กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 358 สงครามขั้นเด็ดขาดในนครจงตู (1)
ขณะที่นครหลวงถูกสร้างขึ้นก็จะพิจาณาเรื่องการ
“รุดหน้าและถอยกลับ” และเส้นทางลับ ในเมื่อ
จงตูก็เคยเป็นนครหลวง…
ซ่งชูอีตระหนักได้ในทันใดทว่าก็รู้สึกหมดหนทาง
ต่อให้รู้ว่าจงตูมีห้องลับหรือเส้นทางลับแล้ว
อย่างไรหรือ? นางไม่รู้ว่าเส้นทางลับนั้นตั้งอยู่ที่ใด
ศึกโจมตีนครส่วนใหญ่เป็นการวัดกำลังกันแบบ
ตัวต่อตัว กลยุทธ์พิศดารอย่างอื่นมีไว้เป็นตัวเสริม
เท่านั้น
“รายงาน…”
ซ่งชูอีเงยหน้าขึ้น
หัวหน้ากองซือหม่าที่เนื้อตัวสะบักสะบอมเดินเข้า
มา พูดพร้อมหายใจหอบ “กั๋วเว่ย กองทัพของ
เราใช้เครื่องขว้างหินเพื่อโจมตีนครแต่ว่า
กองทัพเว่ยวางตาข่ายหน้ากำแพงเมือง หินจึงไม่
สามารถทำลายกำแพงเมืองได้ขอรับ!”
กองทัพฉินทะลุแนวปั้องกันแรกแล้วแต่กลับ
ประสบความพ่ายแพ้อย่างหนักในแนวรับที่สอง
แม่ทัพเห็นว่าขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปก็มีแต่จะเสียแรง
เปล่าๆ จึงสั่งให้ถอยทัพ ใช้เพียงเครื่องขว้างหิน
ในการโจมตี
ก้อนหินรอบๆ จงตูนั้นหาได้ยาก ทรัพยากรที่มี
อยู่มีจำกัด ไม่สามารถโจมตีด้วยวิธีนี้ได้ตลอดไป
หัวหน้ากองซือหม่ากล่าวต่อ “กองทัพเว่ยโรยจี๋
หลีอยู่หน้ากำแพงเมือง ทหารม้าและทหารราบ
ยากที่จะก้าวไปข้างหน้า ท่านแม่ทัพต้องการ
ถามกั๋วเว่ยว่ามีวิธีใดในการข้ามแนวปั้องกันที่สอง
บ้างหรือไม่?”
จี๋หลีเป็นพืชชนิดหนึ่ง เปลือกนอกของมันมีหนาม
แข็ง ระหว่างสงคราม หลังจากที่รวบรวมมันได้
แล้วก็โรยไปบนเส้นทางที่ศัตรูต้องเดินทางผ่าน
แทงให้เท้าของทหารและม้าบาดเจ็บด้วยหนาม
แหลมของมัน ต่อมาสำนักม่อก็ใช้เหล็กสร้าง
หนามจำลองขึ้นมาเลียนแบบจี๋หลีทำให้อนุภาพ
ของมันเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
สามารถทำให้กองทัพฉินถอยร่นไปได้ เห็นได้ชัด
ว่ามีจี๋หลีอยู่เป็นจำนวนมาก
“เล่าสถานการณ์มาให้ละเอียด” ซ่งชูอีเอ่ย
“ขอรับ” หัวหน้ากองซือหม่าเอ่ย “สิ่งที่
กองทัพเว่ยโรยอยู่หน้านครคือหลีจี๋ตามธรรมชาติ
และหลีจี๋เหล็กผสมอยู่ด้วยกัน ครอบคลุมทั้ง
ด้านหน้าของประตูฝังใต้ มีจำนวนมหาศาล เมื่อ
ครู่ตอนที่ทหารม้าของข้าผ่านไปนั้นล้วนได้รับ
บาดเจ็บ ทหารที่ถอนกำลังออกไปตอนนี้ไม่มีใคร
รอด ยิ่งไปกว่านั้นฝั่าเท้าบางคนก็เน่าเสีย บัดนี้
ท่านแม่ทัพสั่งให้ใช้หน้าไม้กลโจมตีแล้ว ทว่า
กองทัพเว่ยต่อต้านอย่างหนักหน่วง ดังนั้นจึงไม่
ใคร่เป็นผลสักเท่าไร”
เครื่องขว้างหินไม่ได้ผล ทหารม้าก็เดินไปข้างหน้า
ไม่ได้ แม้ว่าจะมีหน้าไม้กลที่สามารถยิงทหาร
รักษาการณ์ของนครได้ก็ตาม ทว่ากองทัพเว่ยแค่
ต้องปั้องกันเต็มกำลัง ไม่จำเป็นต้องต่อสู้กลับ ต่อ
ให้มีลูกศรมากกว่านี้ก็ไร้ประโยชน์
การโจมตีพบกับความยากลำบากอย่างไม่เคย
ปรากฏมาก่อน
“เอาชนะความแข็งแกร่งด้วยความนุ่มนวล พวก
เขาเข้าใจคิดจริงๆ! เล่าเรื่องตาข่ายที่ปั้องกันก้อน
หินให้ข้าฟังที” ซ่งชูอีเอ่ย
“ตาข่ายมีความแข็งแรงและเหนียว ท่านแม่ทัพ
เดาว่ามันถูกร้อยขึ้นด้วยส่วนผสมของผ้าใยกัญชง
หนังวัวและหนังแกะเข้าด้วยกัน ก้อนหินทั้งหมด
ที่ถูกยิงออกไปล้วนตกลงไปในตาข่าย ท่านแม่ทัพ
จึงตัดสินใจใช้ไฟโจมตี สั่งให้คนทาน้ำมันหมู
หนาๆ ลงบนหิน หลังจากจุดไฟแล้วก็ยิงออกไป
ขอรับ”
ซ่งชูอีพยักหน้า “เพียงแต่ว่า จงตูมีน้ำตลอดเวลา
หากไม่สามารถเผาตาข่ายผ้าได้อย่างรวดเร็ว มัน
จะถูกน้ำดับในไม่ช้าก็เร็ว เจ้าไปบอกท่านแม่
ทัพอวี๋ หลังจากละลายน้ำมันหมูแล้วให้ใส่ถุงหนัง
แกะบางๆ แล้วมัดไว้กับก้อนหิน ใช้เครื่องขว้าง
หินเล็งมันไปบนตาข่าย ทันทีที่มันสัมผัสตาข่ายก็
สั่งให้มือหน้าไม้ยิงไฟใส่เข้าไป ใช้ทั้งสองวิธีพร้อม
กันจะสามารถทำลายตาข่ายได้อย่างรวดเร็ว”
ส่วนจี๋หลีนั้นกระจัดกระจายไปทั่วพื้นหญ้า แม้ว่า
หญ้าจะถูกเหยียบลงบนพื้นในระหว่างการต่อสู้ ก็
ไม่มีทางที่จะสะสางได้โดยเร็ว ทางเดียวก็คือต้อง
เก็บขึ้นมาทีละลูกๆ
นางสอดมือไว้ในแขนเสื้อพลางครุ่นคิด “กำจัดจี๋
หลีไม่ได้ แต่ว่าสามารถหาสัตว์อย่างเช่นวัวแล้ว
ผูกคราดไว้ที่หาง จุดไฟที่หางของมัน ไล่ต้อนให้
มันเข้าไปใต้หอคอย อาจจะกำจัดได้บางส่วน อีก
ประการหนึ่งคือการทำให้รองเท้าของทหารของ
เราหนาขึ้น จะดำเนินการอย่างไรให้แม่ทัพอวี๋
ตัดสินใจเองเถิด”
“ขอรับ!” หัวหน้ากองซือหม่าดีใจอย่างยิ่ง
กำแพงเมืองเกือบจะจมอยู่ในน้ำแล้ว ตราบเท่าที่
สามารถเอาตาข่ายออกได้ เหตุใดจะทำลาย
กำแพงเมืองไม่ได้เล่า!
กองทัพฉินต้องใช้เวลาในการเตรียมการ ดังนั้น
การโจมตีครั้งแรกจึงถูกบังคับให้หยุดไว้ชั่วคราว
ในเวลานี้มีข่าวส่งมาจากทิศตะวันตก…แคว
ทั้งหมดตามคูเมืองต่างถูกปิดตายแล้ว!
หลังจากที่ซ่งชูอีได้ตรวจสอบและคำนวณอย่าง
รอบคอบแล้วก็กำหนดตำแหน่งที่จะสกัดกั้นการ
ไหลของน้ำ การปิดกั้นแควตามคูเมืองตาม
อำเภอใจไม่ใช่การกระทำของทหารฉินอย่าง
แน่นอน เช่นนั้นกองทัพเว่ยเป็นคนปิดตายเอง
หรือ?
ซ่งชูอีนึกถึงภูมิประเทศของจงตู จู่ๆ เหงื่อเย็นก็
ผุดออกมาบนหน้าผาก กล่าวด้วยน้ำเสียงแหลม
คม “ทหาร!”
“ขอรับ!”
“ถ่ายทอดคำสั่งข้าลงไป แจ้งท่านแม่ทัพไปั๋ให้รอ
คำสั่งที่เมืองตะวันออก ไม่ต้องรีบไปยังทิศใต้ ให้
แม่ทัพอวี๋ละทิ้งทางตอนใต้เพื่อไปสมทบกับแม่ทัพ
ไปั๋ทางทิศตะวันออก เน้นการโจมตีไปที่ทางทิศ
ตะวันออกของเมือง และบอกพวกเขาว่าทางหนี
นั้นพังพินาศแล้ว หากโจมตีจงตูไม่สำเร็จก็ตาย
สถานเดียว!” ซ่งชูอีพูดจบก็เพิกเฉยต่อความตก
ตะลึงของอีกฝั่าย นั่งลงหน้าโต๊ะและหยิบเครื่อง
เขียนขึ้นมาทันที
“ขอรับ!” ผ่านไปครู่หนึ่งหัวหน้ากองซือหม่าก็
ตอบรับ
หลังจากซ่งชูอีเขียนเสร็จและเปั่าให้แห้งแล้วก็วาง
สมุดไผ่ลง “กู่ฉิง ให้คนนำไปส่งท่านแม่ทัพใหญ่!
เร็วเข้า!”
ซ่งชูอีไม่ได้รู้จักแม่ทัพผู้นำการโจมตีครั้งนี้มากนัก
เกรงว่าเขาจะไม่เข้าใจคำสั่งและดึงดันจะทำ
ตามใจ ดังนั้นหลังจากส่งสารออกไปครั้งแรกแล้ว
ก็รีบเขียนจดหมายลับขึ้นอีกม้วนหนึ่ง เพื่อ
อธิบายเหตุผลที่เปลี่ยนแปลงแผนการ
หากถอยทัพทางตอนใต้ของนครในตอนนี้ก็ยังทัน
แต่ว่าทหารม้าหลายหมื่นคนของท่านแม่ทัพไปั๋ยัง
มาไม่ถึงฝังตะวันออกของนคร หากทหารเว่ยรอ
ให้กำลังหลักถอยออกไปแล้วปล่อยน้ำขวางทาง
ขังแม่ทัพไปั๋เอาไว้ ก็อาจสูญเสียคนนับหมื่น
เหล่านั้นในจงตู!
“หมิ่นฉือ!” ดวงตาของซ่งชูอีมืดมน บัดนี้นาง
มุ่งเน้นไปที่การต่อสู้โดยไม่ได้ตระหนักถึงความสุข
และจิตวิญญาณการต่อสู้ของตัวเองเลย
เขายังเป็นหมิ่นฉือคนเดิมจริงๆ! ไม่ใช่คนไร้
ยางอายที่วางแผนอยู่เบื้องหลัง แต่เป็นผู้
บัญชาการทหารที่มีพรสวรรค์ทางทหารอันยอด
เยี่ยม!
รองแม่ทัพที่อยู่ข้างๆ ซ่งชูอีรอให้นางออกคำสั่ง
ชุดใหญ่จนเสร็จก่อนที่จะเอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
“กั๋วเว่ย เหตุใดจู่ๆ ถึงได้เปลี่ยนกลยุทธ์เล่า?”
“เจ้าเห็นภูมิประเทศของจงตูไหม ฝังเหนือสูงฝัง
ใต้ต่ำ” ซ่งชูอีหมุนตัวมองแผนที่ที่อยู่ด้านหลัง
รองแม่ทัพพยักหน้า “นี่เป็นปัญหาที่พวกเรา
กังวลมาโดยตลอด แต่ว่าก่อนหน้านี้ท่านกับท่าน
แม่ทัพใหญ่ได้ประมาณการแล้วว่าปริมาณน้ำไม่
เพียงพอที่จะเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อกองทัพ
ของเราไม่ใช่หรือ?”
“ถูกต้อง หากคำนวณตามสามัญสำนึกแล้ว
ปริมาณน้ำในจุดนี้ต่อให้มันลดลง อย่างดีที่สุดก็
มิดข้อเท้า และจะไหลต่อไปยังทิศใต้ในไม่ช้า” ซ่ง
ชูอียกมือขึ้นเคาะๆ สาขาลำน้ำสองสามแห่ง
“หมิ่นฉืออาศัยตอนที่พวกเราไม่ทันระวังตัวปิด
ตายลำน้ำเหล่านี้ จุดประสงค์ก็คือรอให้คูเมือง
ระเบิดและทำให้เราจมน้ำตายไม่ใช่หรือ! เขา
กำลังดึงน้ำจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตัวนคร!”
น้ำท่วมที่เข้ามาในนครจะต้องมาบรรจบกันที่ทาง
ใต้ของนครซึ่งเป็นจุดที่ต่ำที่สุด รอจนปริมาณน้ำ
สะสมในระดับหนึ่ง เมื่อปล่อยน้ำออกมา
กะทันหันจะต้องทำให้กองทัพฉินที่กำลังโจมตี
นครแตกสลายอย่างแน่นอน!
“แต่ข้าไม่พบแม่น้ำที่ผันน้ำเข้าเมืองทางตอนใต้
ของนครเลยนี่นา!” รองแม่ทัพเอ่ย
“ทางลับ”
ในช่วงเวลาสั้นๆ เช่นนี้เป็นการยากที่จะขุดทาง
น้ำขนาดใหญ่อย่างลับๆ มีทางเดียวที่เป็นไปได้
คือมีเส้นทางลับในจงตูเดิมและหมิ่นฉือใช้เส้นทาง
ลับนี้เพื่อเบี่ยงทางน้ำ
หมิ่นฉือทำทีหลอกล่อว่าไปขุดลอกคูเมืองฝัง
ตะวันออก ที่จริงแล้วมันเป็นการทำให้คู่ต่อสู้
ประมาทเท่านั้น เมื่อคิดดูจากตรรกะปกติแล้ว
เนื่องจากเขากำลังรีบขุดลอกแม่น้ำก็แสดงว่ากลัว
ว่าน้ำจะท่วมจงตู คงไม่มีใครคิดว่าเขาจะขุดคัน
ดินทางทิศตะวันออกแล้วยังปิดกั้นทางระบายน้ำ
ทางทิศตะวันตกทั้งหมดด้วยตัวเอง
“แผนที่นี้ไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีนครเวิ่งเฉิงอยู่ที่
ประตูเมืองทางทิศใต้ ข้าเดาว่ากองทัพเว่ยสร้าง
เส้นทางลับขึ้นมาในภายหลัง” ซ่งชูอีเอ่ย
เวิ่งเฉิงเป็นนครเล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นนอกประตู
เมืองหลัก ภูมิประเทศแคบและเข้าถึงยาก เมื่อ
ทหารศัตรูบุกเข้าไปทำลายประตูของนครเวิ่งเฉิง
แล้วฝั่าเข้าไปในนคร แต่กลับพบว่าถูกขังอยู่ใน
ช่องว่างเล็กๆ กำแพงโดยรอบมีความสูง ยังไม่ทัน
จะถอยออกมาก็ถูกฆ่าเสียก่อน มันจึงถูกเรียกว่า
“จับเต่าในไห”
นครจงตูแต่เดิมมีเพียงประตูฝังตะวันตกที่มีเวิ่ง
เฉิง บนแผนที่ไม่ได้แสดงว่าประตูทางทิศใต้ก็มี
เช่นกัน อาจเป็นเพราะรัฐเว่ยไม่ได้สร้างมันไว้
นอกประตูเมืองหลังจากยึดครองสถานที่แห่งนี้แต่
กลับสร้างประตูขึ้นใหม่ข้างใน และเปลี่ยนประตู
เมืองก่อนหน้าเป็นประตูนครเวิ่งเฉิง
เมื่อทหารฉินพยายามสืบการกระจายกำลังของ
ทหารเว่ยก็พบว่ากองกำลังทั้งสี่ด้านของประตู
เมืองเท่ากัน จึงวางแผนที่จะแสร้งโจมตีทาง
ตะวันออกของนคร แต่เปั้าหมายที่แท้จริงคือทาง
ใต้
หมิ่นฉือทำการเคลื่อนไหวนี้ แม้ว่าเขาจะไม่
สามารถเอาชนะกองทัพฉินได้ แต่ก็จะสามารถทำ
ให้การต่อสู้ให้เป็นไปในทิศทางที่เขาควบคุมได้
ซ่งชูอีในฐานะทหารกองหนุน เมื่อแนวหน้าไม่
เคลื่อนไหวและไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมในการต่อสู้
นางทำได้เพียงยืนนิ่งๆ
โชคดีที่แม่ทัพอวี๋เห็นจดหมายลับของนาง
หลังจากพิจารณาหลายรอบก็ตัดสินใจที่จะ
เปลี่ยนแผนเดิม
ซ่งชูอีสั่งให้คนเตรียมที่จะย้ายค่ายเพื่อติดตามแม่
ทัพอวี๋ที่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ และเพื่อให้แน่ใจ
ว่ามีการจัดหาเส้นทางถอยทัพและเสบียงอย่าง
ต่อเนื่อง
จุดธูปผ่อนคลาย ซ่งชูอีนั่งอยู่ในกระโจม มองดู
ภาพรวมอย่างใจเย็น มีคนเข้ามารายงาน
สถานการณ์ของแนวหน้าเป็นครั้งคราว
“รายงานกั๋วเว่ย แม่ทัพอวี๋ออกเดินทางแล้ว
ขอรับ”
เมื่อธูปถูกจุดจนหมด ซ่งชูอีก็ลุกขึ้น ขี้เถ้าในจาน
ธูปปลิวไปกับสายลมทันที
โครม!
เสียงดังกึกก้องในระยะไกล
แผ่นหลังของซ่งชูอีแน่นตึง หลังจากเกิดเสียงดัง
สนั่นแล้ว ข้างนอกเกิดเสียงโกลาหล
ท่ามกลางเสียงตะโกนที่วุ่นวาย ซ่งชูอีได้ยินคำว่า
“น้ำท่วม” สองคำนี้
ซ่งชูอีก้าวเท้ายาวๆ ออกมาจากกระโจม เห็น
ประตูทางทิศใต้ของจงตูเปิดกว้าง น้ำพุ่งออกมา
ราวกับสัตว์ร้ายที่วิ่งออกมาจากกรงของมัน
ทะเลสาบขนาดเล็กก่อตัวขึ้นที่ฝังตรงข้ามของ
แม่น้ำในเวลาอันสั้น
กองทัพฉินที่ถอยทัพถูกกวาดล้าง พันกว่าคนถูก
ซัดกระจัดกระจาย
“ถ่ายทอดคำสั่งข้า เตรียมถอยทัพ!” ซ่งชูอีกล่าว
เสียงสูง
“ขอรับ!”
เหล่านายพบรอบข้างตอบเป็นเสียงเดียวกัน
น้ำก้อนใหญ่ที่ไหลจากตัวเมืองพุ่งไปที่ริมคูเมือง
อย่างรวดเร็ว มันยิ่งรวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ น้ำ
ในคูเมืองได้เอ่อล้นออกมาแล้ว น้ำในแม่น้ำ
ปริมาณน้อยรั่วไหลออกจากตลิ่ง
ซ่งชูอีได้มีการเตรียมตัวไว้แล้ว ดังนั้นทันทีที่สั่ง
การ กองหนุนก็ถอนตัวออกจากค่ายภายใน
ระยะเวลาเพียงสองเค่อ ทุกอย่างกำลังดำเนินไป
อย่างมีระเบียบ
ซ่งชูอีเหลือบมองกลับไปยังจงตูในขณะที่ขี่อยู่บน
หลังม้า
น้ำที่ไหลทะลักค่อยๆ สงบลง น้ำตื้นสีฟั้าอมเทา
เรือนลางบรรจบกับท้องฟั้า นครจงตูถูกน้ำ
ล้อมรอบแล้ว ด้านบนของนคร มีคนในเสื้อเกราะ
สีทองแดงยืนโต้สายลม เสื้อคลุมสีแดงโบกสะบัด
ดูสง่างามอย่างมาก
ซ่งชูอีสามารถมองเห็นร่างนั้นเพียงคลุมเครือ
อย่างไรก็ตามในใจกลับมั่นใจอย่างประหลาดว่า
คนคนนั้นคือหมิ่นฉือ
การต่อสู้กันครั้งแรกนี้ กองทัพฉินไม่มีความ
สูญเสียมากนัก ทว่าซ่งชูอียอมรับว่าตนเองแพ้
แล้ว
การเคลื่อนพลไปทางทิศตะวันออกของนครอย่าง
หลีกเลี่ยงไม่ได้นั้นคือการต่อสู้อันดุเดือด ซ่งชูอี
ต้องการต่อสู้กับเขาแบบตัวต่อตัวเสียเหลือเกิน
แต่ที่นี่คือสนามรบ กองทัพฉินมีชีวิตนับแสน นาง
จะต้องได้รับชัยชนะด้วยการเสียสละน้อยที่สุด
และหมิ่นฉือก็จะไม่ยอมทิ้งโอกาสในการวางกล
ยุทธ์อย่างแน่นอน
ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ พวกเขาล้วนทำสิ่งเดียวกัน
ดังนั้นจึงมีอุดมการณ์เดียวกันและจึงจะมีการ
เริ่มต้น อย่างไรก็ตามแนวคิดที่แตกต่างกันที่ฝัง
ลึกอยู่ในกระดูกถูกกำหนดให้ต้องเดินคนละ
เส้นทางอีกครั้ง
ในเวลานั้น ซ่งชูอีได้ประนีประนอมมากแล้ว แม้
จะสามารถทนต่อความคิดของเขาที่สวนทางกับ
นางได้ แต่สุดท้ายเมื่อนางถูกทำลายด้วยแนวคิด
ดังกล่าวก็ไม่มีทางที่จะฟืนคืนได้ตลอดไป
“ฉะนั้น จื๋อห่วน ต่อให้ชาตินี้ข้ายกโทษให้เจ้า
พวกเราไม่มีความแค้นต่อกัน แต่ตราบใดที่เจ้ากับ
ข้ายังคงต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ เจ้ากับข้าก็ถูก
กำหนดให้เป็นศัตรูกัน”
ซ่งชูอีเรียกชื่อเขาเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ใช่เป็นการ
ให้อภัยแต่เป็นการบอกลา
ศึกครั้งนี้หากเขาไม่ตายก็เป็นนางที่ตาย