กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 364 ก่อเรื่องใหญ่เข้าแล้ว
“ข้าต้องการที่จะปกปั้องต้าฉิน เหมือนที่เจ้า
ต้องการที่จะปกปั้องข้า มันคือความรักและยิ่ง
เป็นความรับผิดชอบด้วย” ดวงตาของอิ๋งสี่ที่เต็ม
ไปด้วยไอน้ำจ้องมองไปที่เขาราวกับต้องการจะ
จารึกภาพนี้ไว้ในสมอง ในหัวใจและในกระดูก
ของนาง
พระธิดาในตระกูลราชวงศ์แห่งรัฐฉินมิได้มีเพียง
อิ๋งสี่เพียงคนเดียว แต่มีเพียงนางเท่านั้นที่จะ
คู่ควรกับองค์ชายที่เป็นสายเลือดโดยตรง
อิ๋งสี่รู้ว่าผู้ที่มีผลกระทบต่อการแต่งงานของของ
ตนอย่างแท้จริงก็คืออิ๋งซื่อ หากในใจของเขา
ปรารถนางานสมรสครั้งนี้อย่างแท้จริงก็คงบังคับ
แต่งไปแล้ว คงไม่ยืดเยื้อมาจนถึงบัดนี้ แต่นางก็
ไม่ได้เกลียดชัง ในฐานะองค์หญิงนางแบกรับ
ความรับผิดชอบที่มีต่อบ้านเมือง นางมีความสุข
มากที่นางได้อยู่กับผู้ชายที่รักมากที่สุดในปีที่ดี
ที่สุดของนาง
“ไม่” จี๋อวี่กล่าวเสียงต่ำ “ไม่เหมือน ข้ากับเจ้าไม่
มีความรับผิดชอบใดๆ มาเกี่ยวข้อง”
แม้ว่าจะอยู่ต่อไม่ได้ ทว่าจี๋อวี่ก็ยังอยากจะบอก
ความจริงกับนาง เพราะว่าหากไม่บอกครั้งนี้ ชาติ
นี้ก็คงจะไม่มีโอกาสได้บอกอีกแล้ว “ข้าชอบเจ้า
ในชีวิตนี้ข้าจะชอบเพียงเจ้าเท่านั้น”
จี๋อวี่กับอดีตภรรยาเป็นการจับคลุมถุงชนในสมัย
ที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ หลังจากเป็นผู้ใหญ่ก็
แต่งกับนางตามความต้องการของผู้ใหญ่โดย
ธรรมชาติ จี๋อวี่เป็นชายผู้มีความรับผิดชอบ นอก
สนามรบก็เป็นคนที่มีนิสัยอ่อนโยน อีกทั้งไม่เป็น
คนมักมากในกาม เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่
ซื่อสัตย์มาก หลังจากทั้งสองแต่งงานกันก็มีความ
เคารพซึ่งกันและกัน ไม่เคยทะเลากันเลย ทว่าก็
ไม่มีความรักระหว่างหนุ่มสาวเช่นกัน หลังจากอยู่
ด้วยกันมานานความเสน่หาบางอย่างก็บังเกิด
อดีตภรรยาของเขาปั่วยตายเมื่อเขาอยู่ระหว่าง
การเดินทาง ตอนนั้นก็ยังมีเลือดเนื้อของเขาอยู่
ในท้อง และเขาก็ไม่ได้กลับจากสนามรบเลย
จนกระทั่งมีหญ้างอกบนหลุมศพของภรรยา เขา
รู้สึกสะเทือนใจและรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชายทว่า
กลับไม่สามารถปกปั้องภรรยาได้ หลังจากนั้นจึง
ไม่มีกะใจที่จะแต่งงานใหม่อีก
ในตอนนั้นจี๋อวี่รู้สึกว่าอิ๋งสี่เป็นเพียงความเสน่หา
ชั่วคราว ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจนาง ทั้งรักษาท่าที
ห่างเหินและความเคารพนี้ไว้ หลังจากผ่านไป
นานก็เห็นเด็กผู้หญิงที่อ่อนกว่าตนสิบกว่าปีคนนี้
เป็นเหมือนน้องสาวเท่านั้น เขาเองก็ไม่รู้ว่า
ความรู้สึกนี้มันเปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ ตั้งแต่
เมื่อไร ทว่าเมื่อเขารู้ตัวมันก็ลึกซึ้งมากแล้ว
ขบวนรถเคลื่อนตัวอีกครั้ง
จี๋อวี่หนาวสะท้านไปทั้งตัว มีเพียงฝั่ามือที่ถูกอิ๋งสี่
จุมพิตเท่านั้นที่ร้อนรุ่ม เขากำมือแน่นเพราะกลัว
ว่าจะสูญเสียความอบอุ่นครั้งสุดท้ายนี้ไป
จี้ฮ่วนหันกลับมามองเขาขณะที่กำลังอยู่บนหลัง
ม้า ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี คนคนนั้นคล้ายกับ
นกอินทรีผู้โดดเดี่ยวในทุ่งกว้าง…
จี้ฮ่วนเข้าใจจี๋อวี่มากกว่าใครทั้งหมด ดังนั้นจึง
ไม่ได้เปลืองคำเกลี้ยกล่อมเขา
ทุกคนในโลกใบนี้ล้วนเห็นแก่ตัวทั้งสิ้น บ้าง
สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอด
นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ละทิ้งความปรารถนาส่วนตัว
และเสียสละเพื่อความสงบสุขของโลก จี้ฮ่วนอยู่ที่
ไหนสักแห่งระหว่างสองอย่างนี้ เขาเพียงชอบ
ความสนุกในการเข่นฆ่า ทว่าเขารู้ว่าจี๋อวี่เป็นคน
อย่างที่สอง และอิ๋งสี่ก็เช่นกัน
ผ่านไปครึ่งเดือน
หลังจากจี้ฮ่วนคุ้มกันอิ๋งสี่กลับพระราชวังแล้ว ก็
รีบไปพบซ่งชูอีทันที
ในลานหลังจวนของกั๋วเว่ย ภายในปั่าดอกบ๊วย
หนาแน่นมีตั่งตัวเตี้ยที่สามารถรองรับแขกได้เจ็ด
ถึงแปดคน ซ่งชูอีจิบสุราข้าวแช่เย็นในน้ำแร่ ฟัง
จี้ฮ่วนเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่จากลาด้วยสีหน้าผ่อน
คลาย
จี้ฮ่วนเล่าสถานการณ์ของตัวเองอย่างเรียบง่าย
สองสามรอบ จากนั้นก็รีบเล่าเรื่องจี๋อวี่ให้นางฟัง
“องค์หญิงอิ๋งสี่หลับนอนกับพี่ใหญ่แล้ว เรื่อง
ระหว่างหญิงชายนี่นา เดิมทีข้านึกว่าพี่ใหญ่จะไม่
สนใจเสียอีก ทว่าระหว่างที่ข้าคุ้มกันองค์หญิง
กลับมานั้นพี่ใหญ่ก็ขี่ม้าตามมาตามลำพัง ท่าทาง
สิ้นหวังเช่นนั้นราวกับว่าไม่สามารถช่วยเหลือ
ตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว ท่านมีวิธีช่วยพี่ใหญ่
หรือไม่?”
“อะไรนะ? องค์หญิงหลับนอนกับอวี่แล้ว!” ซ่งชู
อีเปลี่ยนความประหลาดใจเป็นเสียงหัวเราะ
“ฮ่าๆ สมกับเป็นองค์หญิงแห่งอิ๋งฉิน”
“ท่าน พูดเรื่องจริงจังเถิด” จี้ฮ่วนขมวดคิ้ว
ซ่งชูอีเช็ดๆ ปาก ยิ้มยิงฟันพร้อมเอ่ยว่า “เรื่องนี้
ไม่ง่ายเลย สุดท้ายแล้วมันคือการสมรสเพื่อเจริญ
ไมตรีระหว่างสองรัฐ ถ้าอย่างไรให้องค์หญิงไปทำ
ร้ายท่านมหาเสนาบดีฝั่ายซ้ายสักครั้งเพื่อระบาย
ความโกรธดีหรือไม่?”
จี้ฮ่วนเพิกเฉยต่อคำพูดที่ไม่น่าเชื่อถือเหล่านั้น
และเข้าใจประเด็นสำคัญทันใด “ท่านมีวิธีหรือ?”
ยากแต่ใช่ว่าทำไม่ได้!
“เอ่อ ข้าไม่ได้พูดเยี่ยงนั้น” ซ่งชูอีโบกๆ มือ
จี้ฮ่วนดึงแขนเสื้อของนางด้วยความตื่นเต้น “ท่าน
จะต้องช่วยพี่ใหญ่ จี้ฮ่วนจะเป็นวัวเป็นม้าให้ท่าน
สิบชาติ”
“เจ้ารึ?” ซ่งชูอีเลิกคิ้วมองสำรวจเขา “ข้าไม่
ต้องการวัวหยาบเยี่ยงเจ้า”
ซ่งชูอีเบี่ยงตัวไปด้านข้าง จี๋อวี่ดึงแขนเสื้อเพื่อดึง
นางกลับมา “ต้องทำอย่างไรท่านจึงจะยอมช่วย?
ขอเพียงท่านกล่าวออกมา ฮ่วนจะยอมเสี่ยงชีวิต
เข้าช่วย”
ซ่งชูอีดึงแขนเสื้อกลับมา กล่าวอย่างมีนัยยะ “ถ้า
เช่นนั้นเจ้าไปหว่านเมล็ดที่รัฐปาเถิด ดินแดนผืน
นั้นทั้งกว้างขวางและอุดมสมบูรณ์ เพียงแต่ไร้
เมล็ดพันธุ์ ใกล้จะรกร้างเต็มทีแล้ว”
สีหน้าจี้ฮ่วนแข็งค้าง พลันนึกถึงเรื่องที่ตนเคยลาก
เด็กหญิงชาวปาเข้าไปในปั่า…
ซ่งชูอีจิบสุราอย่างสงบท่ามกลางความวุ่นวาย
ความรู้สึกเย็นสบายไหลลงจากคอจนถึงกระเพาะ
สดชื่นอย่างยิ่ง
“หากท่านสามารถช่วยพี่ใหญ่ได้ ข้าจะไป” จี้ฮ่วน
กัดฟันเอ่ย
ซ่งชูอีดูดๆ ปาก “ข้าชอบเวลาที่เจ้าจริงจังกับคำ
เย้าเล่นของข้าที่สุด”
พูดจบ นางก็ไม่สนใจสีหน้าของจี้ฮ่วน สงวนท่าที
ถากถางเยาะเย้ยนั้นแล้วกล่าวอย่างครุ่นคิด
“บัดนี้ลูกศรอยู่บนคันธนูแล้วจะไม่ยิงก็ไม่ได้ เรื่อง
นี้เป็นข้อสรุปที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว เพียง
แค่รอโอกาสในอนาคตจึงจะเคลื่อนไหว ข้าได้ยิน
ว่าท่านมหาเสนาบดีฝั่ายขวาเชี่ยวชาญด้านยาที่มี
ลักษณะเฉพาะบางอย่าง อย่างเช่นมียาชนิดหนึ่ง
ที่หลังจากกินเข้าไปแล้วก็จะแสดงอาการปั่วย
อย่างช้าๆ เมื่อค่อยๆ เพิ่มปริมาณยาก็จะเหมือน
ตายในระดับหนึ่ง”
“จริงรึ? ท่านกับท่านมหาเสนาบดีฝั่ายขวาร่วม
สาบานเป็นพี่น้อง สามารถเจรจาได้หรือไม่?” จี้ฮ่
วนลืมอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ก่อนหน้านี้ไปแล้ว
ขอเพียงมีวิธี ถูกหลอกสักสองสามคำก็ไม่เห็นจะ
เป็นอะไรไป!
ซ่งชูอีกำลังจัดแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง เมื่อได้ยิน
เขาเอ่ยเช่นนี้ก็อดที่จะยิ้มเอ่ยไม่ได้ “ชิ เจ้าโง่รึไง
ข้าไปแล้วจะมีประโยชน์อันใด? พวกเขาเป็น
พี่ชายน้องสาวแท้ๆ กันไม่แข็งแกร่งไปกว่าการ
เป็นพี่น้องร่วมสาบานของข้าหรอกหรือ? คำ
อุทธรณ์เคล้าน้ำตาเพียงครั้งเดียวยังจะมี
ประโยชน์มากกว่าการโขกศีรษะร้อยครั้งของข้า
เสียอีก”
ครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกับชูหลี่จี๋อย่างตรงไปตรงมา
นั้นคือการบ่งบอกว่าวันเวลาที่จริงใจและซื่อตรง
ต่อกันระหว่างพวกเขาได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้ไม่มีคำพูดเช่นนี้ หัวใจของชูหลี่
จี๋ก็มีไว้เพื่อต้าฉิน ซ่งชูอีไม่ต้องคิดก็รู้ดีว่าเรื่องการ
ปกปั้องอิ๋งสี่จะสั่นคลอนพันธสัญญาระหว่างฉินเว่
ยมากเพียงใด หากนางไปขอร้องด้วยตัวเองแต่
เหตุผลไม่เพียงพอก็เป็นไปได้มากว่าจะถูกปฏิเสธ
ทว่าอิ๋งสี่ไม่เหมือนกัน
“เป็นเพราะข้าเลอะเลือน” จี้ฮ่วนอดใจไม่ไหว
ต้องการจะไปบอกอิ๋งสี่ทันที ทว่าในเวลานี้เขาทำ
ได้เพียงมองหน้าซ่งชูอีอย่างกะตือรือร้น “บัดนี้
องค์หญิงเข้าวังแล้ว ข้าก็ไม่มีโอกาสได้เห็นนางอีก
แล้ว ท่าน…”
ซ่งชูอีเกาศีรษะ โน้มใกล้หาเขาพร้อมกระซิบเสียง
ต่ำ “ข้าจะส่งจดหมายเอง แต่ในนามของเจ้าและ
เจ้าจะต้องเก็บไว้เป็นความลับ นอกเหนือจากนี้
ข้าจะจัดการให้เจ้าร่วมขบวนส่งเจ้าสาว ถึงตอน
นั้นเจ้าต้องเตือนสติองค์หญิง ว่าอย่าเร่งรีบเพื่อ
ทำให้มันสำเร็จ เพราะทางข้าก็ต้องการเวลาเพื่อ
เปลี่ยน ‘ศพ’ หลังจากนางแสร้งตายแล้วเช่นกัน
ที่สำคัญไปกว่านั้นพันธสัญญาจำเป็นต้องใช้เวลา
ระยะหนึ่งในการปรับเปลี่ยน ให้ดีที่สุดจะต้อง
ควบคุมภายในห้าปี และแน่นอนว่าอาจไม่สำเร็จ
เสมอไป”
จะว่าไปแล้วนี่ไม่มีอะไรมากไปกว่า ‘หนีตาย’
ทว่าการขโมยภรรยาของคนอื่นก็ไม่ใช่การขโมย
ผัก ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นฮองเฮาแห่งรัฐอีกด้วย จะ
ง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร! คิดดูแล้วบัดนั้นก็ต้อง
จ่ายราคาในการช่วยซ่งชูอีออกมาจากรัฐเว่ยไป
มากเหลือเกิน
เพื่อทำเรื่องเช่นนี้ อิ๋งซื่อจะไม่ยอมเสียสละ
สายลับของรัฐฉินที่ฝึกฝนอยู่ในรัฐเว่ยเป็นเวลา
หลายปีอย่างแน่นอน ทุกอย่างต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่
ต้น
จี้ฮ่วนฟังนางพูดพล่ามมาทั้งหมดนี้แล้วยังจะมี
อะไรที่ไม่เข้าใจอีกเล่า? ผู้หญิงคนนี้ได้วางแผนไว้
ล่วงหน้าแล้ว เมื่อครู่ที่ทำทีปฏิเสธเพียงเพราะ
ต้องการเย้าเขาเล่นเท่านั้น!
เมื่อตระหนักได้ถึงตรงนี้ อารมณ์ของจี้ฮ่วนหดหู่
ลงทันใด เขาไม่ชอบจุดนี้ของซ่งชูอีมากที่สุด เจ้า
เล่ห์! ไร้คุณธรรม!
“ท่านก็เป็นคนดีคนหนึ่ง เหตุใดจึงไม่เคารพ
ตัวเองเช่นนี้!” ซาบซึ้งก็ส่วนซาบซึ้ง ไม่ชอบก็ส่วน
ไม่ชอบ ในมุมมองของจี้ฮ่วนมันคือสองสิ่งที่
แตกต่างกัน
ซ่งชูอีเอ่ยเย้าอย่างไร้ยางอาย “ยังคงเป็นเหมือน
เมื่อก่อน นิดหน่อยก็โกรธ”
จี้ฮ่วนมองนางอย่างไร้คำพูด ไม่ต้องการพูดอะไร
อีก
จี้ฮ่วนดื่มสุราอย่างเบื่อหน่ายไปอีกหลายจอก ลุก
ขึ้นต้องการจะจากไปด้วยความอึดอัด
สุดท้ายแล้วซ่งชูอีก็ยังคงย้อนกลับมาเล่นงานฝั่าย
ตรงข้าม “แค่ก เจ้าคนนี้น่ะไม่น่าสนใจเอา
เสียเลย พี่ใหญ่ของเจ้ายังดีกว่าเสียอีก หน้าอก
นั้น…จุ๊ๆ หากเขาไม่ใช่หนุ่มผู้โหดเหี้ยมที่ถือครอง
พรหมจรรย์ทั้งยังยอมหักไม่ยอมงอละก็ ข้า…”
“เจ้าจะทำไม?” เสียงเปียมแรงอาฆาตของเจ้าอี่
โหลวดังขึ้นกะทันหัน
ซ่งชูอีตัวสั่นสะท้าน หันไปตามเสียงก็เห็นเจ้าอี่
โหลวในชุดงาช้างสีขาว ลำตัวสูงยาวตั้งตระหง่าน
อยู่ท่ามกลางกิ่งไม้สีเขียวหยกสดใส ความงดงาม
ไม่ธรรมดาสามัญ หากไม่ใช่เพราะแรงอาฆาต ก็
แทบจะแยกไม่ออกเลยว่าเป็นเทพหรือมนุษย์
ทันใดนั้นจี้ฮ่วนอารมณ์ดียิ่ง เตรียมชมความ
ครึกครื้น
ซ่งชูอีตบหน้าผาก “โถ่เอ๊ย เจ้าบอกว่ามีธุระต้อง
รีบไปไม่ใช่หรือ? ข้าก็แอบหนีออกมาจากที่ว่าการ
มีแต่เรื่องจุกจิกเต็มไปหมด ถ้าอย่างไรพวกเราไป
ด้วยกันเถิด”
จี้ฮ่วนเห็นคนล้มแล้วข้าม “ข้าเห็นว่าแม่ทัพเจ้าคง
มีเรื่องจะคุยกับท่าน ข้าขอตัวก่อนแล้ว”
แม้ว่าเสียใจที่ไม่ได้เห็นเรื่องขบขันของซ่งชูอี แต่
แน่นอนว่าไม่สามารถทำให้นางหลบเลี่ยงได้ ครั้น
จี้ฮ่วนกล่าวจบก็จากไปอย่างเร่งรีบ
ซ่งชูอีมองเขาจากไป เมื่อหันไปมองเจ้าอี่โหลว
ใบหน้าก็เปียมด้วยรอยยิ้ม
“ที่รักตัวน้อย รีบมานั่งเร็วเข้า ข้าจะดื่มให้เจ้า
จอกหนึ่ง” ตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่สามารถเกลี้ยกล่อม
เจ้าอี่โหลวได้สำเร็จ ซ่งชูอีก็ทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ครั้งนี้ก็พอจะคุ้นเคยกับการประจบสอพลอขึ้น
มาแล้ว
เจ้าอี่โหลวนั่งลง รับจอกที่นางส่งมาแต่ไม่ดื่ม
ดวงตาดำขลับทั้งสองคู่จ้องนาง “เมื่อครู่เจ้าบอก
ว่าหน้าอกของแม่ทัพจี๋เป็นอย่างไร? หากเขาไม่ใช่
หนุ่มผู้โหดเหี้ยมที่ถือครองพรหมจรรย์เจ้าจะทำ
อย่างไร?”
“แหม ข้าหมายความว่าเขามีรูปร่างกำยำและมี
หน้าอกที่กว้าง แน่นอนว่าเป็นคนที่พึ่งพิงได้ เดิม
ทีข้าต้องการยกน้องสาวเจินให้เขา ใครจะไปรู้ว่า
เขารักษาอดีตฮูหยินราวกับหยก ข้าจึงเพียงแค่
ยอมแพ้เท่านั้น” ในอดีตนางไม่ต้องการโกหกเจ้า
อี่โหลวแม้แต่น้อย ทว่าตอนนี้ก็คือตอนนี้ คำพูดที่
ตรงเกินไปมักทำร้ายผู้คนได้ง่าย คำโกหกเพราะ
ความปรารถนาดีนั้นยังพอเป็นไปได้
เจ้าอี่โหลวพ่นลมหายใจเย็นชา “พูดจา
เหลวไหล”
มันคือคำพูดของความโมโห ทว่ามีความตามใจ
เจือปนเล็กน้อย
ทั้งสองคนดื่มสุราด้วยกันเงียบๆ
ใบของต้นบ๊วยร่วงลงไปในเครื่องสุราและ
ก่อให้เกิดระลอกคลื่น แสงที่สะท้อนอยู่บน
ใบหน้าด้านข้างอันสมบูรณ์แบบของเจ้าอี่โหลว
สดใสราวกับหยก ซ่งชูอีมองจนรู้สึกหลงใหล
ครั้นนึกถึงคำสาบานเหล่านั้นที่เขาเคยพูด นึกถึง
คำสัญญาที่ตนมีให้เขา แววตาของซ่งชูอีก็
อ่อนโยนลงเล็กน้อย
อิ๋งซื่อยืดเยื้อเรื่องการแต่งงานของอิ๋งสี่ออกไป
แสดงให้เห็นว่ามีจี๋อวี่เป็นตัวสำรอง หากไม่
จำเป็นต้องแต่งงานเพื่อเจริญไมตรีในอนาคต การ
ทำให้อิ๋งสี่สมหวังก็สามารถทำได้ อย่างไรเสียจี๋อวี่
ก็ไปไหนไม่รอด
กษัตริย์เยี่ยงอิ๋งซื่อที่สามารถแม้กระทั่งใช้
ประโยชน์น้องสาวของตนเพื่อสร้างรากฐานในใต้
หล้าได้นั้นก็อย่าหวังว่าจะสามารถคุยเรื่องความ
รักด้วยเลย เพราะเขาจะต้องเลือกทางเลือกที่
เป็นประโยชน์ต่อฉินมากที่สุด ดังนั้นซ่งชูอีจำต้อง
ปกปั้องตัวเอง ในขณะที่อิ๋งซื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ต้อง
ทำให้ตัวเองอยู่ในด้านที่เป็นประโยชน์ต่อต้าฉิน
อย่างสมบูรณ์ หากทำไม่ได้ก็ต้องเตรียมวางแผน
หาทางออกสำรอง
นางจะต้องเตรียมตัวสองทาง
ในระหว่างการเตรียมงานที่วุ่นวายนั้น เดือนเก้าก็
มาถึง ในที่สุดองค์หญิงอิ๋งสี่ก็แต่งออกไปแล้ว
โรงสุรา ชมรมปั๋ออี้และสถานที่พบปะต่างๆ กลับ
กลายเป็นที่ระบายความอึดอัดของบัณฑิตแห่งรัฐ
ฉิน อิ๋งสี่สามารถต่อสู้เพื่อความดีได้ ทั้งยังมีหัวใจ
แห่งความไร้เดียงสา ในความคิดของพวกเขานาง
เป็นเด็กผู้หญิงที่อัศจรรย์ ผลสุดท้ายน่ะหรือ…รัฐ
ฉินชนะสงครามทว่ากลับยกนางเป็นสิ่งชดเชย!
แน่นอนว่าหนี้ที่ไร้คนรับผิดชอบนี้ไปตกอยู่ที่จางอี๋
เพียงชั่วขณะเดียวทั้งเมืองต่างประณามการ
เจรจาของเขา