กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 77 การพบกับทหารในชุดเกราะสีดำ
หิมะเบาโปรยปราย
จี๋อวี่ยืนเป็นเพื่อนซ่งชูอีเงียบๆ ครู่หนึ่ง เห็นว่า
ผ่านไปเนิ่นนานนางไม่มีความเคลื่อนไหวใด ก็อด
ไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “ท่านมีเรื่องในใจหรือ?”
“เรื่องในใจ…” ซ่งชูอีมีเรื่องในใจมามากกว่าวัน
สองวันแล้ว ทว่าเรื่องในใจเหล่านี้ใช่ว่าเอ่ยออก
มาแล้วจะรู้สึกผ่อนคลายได้ เอ่ยยิ้มจางๆ “นอน
เถิด ความกลัดกลุ้มในความฝันมิใช่ความกลัด
กลุ้มที่แท้จริง”
จี๋อวี่มองดูแผ่นหลังของนาง คิดทบทวนคำพูด
ของนางอยู่ในใจ เขามิได้พิจารณาความหมายใน
คำพูดนี้อย่างลึกซึ้ง เพียงแต่รู้สึกว่าที่จริงซ่งชูอี
มิได้เป็นคนอิสระเสรีโดยแท้จริง ในใจของนางคง
มีอารมณ์ล้ำลึกที่ยากจะอธิบายและความกดดันที่
ยากจะบรรเทา
นอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน
จนกระทั่งท้องฟั้าส่องแสงรำไร จี๋อวี่แต่งตัวเสร็จ
แล้วก็ออกไปข้างนอก เห็นว่าหิมะหยุดตกนาน
แล้วดังที่ซ่งชูอีกล่าว บนพื้นเหมือนถูกปกคลุม
ด้วยน้ำค้างแข็งชั้นหนา
ครั้นจัดแจงขบวนรถม้าเรียบร้อยแล้ว จี๋อวี่เรียก
ซ่งชูอีอยู่ครู่ใหญ่ก็ไร้เสียงตอบรับ จึงสั่งให้คนงัด
ประตูเปิด ห่อนางพร้อมกับผ้านวมโยนขึ้นรถไป
แล้ว
ไปั๋เริ่นเห็นดังนี้ก็วิ่งขึ้นรถไปด้วย หมอบตัวลง
นอนต่อข้างเท้าของนาง
รถม้าเคลื่อนไหวโงนเงนไม่รู้ว่านานแค่ไหน จน
เมื่อแสงอาทิตย์แรกผ่านข้างมาในช่องว่างของ
หน้าต่างรถ ซ่งชูอีจึงตื่นขึ้นท่ามกลางความ
สะลึมสะลือ
“อาจารย์” เสียงตื่นเต้นของหลงกู่ปูั้วั่งดังมาจาก
นอกรถ
ซ่งชูอีพลิกตัว ตอบรับด้วยความคลุมเครือ
“อาจารย์ ทัศนียภาพสวยงามยิ่ง รีบออกมาดู
เถิด!” หลงกู่ปูั้วั่งร้องตะโกน จากนั้นเสียงหัวเราะ
ร่าเริงดังขึ้น
ซ่งชูอีเอนตัวอยู่ครู่หนึ่ง ความง่วงจางหายไป นาง
ลุกขึ้นมาสวมเสื้อ หลังจากใช้เกลือบ้วนปากล้าง
หน้าแล้วจึงเปิดหน้าต่างออก
หลงกู่ปูั้วั่งเพิ่งควบม้าผ่านไปท่ามกลางแสงของรุ่ง
อรุณ เกือกม้าทำให้หิมะบนพื้นฟุั้งกระจาย เสื้อ
คลุมตัวใหญ่พริ้วไหว เปียมไปด้วยชีวิตชีวาของ
เด็กหนุ่ม
ซ่งชูอีสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ ตบๆ ไปั๋เริ่น “ไป พวก
เราก็ลงไปเถิด”
ไปั๋เหริ่นโตเร็วมาก ผ่านไปเพียงสามเดือน รูปร่าง
ก็โตราวๆ ครึ่งจั้งแล้ว เกือบเทียบเท่าหมาปั่า
ภูเขาตัวเต็มวัยทั่วไป
ช่วงหลังมานี้อาจเป็นเพราะไปั๋เริ่นรู้สึกได้ถึงความ
เมตตาของซ่งชูอีที่ปลดปล่อยให้มันเป็นอิสระ ซ่ง
ชูอีไม่เคยล่ามมันไว้ แต่มันกลับไม่เคยหลบหนี
“ไปั๋เริ่น ให้ข้านั่งสักหน่อยเถิด” ซ่งชูอีลูบขนของ
ไปั๋เริ่น หย่อนก้นลงบนหลังของมัน
ทว่าหมาปั่าหิมะผู้เย่อหยิ่งจะยอมให้ผู้อื่นขี่หลัง
ของตนได้เยี่ยงไร ไปั๋เริ่นมิได้สลัดนางทิ้ง เพียงแต่
หมอบลงไปกับพื้นเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่ลุก
ขึ้น
หลงกู่ปูั้วั่งควบม้าปรี่เข้ามาราวกับสายลม หัวร่อ
เสียงดัง “อาจารย์ ท่านอยากชื่นชมทิวทัศน์อยู่
บนพื้นงั้นหรือ?”
ซ่งชูอีไม่สามารถทำให้ไปั๋เริ่นขยับเขยื้อนได้ ครั้น
ได้ยินคำพูดเยาะเย้ยของหลงกู่ปูั้วั่ง ก็คำรามอย่าง
ไม่ลังเล “ชื่นชมน้องชายของเจ้านะสิ!”
“ฮ่าๆๆ!”
เสียงระเบิดหัวเราะดังขึ้นรอบทิศ มันก็โทษไม่ได้
หากพวกเขาจะกลั้นไว้ไม่อยู่ คำพูดของซ่งชูอี
คลุมเครือเกินไปแล้ว!
หลงกู่ปูั้วั่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน อยากจะด่ากลับเป็น
ที่สุด ทว่าแม้เขาจะเป็นคนมุทะลุ แต่ก็ได้รับการ
อบรมด้วยคำสอนของขงจื้อตั้งแต่เด็ก มารยาท
การให้เกียรติและการเคารพครูบาอาจารย์นั้นได้
ถูกสลักเข้าไว้ในกระดูกแล้ว ไม่อาจจะด่าออกมา
ได้
ซ่งชูอีเอียงตัวไปมาอยู่ครู่หนึ่ง จี๋อวี่จูงม้าตัวหนึ่ง
เข้ามาหานาง “ท่านขี่ม้าเถิด หมาปั่าหิมะนิสัยดื้อ
รั้น ถึงอย่างไรก็มิได้มีไว้ขี่”
“พรุ่งนี้ข้าจะฆ่าเจ้า!” ซ่งชูอีจ้องไปั๋เริ่นด้วยความ
โกรธเคือง
ไปั๋เริ่นจะไปเข้าใจที่นางพูดได้อย่างไรกัน มัน
เกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นอย่างสบายใจ ลุกขึ้นมาแล้ว
พุ่งตัวออกไปราวกับลูกศร ทำเอาบรรดาพ่อค้า
และม้าตกใจจนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ส่งเสียง
ร้องพร้อมๆ กัน
“ท่านดูแลไปั๋เริ่นให้ดีเถิด” จี๋อวี่กล่าว
ดูแล? ดูแลเยี่ยงไร? ซ่งชูอีไอแห้งๆ สองสามที ยิ้ม
เอ่ย “ข้าชอบความไร้เดียงสาและไร้พิษสงของมัน
มันยังเด็ก นายพลจี๋คงไม่ฆ่ามันอย่างโหดเหี้ยม
ดอกกระมัง?”
สีหน้าหนักแน่นของจี๋อวี่เปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ
เล็กน้อย “มันไร้เดียงสาและไร้พิษสงก็จริง ทว่า
ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าหนึ่งเดือนพวกเราก็ยัง
ไม่ถึงเสียนหยาง!”
ซ่งชูอีพยักหน้าค่อนข้างเห็นด้วย เรียกเสียงสูง
“ไปั๋เริ่น!”
เดิมทีแค่ทำท่าทางไปอย่างนั้น มิได้มีความ
คาดหวังใด คิดไม่ถึงว่าชั่วพริบตาเดียวไปั๋เริ่นจะ
วิ่งเข้ามาหานางจริงๆ นั่งมองนางน้ำลายย้อย
แม้แต่ม้าที่ซ่งชูอีกำลังขี่ก็ถอยหลังไปสองสามก้าว
กล้ามเนื้อเกร็งไปทั้งตัว ราวกับเตรียมพร้อมวิ่ง
หนีเอาชีวิตรอดได้ทุกเมื่อ
ซ่งชูอีกำลังรู้สึกปวดหัว พลันได้ยินบางสิ่งพุ่งผ่าน
สายลม
ซ่งชูอีเหลือบตาขึ้นมองเล็กน้อย ก็เห็นลูกธนูพุ่ง
ตรงไปยังไปั๋เริ่น นางอุทานด้วยความตกใจ จี๋อวี่
เกร็งไปทั้งตัว ชักดาบรวดเร็วปานสายฟั้า—
ชิ้ง!
ดาบทองสัมฤทธิ์กับลูกธนูพบกันอย่างแม่นยำ
กลางอากาศจนก่อให้เกิดประกายไฟ ลูกธนูเด้ง
กระเด็นไปไกลหลายจั้ง ด้วยแรงนั้นทำให้ลูกธนู
ปักจมอยู่ในดินเสียครึ่งหนึ่ง
ไปั๋เริ่นกระโดดขึ้นมากะทันหัน ทันใดนั้นขนบน
ตัวลุกซู่
จากนั้นก็เกิดการสั่นสะเทือนรุนแรงบนพื้นดิน
เสียงของเกือกม้าดังกึกก้องราวกับเสียงกลอง
สงคราม ซ่งชูอีมองไปยังทิศทางของเสียง เห็น
กลุ่มเมฆสีดำก้อนใหญ่รุดเข้ามาด้วยความเร็วสูง
หิมะเบาบางที่ฟุั้งกระจายเพราะเกือกม้าตลบ
อบอวลกลายเป็นหมอกสีขาวจางๆ กลืนกินทุก
อย่างราวกับฝนพายุกระหน่ำและเข้ามาถึง
ตรงหน้าในชั่วพริบตา
ทหารในชุดเกราะสีดำหยุดอยู่ไม่ไกลจากขบวน
รถ มีมือธนูสิบกว่านาย ลูกธนูบนหน้าไม้
เตรียมพร้อมจู่โจม
“หยุดก่อน!” ซ่งชูอีตะโกนทันที
ทหารในชุดเกราะสีดำยืนตัวตรงราวกับอนุสาวรีย์
แม้แต่ม้ารบที่ขี่อยู่ก็ไร้การเคลื่อนไหวใดๆ ลม
หายใจแห่งความพร้อมสังหารแพร่กระจายท่วม
ท้น
ท่ามกลางความชะงักงันนั้น ซ่งชูอีกำลังจะพูดต่อ
ท่านแม่ทัพรูปร่างกำยำในชุดเกราะสีดำขี่ม้า
ออกมาจากด้านข้างอย่างช้าๆ ขนสุนัขจิ้งจอกสี
ดำที่พันอยู่รอบคอบดบังใบหน้าของเขาเสีย
ครึ่งหนึ่ง เห็นเพียงดวงตาที่เฉียบคมและเย็นยะ
เยือกคู่นั้น คิ้วดกดำสองข้างชี้เข้าไปในขมับแหลม
คมราวกับดาบสองเล่ม
แววตาของท่านแม่ทัพเคลื่อนมาหยุดอยู่ที่ไปั๋เริ่น
และซ่งชูอี เขายกมือขึ้นเล็กน้อย ห้ามปราม
นายทหารข้างกายที่ต้องการจะเอ่ยกระไร
บางอย่าง ในที่สุดสายตาเย็นเยียบก็มาหยุดอยู่ที่
จี๋อวี่ เอ่ยชม “ทหารดี! เชิงดาบเยี่ยม!”
เสียงของเขาเยือกเย็นเหมือนกับแววตาทว่ามิทิ้ง
ความห้าวหาญ
จี๋อวี่เก็บดาบ ประสานมือคารวะเขา
ผู้นั้นพยักหน้าให้จี๋อวี่ หวดแส้ม้าทีหนึ่ง แล้วจาก
ไปอย่างรวดเร็วปานก้อนเมฆไหลลื่น เหล่าหทาร
ในชุดดำที่อยู่ด้านหลังรีบตามไปทันที พวกเขา
อ้อมผ่านด้านข้างของขบวนรถพ่อค้าอย่าง
รวดเร็วและเป็นระเบียบเรียบร้อย
“ช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก” หลงกู่ปูั้วั่งมองดูเหล่า
ทหารในชุดดำที่ไกลออกไป ดวงตาเป็นประกาย
ซ่งชูอีถอนหายใจโล่งอก ลงจากม้าตบๆ หลังของ
ไปั๋เริ่นเป็นการปลอบใจ กองทหารในชุดดำเมื่อ
ครู่คงคิดว่าขบวนรถถูกหมาปั่าหิมะจู่โจม จึงยื่น
มือเข้ามาช่วยเหลือ ถึงอย่างไรบนโลกใบนี้คงมี
ไม่กี่คนที่นึกพิเรนทร์เลี้ยงหมาปั่าไว้เป็นเพื่อนเล่น
หลงกู่ปูั้วั่งขี่ม้าไปข้างหน้า สอบถามเหล่าทหาร
ฉินผู้นำทางที่สวมชุดชาวบ้าน “พี่ชายทั้งหลาย
ไม่ทราบว่าที่ผ่านไปเมื่อครู่คือกองทหารใด ท่าน
แม่ทัพที่นำทัพผู้นั้นคือผู้ใด?”
“คุณชายเกรงใจเกินไปแล้ว พวกข้าคนหยาบโลน
ไม่คู่ควรแก่การถูกเรียกเช่นนี้ ดูจากชุดเกราะแล้ว
น่าจะเป็นกองทหารของเสียนหยาง ทว่าท่านแม่
ทัพผู้นั้นยังดูหนุ่มแน่น พวกข้าเฝั้าด่านอู่มาสิบปี
ไม่ทราบความเปลี่ยงแปลงภายใน” ทหารฉินผู้นำ
ทางตอบด้วยสำเนียงฉินหนักหน่วง
ไปั๋เริ่นค่อยๆ ใจเย็นลงจากการปลอบใจของซ่งชูอี
ซ่งชูอีขึ้นม้าแล้วมองกลับไป ทิศทางที่กองทหาร
ชุดดำจากไปยังคงมีฝุั่นจางๆ คลุ้งกระจาย นาง
ก้มหน้าซ่อนเร้นกระแสคลื่นที่ก่อตัวขึ้นในแววตา
“ความเฉียบคมของทหารฉินช่างสมคำร่ำลือ
จริงๆ!” จี๋อวี่อุทาน ไม่ต้องเห็นพวกเขาเข่าฆ่ากัน
ในสนามรบ เพียงเห็นบุคลิกเกรียงไกรเช่นนี้ก็
พอจะสามารถจินตนาการได้บ้าง
ครั้นซ่งชูอีเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง แววตาก็สงบนิ่ง
ดังเช่นปกติ
“อาจารย์! ท่านเห็นหรือไม่!” หลงกู่ปูั้วั่งข่มความ
ตื่นเต้นไว้ในใจไม่ไหว
“ข้ามิได้ตาบอด” ซ่งชูอีตอบด้วยความหงุดหงิด
ในใจคิดว่า ปูั้วั่งเอ๋ยปูั้วั่ง แม้นว่าทหารฉินจะไม่
เลว พวกเราก็ยังเป็นราชทูตของรัฐเว่ย์ ดีเลว
อย่างไรก็ควรสงบเสงี่ยมหน่อยกระมัง
หลงกู่ปูั้วั่งมิได้ไตร่ตรองว่าจะเป็นราชทูตหรือไม่
เขาเพียงตรงไปตรงมา ในใจคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องน่า
ขายหน้าในเมื่อผู้อื่นคู่ควรแก่การชื่นชมจริงๆ
ซ่งชูอีมิได้ตำหนิ ข้อแรกนางไม่อาจทำร้ายความ
ภาคภูมิใจในตนเองของหลงกู่ปูั้วั่งต่อหน้า
สาธารณชน ข้อสองชาว
หล่งซีส่วนใหญ่เป็นคนเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ครั้น
เห็นเขาเช่นนี้บางทีอาจจะบังเกิดความภาคภูมิใจ
ทว่าจะไม่ดูหมิ่นว่ารัฐเล็กๆ ของพวกเขาขาด
ความรู้
อย่างไรก็เมื่อครุ่นคิดดูแล้ว แม้นซ่งชูอีจะไม่เห็น
ใบหน้าของท่านแม่ทัพในชุดเกราะสีดำอย่าง
ชัดเจน ทว่าด้วยบุคลิกเยี่ยงนั้นก็มิอาจมองข้ามได้
เลย
หลงกู่ปูั้วั่งกำลังอยู่ในความกระตือรือร้นยิ่ง ไม่ใส่
ใจน้ำเสียงของซ่งชูอีโดยสิ้นเชิง เอ่ยด้วยความ
ปรารถนา “หากสักวันหนึ่งข้าสามารถบัญชาการ
กองทัพให้ทำสงครามเยี่ยงนี้ได้ ชั่วชีวิตนี้ก็ไม่
เสียใจแล้ว!”
ซ่งชูอีขมวดคิ้วเล็กน้อย พอจะเข้าใจเลือนรางว่า
เหตุใดหลงกู่ปูั้วั่งจึงเทิดทูนผังเจวียน
ผังเจวียนก็เหมือนมีดแหลมคมเล่มหนึ่ง ทั้งข้อดี
และข้อด้อยล้วนโดดเด่นยิ่ง หนึ่งในนั้นไม่รู้ว่าเป็น
เรื่องดีหรือร้ายซึ่งก็คือความหลงใหลในกองกำลัง
ที่แข็งแกร่งในระดับสุดขั้ว นี่ทำให้เขาฝึกฝน
วิชาการทหารเว่ยเพื่อเป็นผู้ชนะสิบทิศ ครั้งหนึ่ง
เขานำกองกำลังของรัฐเว่ยมาถึงจุดสูงสุด ทว่ามัน
ก็พาเขาไปสู่เส้นทางแห่งความตายเช่นกัน
หลงกู่ปูั้วั่งเหมือนกับผังเจวียนในจุดนี้ไม่มี
ผิดเพี้ยน
ขบวนรถเดินทางต่อ ซ่งชูอีขี่ม้าเคียงข้างหลง
กู่ปูั้วั่ง “ปูั้วั่งเจ้าเคยได้ยินเรื่องของเถียนจี้แข่งม้า
[1]หรือไม่?”
หลงกู่ปูั้วั่งพยักหน้า
“มุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์ ข้อเสียก็สามารถกลายเป็น
ข้อได้เปรียบ” ซ่งชูอีเอ่ยพร้อมมองเขา
หลงกู่ปูั้วั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่ช้าก็เข้าใจความหมาย
ของซ่งชูอี กองกำลังอันแข็งแกร่งนั้นแน่นอนว่า
สำคัญ ทว่าไม่ควรมุ่งเน้นไปที่กองกำลังแข็งแกร่ง
เพียงอย่างเดียว
“ปูั้วั่งเข้าใจ แต่ว่าหากเถียนจี้แข่งม้ากับคู่แข่งที่มี
ม้าชั้นดีทั้งหมด ไม่ว่าซุนจื่อจะวางแผนกลยุทธ์
แบบใด เกรงว่าไม่ทางชนะได้กระมัง” หลงกู่ปูั้วั่ง
เอ่ยถาม
ไม่แน่ว่าตอนนั้นผังเจวียนก็คิดเช่นนี้แหละ! ซ่งชูอี
ส่ายหน้า “ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล ทว่าการทหารกับ
การแข่งม้านั้นไม่เหมือนกัน เหตุใดสำนักยุทธ
พิชัยจึงกล่าวว่าต้องดูห้าสิ่ง? ทั้งห้าสิ่งนี้คาดเดา
ไม่ได้แต่สามารถส่งผลต่อการสถานการณ์
สงครามเป็นอย่างมาก ยังจำที่ข้าบอกเจ้าได้ไหม
ว่าเราสามารถหยิบยืมอำนาจของกฎแห่ง
ธรรมชาติเพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้?”
หลงกู่ปูั้วั่งเอ่ย “ศิษย์จำได้”
ซ่งชูอีเอ่ย “ต่อให้กองกำลังแข็งแกร่งเพียงใดจะ
ต่อต้านกฎแห่งธรรมชาติได้หรือ?”
นี่มันไม่ต้องสงสัยเลย หลงกู่ปูั้วั่งตอบ “ไม่ได้”
“คำว่า ‘การทหาร’ มิได้หมายถึงตัวทหารเพียง
อย่างเดียว กองกำลังที่แข็งแกร่งแน่นอนว่าเป็น
ข้อดี ทว่าไม่ใช่วิธีที่จะเอาชนะได้อย่างสมบูรณ์”
ซ่งชูอีเห็นว่าหลงกู่ปูั้วั่งแสดงอาการสับสน
เล็กน้อย รู้ดีว่าเมื่อเขาเห็นบุคลิกน่าเกรงขามของ
ทหารฉินในชุดเกราะสีดำแล้วก็ยากที่จะสงบ
จิตใจได้ ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่กล่าวมากอีก ได้แต่
เตือนสติในตอนท้าย “แม้นกองกำลังของรัฐฉีก็ไม่
อ่อนแอ ทว่ากลับห่างไกลจากกองกำลังรัฐเว่
ยมากนัก แล้วไฉนกองกำลังของผังเจวียนกลับ
พ่ายแพ้ให้กับทหารฉีของซุนปินได้เล่า?”
จิตใจของหลงกู่ปูั้สั่งค่อยๆ สงบลงมาบ้าง จมดิ่ง
อยู่ในความคิด
ในสมองของเขาต่อสู้กันไม่หยุด ด้านหนึ่งคือ
คำพูดของซ่งชูอี อีกด้านหนึ่งกลับเป็นบุคลิกเยี่ยง
วีรบุรุษอันน่าทึ่งของท่านแม่ทัพที่นำกองทหารใน
ชุดเกราะสีดำเมื่อครู่
ซ่งชูอีไม่พูดกระไรอีก ปล่อยให้เขาคิดด้วยตัวเอง
ขบวนรถค่อยๆ เข้าสู่เส้นทางภูเขาที่คับแคบและ
ยากลำบาก หากเดินต่อไปตามเส้นทางภูเขาอีก
ยี่สิบลี้ ก็จะถึงซังอวี๋ อูตี้แล้ว ประมาณการวันที่
ซางยางถูกฆ่าน่าจะใกล้เข้ามาแล้วกระมัง
——————–
[1] เถียนจี้แข่งม้า ในการแข่งม้า ซุนปินช่วย
วางแผนกลยุทธ์ให้เถียนจี้ผู้ไม่เคยชนะเพื่อ
เอาชนะองค์จักรพรรดิผู้ไม่เคยแพ้ โดยทั่วไปม้าที่
เข้าร่วมในการแข่งขันแบ่งเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นดี
ชั้นปานกลางและชั้นต่ำ การแข่งขันใช้ระบบ 3
รอบชนะ 2 ตามกลยุทธ์ของซุนปินนั้น เถียนจี้ได้
นำอานม้าสำหรับม้าชั้นดีไปใส่ไว้ในม้าชั้นต่ำเพื่อ
ปลอมตัวเป็นม้าชั้นดี เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น ม้า
ชั้นดีของพระจักรพรรดิวิ่งนำหน้าไป ส่วนม้าของ
เถียนจี้ถูกทิ้งไว้อยู่ข้างหลังและพ่ายแพ้ ครั้นการ
แข่งขันรอบที่ 2 เถียนจี้ใช้ม้าชั้นดีของตนไปแข่ง
กับม้าชั้นกลางของพระจักรพรรดิ คาดไม่ถึงว่าม้า
ของเถียนจี้จะนำหน้าม้าของพระจักรพรรดิได้
รอบสุดท้ายม้าชั้นกลางของเถียนจี้แข่งกับม้าชั้น
ต่ำของพระจักรพรรดิ เถียนจี้ชนะอีกครั้ง ผลการ
แข่งขันคือ 2 ต่อ 1 เถียนจี้ชนะพระจักรพรรดิ