กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 341 เป็นศัตรูซึ่งหน้า (2)
“เมื่อวานท่านอ๋องเสวยอะไร?” ฮุ่ยซือถาม
บัดนี้ขันทีกัดฟันกรอด เกลียดชังคนที่ฆ่าเว่ยอ๋อง
เข้าไส้ ตอบคำถามน้อยใหญ่โดยไร้ข้อขัดข้องใดๆ
ตัดสินใจว่าถึงตายก็จะลากคนที่อยู่เบื้องหลังลง
สุสานให้ได้ “เมื่อวานช่วงค่ำบรรดาองค์ชายมา
ขอเข้าเฝั้า ท่านอ๋องไม่สดชื่นจึงพบเพียงองค์รัช
ทายาทและองค์ชายซื่อ นั่งอยู่ประมาณครึ่งถ้วย
ชาท่านอ๋องก็สั่งให้องค์รัชทายาทจากไป จากนั้น
ก็ปล่อยให้องค์ชายซื่อปั้อนยาด้วยตัวเอง”
องค์ชายซื่อกำหมัดแน่น สีหน้ามืดมน
“หลังจากท่านอ๋องเสวยยาแล้วก็หลับไปหนึ่งชั่ว
ยาม เมื่อตื่นขึ้นเขาเรียกหลางจงฝั่ายซ้ายเพื่อถาม
เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่องค์รัช
ทายาทกำลังจัดการ คุยกันสองเค่อกว่าๆ บ่าวก็
ปรนนิบัติให้ท่านอ๋องดื่มน้ำไปสองคำ ท่านอ๋องก็
หลับไปอีกครั้งจนถึงท้ายยามซวี แล้วก็เสวยโจ๊ก
ครึ่งชาม”
ขันทีหยุดไปครู่หนึ่ง เอ่ยด้วยความเคียดแค้น
“อาหารของท่านอ๋อง บ่าวทดสอบยาพิษก่อน
เสมอ บ่าวก็ทดสอบโจ๊กชามนั้นเช่นกัน หลังจาก
เสวยแล้ว ท่านอ๋องนอนไม่ค่อยหลับจึงสั่งให้บ่าว
จุดธูปผ่อนคลาย ท่านกางแผนที่ลงบนโต๊ะแล้ว
อ่านมันนานกว่าครึ่งชั่วยาม ก่อนจะเข้านอน
ท่านอ๋องบ่นว่าปวดศีรษะเล็กน้อย บ่าวจึงรีบสั่ง
ให้คนไปเชิญหมอหลวงหวังปั๋อที่เข้าเวรกลางคืน
เข้ามา เขากล่าวว่าท่านอ๋องไม่มีอะไรร้ายแรง
สาเหตุมาจากการทำงานหนักเกินไป สั่งให้ตัดยา
ครึ่งหนึ่งของปริมาณยาตามปกติ หลังจากท่าน
อ๋องดื่มเข้าไปก็พักผ่อน บ่าวเองก็เผลอหลับไปใน
เวลานั้น!”
อาจจะเป็นเพราะเสียงที่นุ่มนวลและลมหายใจ
แผ่วเบา แม้ว่าขันทีจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันก็ไม่ละทิ้ง
ความอ่อนโยน ทำให้เมื่อฟังแล้วรู้สึกน่าอึดอัด
มาก
ฮุ่ยซือนวดคลึงหน้าผาก หันหน้ามากล่าวกับองค์
รัชทายาท “เรื่องนี้ยกให้กระหม่อมตรวจสอบ
อย่างละเอียดเถิด องค์รัชทายาทกับองค์ชายซื่อ
อยู่กับท่านอ๋อง กระหม่อมจะรีบไปรายงานซาน
กง[1]และผู้อาวุโสของราชวงศ์ เชิญพวกเขาเข้า
ไปในพระราชวังเพื่อเป็นประธานในพิธีศพ”
องค์รัชทายาทกับองค์ชายซื่อประสานมือเอ่ย
“ลำบากท่านมหาเสนาบดีแล้ว”
ฮุ่ยซือคำนับกลับแล้วหมุนตัวจากไป สั่งให้คนไป
เรียกหวังปั๋อเข้ามา
ปากบอกว่าให้พวกเขาอยู่กับเว่ยอ๋อง แท้จริงแล้ว
ฮุ่ยซือกำลังตักเตือนพวกเขาอย่างละมุนละม่อม
ว่าห้ามออกจากห้องบรรทมก่อนที่ซานกงและผู้
อาวุโสของราชวงศ์จะมาถึง เพื่อเป็นการปั้องกัน
ไม่ให้เกิดการปลอมแปลง
องค์ชายซื่อจ้ององค์รัชทายาทอย่างล้ำลึก ครั้งนี้
องค์รัชทายาทจ้องกลับโดยไม่ถอยหนี ทั้งคู่ต่าง
คิดว่าอีกฝั่ายเป็นผู้ลงมือ ความเกลียดชังใน
ดวงตาของกันและกันก็ไม่สามารถซ่อนได้
สงครามเบื้องหน้ามีกงซุนเหยี่ยนและจิ้นปีดูแล ที่
จริงแล้วองค์รัชทายายาทจะใส่ใจหรือไม่นั้นไม่
แตกต่าง เขาต้องอยู่ที่นี่ถึงหนึ่งหรือสองชั่วยามก็
ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ล่าช้ามากนัก
“เหตุใดองค์รัชทายาทต้องดึงมหาเสนาบดี
ออกไปด้วย” สีหน้าองค์ชายซื่อเยือกเย็น
องค์รัชทายาทขมวดคิ้ว “ท่านแม่ทัพคนเดียวไม่
อาจยับยั้งกองทัพฉินได้ มหาเสนาบดีเป็นผู้มี
พรสวรรค์ทางทหารที่หาได้ยาก หากไม่ใช้เขา
เจ้าจะให้ต้าเว่ยนั่งรอความตายรึ!? อีกอย่าง เจ้ามี
สิทธิ์อะไรมาถามข้า!”
“หึ!” หลังจากที่องค์ชายซื่อเกือบจะบดฟันกราม
ของเขาก็ยังอดกลั้นความโกรธเอาไว้ได้ “เสด็จ
พ่อจากไปกะทันหัน คนที่ได้ผลประโยชน์มาก
ที่สุดคือเจ้า ข้าจะไม่สงสัยได้อย่างไร?”
เมื่อกระต่ายร้อนใจก็ยังกัดคนได้! แม้ว่าองค์รัช
ทายาทอ่อนโยนเสมอมา ครั้งนี้ยังไม่ทันจะหลุด
พ้นความเสียใจที่สูญเสียบิดากะทันหันก็ถูกแว้ง
กัดเสียก่อน จะไม่ให้เกรี้ยวกราดได้อย่างไร?
ทว่าเขายังไม่ทันจะตอบสนองก็ได้ยินเสียงที่
ชัดเจนดังขึ้น “องค์รัชทายาทได้รับประโยชน์ที่ไม่
สมควรได้รับหรืออย่างไร? องค์ชายทำร้ายความ
สงบด้วยคำพูดเช่นนี้ จิตวิญญาณของท่านอ๋องยัง
อยู่ไม่ไกลดังนั้นโปรดระวังวาจาด้วย”
ประโยคนี้ทำให้องค์ชายซื่อพูดไม่ออก
หลางจงซ้ายขวาในฐานะขุนนางคนสนิทของท่าน
อ๋อง มีสิทธิ์ที่จะเตือนสติตามความเหมาะสม
นอกเหนือจากท่านอ๋องแล้ว พวกเขายังรังเกียจที่
จะให้คำแนะนำผู้อื่น การพูดกับองค์ชายเช่นนี้
นับว่าไว้หน้าเขาแล้ว
องค์ชายซื่อทำได้เพียงจ้องหมิ่นฉือเขม็ง หายใจ
หอบและไม่ได้พูดอะไรอีก
***
ยี่สิบลี้ทางทิศบูรพาของด่านหานกู่เข่นฆ่า
ติดต่อกันหลายวัน กองทัพสองฝังทำสงครามมา
ห้าสิบสามวันแล้ว กองทัพฉินมีพลังที่ไม่อาจ
ต้านทานได้ ในที่สุดกองทัพเว่ยก็สามารถฟืนคืน
จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ท่ามกลางความพ่ายแพ้
จากการเข้าร่วมของกงซุนเหยี่ยนและกำลังเสริม
กงซุนเหยี่ยนเคยนำกองทัพฉินฆ่าทหารม้าหนึ่ง
แสนนายในกองทัพเว่ย อย่างไรก็ตามในเวลานี้ทั้ง
กองทัพเว่ยไม่เพียงแต่ไม่เกลียดชังเขาทั้งยังรู้สึก
ว่าเขานำพามาซึ่งความหวัง กงซุนเหยี่ยนก็ไม่ทำ
ให้ผิดหวัง สามารถยึดดินแดนเจ็ดถึงแปดลี้ใกล้
อันอี้นครหลวงเก่าด้วยความเร็วปานสายฟั้า
จากนั้นก็ตั้งค่ายเพื่อปั้องกันและปรับแก้กองทัพ
ส่วนที่เหลือทันที
กองทัพฉินถูกกงซุนเหยี่ยนโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว
และใช้ประโยชน์จากช่องว่างในการหายใจนี้
ศึกษามาตรการรับมืออย่างรอบคอบ
ความแข็งแกร่งระหว่างทั้งสองฝั่ายไม่แตกต่างกัน
มากนัก ระดับและประสบการณ์ของท่านแม่ทัพก็
ไม่ด้อยไปกว่ากัน เมื่อหยุดสู้รบทั้งสองฝั่ายก็เข้าสู่
ทางตัน
แปดร้อยลี้ในพื้นที่ห่างไกลของฉินชวน อากาศ
แจ่มใสมาสองวันแล้ว แต่หิมะยังไม่ละลาย มี
เพียงสีขาวกว้างไกลปรากฏสู่สายตา
ถนนในเมืองเสียนหยางถูกกวาดจนสะอาด
สะอ้าน เผยให้เห็นพื้นหินชนวนสีเทาเข้ม เพราะ
ความตึงเครียดระหว่างฉินและเว่ย ทุกชมรมปั๋ออี้
จึงแน่นขนัดไปด้วยผู้คนและล้วนถกเถียงกันเรื่อง
นี้
ขุนนางคนสำคัญรวมตัวกันในจวนของมหา
เสนาบดี เมื่อเทียบกับความเร่าร้อนในชมรมปั๋ออี้
แล้ว ที่นี่ดีกว่าหน่อยหนึ่ง
กลยุทธ์ลับเหล่านี้ไม่เหมาะที่จะพูดอย่าง
ตรงไปตรงมาในพระราชำนัก ดังนั้นจึงรวมตัวขุน
นางคนสำคัญเพื่อหารือกันก่อน หลังจากกำหนด
ผลลัพธ์คร่าวๆ แล้วค่อยให้มหาเสนาบดีหารือกับ
กษัตริย์อีกครั้ง
“ในที่สุดตาเว่ยอ๋องเฒ่านั่นก็สิ้นแล้ว ช่างเป็น
ความโล่งใจจริงๆ!” อิ๋งจื๋อกล่าว
แม้เขาจะกล่าวเช่นนี้แต่กลับมิได้แสดงท่าทียินดี
ออกมา ท้ายที่สุดผู้เสียชีวิตเป็นผู้ยิ่งใหญ่ แม้ว่าจะ
เป็นศัตรูคู่อาฆาตก็ควรได้รับความเคารพในระดับ
หนึ่ง
“ทันทีที่เว่ยอ๋องสิ้น เกรงว่าแผนการของกั๋วเว่ย
หลายปีนี้ก็ต้องสลายไปด้วย” ชูหลี่จี๋เอ่ย
ทุกคนจมอยู่ในความเงียบและต่างมองไปยังซ่งชู
อี
“ก็ไม่เสมอไป” จางอี๋จิบน้ำชา เอ่ยว่า “เจตนา
เดิมของกั๋วเว่ยก็มิได้เพื่อทำลายรัฐเว่ย ในเมื่อ
พวกเขาลุกฮือขึ้นมา พวกเราก็พัดโหมให้เปลว
เพลิงมันแรงขึ้นประไร ไม่เช่นนั้นมันจะมอดไหม้
ได้อย่างไร?”
อิ๋งจื๋อกล่าว “โชคดีที่กั๋วเว่ยมีญาณรู้ล่วงหน้าที่
แยกจดหมายลับและการส่งข่าวปากเปล่าออก
จากกัน แม้ว่าพวกเขาจะขโมยจดหมายลับไปก็ไม่
มีประโยชน์”
จดหมายลับดังกล่าวเขียนขึ้นโดยเลียนแบบ
ลายมือของสวีจ่างหนิง ด้านบนเขียนว่าเป็นกล
ยุทธ์ที่ชาญฉลาดที่คิคค้นโดยจางอี๋ ส่วนสิ่งที่
สายลับส่งปากเปล่าคือแผนของซ่งชูอีที่ทำตาม
แผนการเดิม
ซ่งชูอีกล่าวด้วยความรู้สึกตื่นเต้น “ฝั่ายขององค์
รัชทายาทเว่ยอยู่เหนือความคาดหมายของข้า”
ในช่วงเริ่มต้นที่ผ่านมาหมิ่นฉือยังคงมีความ
ยุติธรรม ก็เหมือนกับตอนที่ซ่งชูอียังอยู่ในรัฐซ่ง
หลังจากนั้นความคิดก็ได้รับการเปลี่ยนแปลง
หลายอย่าง ละทิ้งนิสัยอันเป็นภาระทั้งหมด มี
ความโหดร้ายและเด็ดขาดมากขึ้นเรื่อยๆ หมิ่นฉือ
ในวัยสามสิบกว่าก็เป็นเหมือนนกอินทรีที่ฝั่า
ออกมาจากกรง
การเปลี่ยนแปลงนี้เร็วกว่าที่คาดไว้หลายปี
อาจเป็นเพราะถนนเป็นหลุมเป็นบ่อมากขึ้น
หลังจากพบกับนางกระมัง! คนที่แข็งแกร่ง
สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วในความทุกข์ยาก
อย่างแท้จริง
“วันนี้ที่เรียกทุกคนมา จุดประสงค์หลักก็เพื่อสิ่ง
นี้” จางอี๋ขัดจังหวะการสนทนาของพวกเขา คลี่
ไผ่ม้วนหนึ่งออก “หนังสือเจรจาต่อรองกับ
รัฐเว่ย”
“เจรจาต่อรอง?” เว่ยจังกล่าวด้วยความโมโห “มี
เรื่องเอาเปรียบเช่นนี้ด้วยหรือ?”
เว่ยจังก็เป็นทหารผู้กล้านายหนึ่ง ปีนี้เพิ่งจะยี่สิบ
กว่า มีความสูงแปดฉื่อ ลักษณะหยาบกระด้าง
เป็นศิษย์สำนักเดียวกับจางอี๋ เรียนหลักนิติธรรม
มีความกล้าหาญเจ้าแผนการ เพียงแต่นิสัยมุทะลุ
มาก
เขากับกานเม่าเป็นคนที่ชูหลี่จี๋กับจางอี๋เลื่อน
ตำแหน่งขึ้นพร้อมกัน ทั้งสองคนต่างยังหนุ่มแน่น
และเป็นผู้นำทัพอนาคตไกล
กงซุนซื่อเอ่ย “ขอข้าดูหน่อย”
ทหารนายหนึ่งเดินเข้ามานำหนังสือเจรจาต่อรอง
ให้เขา
คนของฉินที่มีอำนาจโดยพื้นฐานแล้วเป็นนายพล
ทหาร แม้แต่ผู้ที่เข้ารับตำแหน่งพลเรือนก็จะไม่มี
วันสูญเสียความกล้าหาญและสามารถออกสู่
สนามรบได้ตลอดเวลา ในขณะนี้มีผู้ที่รู้จักศิลปะ
การต่อสู้เสียเจ็ดส่วน ข้าราชการที่เหลือล้วนเป็น
ทั้งบู๊และบุ๋น และเหล่าอาลักษณ์ทั่วไปมีเพียง
หน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ภายใน เว้นแต่จะเป็นคนที่มี
พรสวรรค์หรือเป็นนักยุทธศาสตร์อย่างจางอี๋
รอจนทุกคนอ่านจบแล้ว จางอี๋จึงเอ่ยขึ้น “เจรจา
แล้วก็ยังจะสู้รบรึ?”
“รบอยู่แล้ว!” เว่ยจังพูดขึ้นทันที
ในขณะนี้มีผู้คนมากกว่าครึ่งหนึ่งที่เห็นด้วย
ชาวเว่ยขุดหลุมฝังศพของอดีตกษัตริย์แห่งรัฐฉิน
แม้ทนได้ก็ไม่อาจทนได้!
พวกเขาล้วนเป็นผู้บัญชาการทหาร พวกเขาไม่คิด
ล้มเลิกไปจากเรื่องเช่นนี้แน่นอน
กานเม่าเอ่ยว่า “นานารัฐต่างจับตาดูเรื่องนี้อยู่!
เราไม่สามารถบังคับให้พวกเขาตายได้”
จางอี๋พยักหน้า “ถูกต้อง”
ซ่งชูอีสอดมือเข้าไว้ในแขนเสื้อและสังเกตการณ์
อยู่พักหนึ่ง พูดแทรกทันทีทันใด “เจรจาก็ต้อง
เจรจา แต่รบก็ต้องรบ!”
ท่ามกลางสงครามการเจรจาสันติภาพมีอยู่
มากมาย ไม่มีใครกำหนดไว้ว่าระหว่าง
กระบวนการเจรจาสันติภาพจะต้องหยุดทหาร
เพื่อรอผล
หากเจรจา รัฐฉินจะต้องให้จางอี๋ออกโรงอย่าง
แน่นอน รัฐเว่ยก็ยังต้องส่งมหาเสนาบดีเข้ามา มี
เพียงกงซุนเหยี่ยนและฮุ่ยซือเท่านั้นที่สามารถ
ต้านทานเขาได้ กงซุนเหยี่ยนกำลังเป็นผู้
บัญชาการรบ หากให้เขาเป็นขุนนางราชทูตใน
การเจรจาและพัวพันอยู่กับจางอี๋ เกรงว่า
กองทัพเว่ยคงต้านได้เพียงไม่กี่วัน
หากกงซุนเหยี่ยนไม่อาจออกโรงได้ ก็ทำได้เพียง
ส่งฮุ่ยซือมา
ทว่าทันทีที่ฮุ่ยซือออกมาจากต้าเหลียง
จินตนาการได้เลยว่าองค์รัชทายาทและองค์ชาย
ซื่อจะต้องหักหน้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย
แน่นอน บางทีมันอาจจะก่อให้เกิดการกบฏแห่ง
นครหลวงด้วยซ้ำ!
อันตรายเหลือเกิน…
“กั๋วเว่ยกล่าวได้ถูกต้อง” กงซุนซื่อกล่าว
ชูหลี่จี๋กับจางอี๋ก็ตั้งใจไว้เช่นนี้ แต่รายละเอียด
ยังคงต้องหารือกัน
ทุกคนหารือกันรอบหนึ่งเพื่อสรุปกลยุทธ์ทั่วไป
ชูหลี่จี๋วางเรื่องนี้ลงชั่วคราวและพูดถึงกิจการ
ภายในของรัฐเว่ย “ความขัดแย้งของผู้สืบทอด
บัลลังก์ในรัฐเว่ย เห็นทีพวกเราต้องแอบช่วยองค์
ชายซื่ออย่างลับๆ แล้ว”
องค์รัชทายาทเว่ยให้ความรู้สึกซื่อสัตย์กตัญู
และใจดีกับผู้คนเสมอ หากเป็นยุคที่สงบและ
รุ่งเรือง กษัตริย์เช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่
ความจริงก็คือถ้ารัฐเว่ยมีกษัตริย์เช่นนี้อยู่ใน
อำนาจเป็นเวลายี่สิบปี อีกไม่นานมันก็จะล่ม
สลายไปจนไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก ดังนั้นใน
ช่วงแรกรัฐฉินจึงเชื่อว่าหากองค์ชายซื่ออยู่ใน
อำนาจจะสร้างความได้เปรียบให้รัฐฉินมากกว่า
ทว่าการแย่งชิงบัลลังก์ครั้งนี้ จู่ๆ องค์รัชทายาทก็
แสดงด้านที่โหดร้ายและเด็ดขาดออกมาซึ่งเป็นที่
น่าประหลาดใจยิ่งนัก
หลังจากการพิจารณาของขุนนางในรัฐฉินซ้ำแล้ว
ซ้ำเล่า แม้ว่าการสังหารเว่ยอ๋องจะไม่ใช่ฝีมือองค์
รัชทายาทเว่ยก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นฝีมือของที่
ปรึกษารอบตัวเขาแน่นอน นี่แสดงให้เห็นว่าเมื่อ
เขาได้รับอิทธิพลจากที่ปรึกษาที่เหนือกว่าก็
สามารถบรรลุผลได้! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐฉินจึง
ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปั้องกันไม่ให้เขาขึ้นสู่
บัลลังก์
หลังจากที่กลยุทธ์โดยรวมถูกกำหนดอย่างคร่าวๆ
แล้ว ชูหลี่จี๋กับจางอี๋ก็เข้าวังเพื่อหารือขั้นสุดท้าย
กับอิ๋งซื่อทันที
ส่วนซ่งชูอีกลับไปที่จวนกั๋วเว่ย การต่อสู้เบื้องหน้า
เป็นไปอย่างดุเดือด ซ่งชูอีนั่งอยู่ด้านหลัง
เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินตลอดสิบสองชั่ว
ยาม
หลังจากผ่านไปสามวัน คดีสังหารเว่ยอ๋องก็มีผล
ออกมา
หมอหลวงหวังชี้นำว่ามันคือการฆ่าตัวตายและ
พบนกพิราบซึ่งยังไม่ทันฆ่าในห้องของเขา ฮุ่ยซือ
สั่งให้คนปั้ายธูปติดตามบนตัวพิราบทันที
หลังจากที่นกพิราบบินวนอยู่สามวันก็บินไปใน
ห้องขององค์ชายซื่อและถูกฮูหยินรองของเขาตู้
เจาเป็นคนรับไว้
ฮุ่ยซื่อทำการค้นหาตำหนักขององค์ชายซื่อและ
พบว่ามีกรงนกพิราบเจ็ดหรือแปดกรงอยู่ในลาน
ของตู้เจา
เป็นหลักฐานที่หักล้างไม่ได้!
ทั้งราชวงศ์ตกอยู่ในความโกลาหล ผลลัพธ์นี้ทั้ง
สมเหตุสมผลและทั้งเหนือความคาดคิด เพราะ
ความเมตตาขององค์รัชทายาทนั้นชัดเจนสำหรับ
ทุกคนและเขาก็มีสถานะผู้สืบทอดบัลลังก์ ไม่
จำเป็นต้องปลงพระชนม์เว่ยอ๋องในตอนนี้ ส่วน
องค์ชายซื่อมีแนวโน้มที่จะปลงพระชนม์เว่ยอ๋อง
มากที่สุด เพียงทุกคนไม่คาดคิดว่าเขาจะลงมือได้
เร็วเช่นนี้
——————–
[1] ซานกง (สามพระยา) เป็นคำเรียกขุนนางชั้น
สูงสุดสามตำแหน่งในจีนโบราณ