุผลที่เหล่าสะใภ้พึงปฏิบัติตาม
ความหมายของเขาก็คือนักยุทธศาสตร์ก็เป็น
เหมือนกับนางบำเรอ พวกนางรับใช้ตาม
ความชอบของผู้ชายและไม่กล้าละเมิดพวกเขา
โดยส่วนตัวแล้วหรงจวี้คิดว่าคำพูดนี้โหดร้ายไป
บ้าง ทว่าองค์รัชทายาทสนับสนุนสำนักขงจื่อ
เคารพเมิ่งจื่อ เขาก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ ทำ
เพียงได้ข้ามหัวข้อนี้ไป “หมิ่นจื๋อห่วนจงใจเอ่ย
ถึงสวีจ่างหนิงมีความหมายอะไรลึกซึ้งหรือเปล่า?
อย่างไรเสียองค์ชายก็พบเขาอีกสักครั้งจะดีกว่า”