กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 88 ปรนนิบัติด้วยความงาม
เรือนอุ่นในพระราชวังฉิน
เอกสารบนโต๊ะของอิ๋งซื่อนั้นกองท่วมดุจภูเขา
ซ่อนร่างของเขาไว้ในนั้น
“กระหม่อมถวายบังคมฉินกง” ซ่งชูอีประสานมือ
คารวะ
อิ๋งซื่อวางสมุดไผ่ลง เงยหน้ามองนาง “นั่งสิ”
“ขอบพระทัยฉินกง” ซ่งชูอีคุกเข่าลง ในใจไม่
สามารถคาดเดาว่าอิ๋งซื่อเรียกนางเข้ามาเพราะ
อยากคุยเรื่องอะไร ถึงอย่างไรตอนเจอหน้ากันทั้ง
สองครั้งนั้น ก็มิได้มีความรู้สึกว่าเขาต้องการ
พูดคุยเรื่องการเมืองกับนาง ทว่านี่ก็อาจมาจาก
สาเหตุที่เขาพูดน้อยก็เป็นได้
ซื่ออิ๋งต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง ขันทีในวังผู้
หนึ่งเดินเข้ามาหาเขาจากด้านข้างอย่างรวดเร็ว
กระซิบข้างหูสองสามคำ
คิ้วงดงามของเขาขมวดกันเล็กน้อย เอ่ยด้วย
น้ำเสียงเยือกเย็น “รอกว่าเหรินเสร็จเรื่องการ
ปกครองก่อนค่อยว่ากัน”
“พะยะค่ะ” ขันทีค้อมตัวถอยออกไป
อิ๋งซื่อยกมือสั่งให้คนใช้ทั้งหมดถอยออกไป
“‘ทฤษฎีโค่นรัฐ’ ของท่านมีบทต่อไปหรือไม่?”
‘ทฤษฎีการโค่นรัฐ’ ของซ่งชูอีนั้นที่จริงแล้วเป็น
เพียงคำพูด ทั้งบทความเป็นเพียงการยกตัวอย่าง
พร้อมเปิดเผยการนองเลือดในปัจจุบันและ
วิเคราะห์ทีละขั้นตอนจนมองเห็นกระดูก ส่วนจะ
โค่นรัฐอื่นเยี่ยงไรนั้นกลับกล่าวไว้น้อยมาก
“ฉินกงสายตากว้างไกล บทความที่ถวายให้นั้น
เป็นเพียงบทเริ่มต้น วิธีการโค่นรัฐอันกว้างขวาง
นั้นใช่ว่าสามารถบรรยายได้หมดในสองสาม
ประโยค กระหม่อมได้ลงมือเขียนแล้ว หวังว่า
ด้วยกำลังน้อยนิดที่มี จะสามารถนำเสนอโครง
ร่างของวิถีอันยิ่งใหญ่นี้ต่อพระพักตร์ฉินกงได้”
ซ่งชูอีกล่าว
“วิถีเผด็จการรึ?” อิ๋งซื่อเอ่ยถาม
ความหมายของเขาคือ วิถีการโค่นรัฐที่ซ่งชูอีว่าใช่
วิถีเผด็จการหรือไม่
จักรพรรดิโบราณปกครองใต้หล้าโดยแบ่งตาม
รูปแบบการปกครองมหภาคสี่รูปแบบ โดยมาก
จะแบ่งเป็นวิถีจักรวรรดิ วิถีเจ้าแคว้น วิถีอ๋อง
และวิถีเผด็จการ[1]
วิถีเผด็จการสนับสนุนสติปัญญาและกำลัง เชื่อใน
รางวัลและการลงโทษ กฎหมายและระเบียบ
บังคับชัดเจน ใช้ความแข็งแกร่งปกครองราษฏร
ราษฎรก็ตอบแทนด้วยความแข็งแกร่งเช่นกัน
ครั้นใช้กำลังเพื่อต่อสู้ มุ่งเน้นเพียงประสิทธิภาพ
มองการหลอกลวงเป็นเจ้าแห่งปัญญา ครั้นต่อสู้
เพื่ออำนาจ มองเพียงผลลัพธ์ทว่าไม่มองถึง
คุณธรรม
วิถีของซางยางนั้นจัดได้ว่าเป็นวิถีแห่งเผด็จการ
ส่วนเจ็ดมหานครรัฐนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเดินอยู่บน
เส้นทางแห่งความเผด็จการ เพราะว่าจั้วกั๋วก็คือ
ยุคแห่งความรุนแรง หากท่านพูดถึงคุณธรรมแต่
ผู้อื่นกลับกระทำการด้วยเล่ห์กล ก็เท่ากับว่าท่าน
ถูกทำลายล้างไปส่วนหนึ่งแล้ว
หลังจากอิ๋งซื่อได้อ่านวิเคราะห์บทเริ่มของ
‘ทฤษฎีการโค่นรัฐ’ แล้วก็รู้สึกว่าเนื้อหาข้างใน
ส่วนใหญ่สามารถจัดให้อยู่ในประเภทของวิถีแห่ง
เผด็จการได้
“ใช่ แต่ก็ไม่ใช่” ซ่งชูอีรู้ดีว่าต่อหน้าอิ๋งซื่อนั้นอย่า
อุบเรื่องสำคัญไว้จะดีที่สุด ด้วยเหตุนี้เพียงเห็น
แววตาเปียมด้วยคำถามของเขาก็รีบเอ่ย “ทฏษฎี
โค่นรัฐ เริ่มจากวิถีเผด็จการ ใช้วิถีเจ้าแคว้นและ
อ๋องในการดำเนินการ แล้วจบลงที่วิถีจักรวรรดิ”
ซึ่งก็หมายถึงเมื่อแรกเริ่ม ให้ปรากฏตัวด้วยเจต
คติเผด็จการ แทรกซอนด้วยวิถีเจ้าแคว้นและอ๋อง
จนกระทั่งสิ้นสุดด้วยวิถีจักรวรรดิ
แววตางดงามของอิ๋งซื่อทอประกายเล็กน้อย ย้าย
เสื่อไปข้างหน้า ตรัสขึ้น “เชิญท่านอธิบาย”
ความสนใจของเขาทำให้ซางชูอีปลาบปลื้มใจยิ่ง
อดมิได้ที่จะขยับไปด้านหน้าเช่นกัน เอ่ยว่า “หวย
จินมาจากสำนักเต๋าจึงสนับสนุนวิถีแห่งจักรวรรดิ
ที่สุด วิถีจักรวรรดิพูดถึงการปล่อยให้สรรพสิ่ง
เป็นไปตามวิถีธรรมอันเป็นธรรมดาของมัน ใช้เต๋า
ปกครองราษฎร ราษฎรก็หวนคืนด้วยเต๋า
อย่างไรก็ตามภายใต้โลกแห่งการแก่งแย่งชิงดีนี้ ผู้
ที่ปฏิบัติตามวิถีจักรวรรดิเท่ากับหาที่ตายให้
ตัวเอง เมื่อมองดูใต้หล้าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ทุกครั้งที่มีรัฐใดเห็นต่าง จะต้องมีควันดินปืนทุก
หย่อมหญ้า เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบ
สุข ดังนั้นวิธีเดียวก็คือการรวมใต้หล้าเข้า
ด้วยกัน”
นางถอนหายใจ “แม้นใจข้าจะจงรักภักดี ทว่านก
หงส์จะต้องถูกเผาไหม้เป็นจุลจึงจะสามารถเกิด
ใหม่ได้อีกครั้ง ผู้คนทั่วไปจำต้องทนกับความ
เจ็บปวดเช่นนี้”
“แม้นเมิ่งจื่อเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่กลับไม่
ประยุกต์ใช้ได้ดีเท่าท่าน” หลังจากอิ๋งซื่อฟังจบ ก็
ประเมินด้วยความจริงใจ
เมิ่งจื่อปกครองด้วยมนุษยธรรมตามวิถีอ๋อง ต้อง
บอกว่าทฤษฎีของเขาได้ยกระดับวิถีอ๋องไปสู่เจต
คติอันประเสริฐยิ่ง นอกจากนี้ยังกระชับ
ความสัมพันธ์ของมนุษย์ให้แน่นแฟั้นยิ่งขึ้น หาก
มองจากการพัฒนาในระยะยาวแล้ว มีความ
เป็นไปได้มาก ทว่าทฏษฎีนี้แพร่ขยายออกไปใน
ยุคชุนชิว อย่างไรก็ตามภายใต้ยุคจั้นกั๋วที่เต็มไป
ด้วยการนองเลือดและความรุนแรงเช่นนี้ ไม่มีจวิ
นองค์ไหนที่สามารถยอมรับได้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทุกคนล้วนบอกได้ว่าความคิด
และทฤษฎีของเขานั้นดีและเคารพเขาในฐานะ
นักปราชญ์ ทว่ามันกลับไม่สอดคล้องกับความ
เป็นจริง ไม่สามารถสนองความทะเยอทะยาน
ของเหล่าวีรบุรุษได้
ทั้งสองคนคุยกันถูกคอ ครั้นอยู่ด้วยกันแล้วก็มิ
อาจควบคุมได้ พูดคุยจนแทบลืมสิ้นทุกอย่าง
ครั้นราตรีย่างกรายก็สั่งคนให้นำสาโทสองสามกา
เข้ามาเพื่ออบอุ่นร่างกาย
มันได้กลายเป็นการพูดคุยใต้แสงเทียนยามราตรี
อย่างแท้จริง
ซ่งชูอีพบว่าที่จริงแล้วอิ๋งซื่อมิใช่พระอิฐพระปูนไร้
ความสะทกสะท้าน สาเหตุที่เขาไม่พูดแทบ
ตลอดเวลานั้นคงเป็นเพราะคิดว่าไม่มีความ
จำเป็นต้องพูด อีกทั้งความกะตือรือร้นที่อิ๋งซื่อมี
ต่อการเมืองการปกครอง การสงคราม และความ
คิดเห็นปราดเปรื่องล้วนทำให้ซ่งชูอีอุทานด้วย
ความชื่นชม แม้นภายนอกนางดูอ่อนเยาว์ แต่ที่
จริงอายุก็ไม่น้อยแล้ว ทว่าอิ๋งซื่อต่างหากคือ
อัจฉริยะที่แท้จริง
นับตั้งแต่เจอหน้ากันครั้งแรกจนถึงบัดนี้ มุมมอง
ที่อิ๋งซื่อมีต่อซ่งชูอีเปลี่ยนไปทุกครั้ง แต่ละครั้ง
นางมักจะทำให้เขาประหลาดใจมากขึ้น
ความแข็งแกร่งของซ่งชูอีเป็นเยี่ยงไรนั้นยังต้อง
พิจารณาต่อไป ทว่าด้วยอายุยังเยาว์ของนางแต่
กลับมีวิสัยทัศน์และความรู้มากมายเพียงนี้ เกรง
ว่านับจากนี้ไม่กี่ปีคงไม่มีใครทัดทานได้ ทันใดนั้น
เขามีความรู้สึกไม่อยากปล่อยนางไป ถ้าหากคน
เก่งผู้นี้เปลี่ยนใจกะทันหันแล้วสวามิภักดิ์ต่อรัฐอื่น
จะมิกลายเป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวงต่อรัฐฉิน
หรอกหรือ?
“ท่านละทิ้งรัฐเว่ย์ดีไหม?” อิ๋งซื่อลองถาม
ซ่งชูอีมองดูใบหน้าอ่อนเยาว์หล่อเหลาของอิ๋งซื่อ
ภายใต้แสงไฟอบอุ่น ตอบอย่างจริงจังโดยไร้
ความคิดใดแอบแฝง “ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาหวยจิน
มิได้เป็นผู้มีคุณธรรมอะไรนัก ส่วนมากก็เหมือน
นักยุทธศาสตร์ทั่วไปที่ดีแต่พูดแต่ไร้ความละอาย
ทว่าการเป็นมนุษย์นั้นโดยเฉพาะในฐานะบัณฑิต
จำต้องมีสิ่งให้ยึดมั่น และสิ่งยึดมั่นสิ่งนั้นสำหรับ
หวยจินก็คือ ‘ความเชื่อใจ’”
ทว่าซ่งชูอีจะพูดถึงความเชื่อใจกับถูกคนถูกเรื่อง
เท่านั้น ใครบ้างที่จะไม่เอ่ยถึง “ความเชื่อใจ”
เมื่อกระทำการฉ้อโกง? อย่างไรก็ดีในฐานะของ
มนุษย์ผู้เป็นสัตว์สังคม ซ่งชูอีก็ไม่ใช่คนที่จะทำ
อะไรโดยไร้ขอบเขต
“ข้าเชื่อในศีลธรรมจรรยาของท่าน” คำพูดของอิ๋
งซื่อเมื่อครู่เป็นเพียงการลองใจเท่านั้น หากซ่งชูอี
รับปากจริงๆ นอกเหนือจากความโล่งใจแล้ว เขา
จะต้องระมัดระวังตัวอย่างแน่นอน
ในเวลานี้เอง จู่ๆ เสียงกูๆ ก็ดังขึ้น
อิ๋งซื่อมองไปยังที่มาของเสียง มันคือท้องของซ่งชู
อี หัวเราะเสียงดังตรัสว่า “ท่านหิวแล้วจริงๆ
เด็กๆ! เตรียมหมี่น้ำ!”
ซ่งชูอีจ้องใบหน้าที่เปียมด้วยรอยยิ้มน่าหลงใหล
ของอิ๋งซื่อด้วยความประหลาดใจ อึ้งไปครู่หนึ่ง
ก่อนเอ่ยเย้า “ฉินกงจะไม่เชื่อศีลธรรมจรรยาของ
กระหม่อมก็ได้ ทว่าต้องเชื่อว่า ขอเพียงสามปีให้
หลังฉินกงยังคงไม่เปลี่ยนใจ แม้หวยจินเหลือ
เพียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็จะมาเข้าเฝั้าฉินกง
ก่อนสิ้นใจพะย่ะค่ะ”
“นี่คือเรื่องแปลกใหม่ยิ่ง ท่านมีความสนใจใน
รูปลักษณ์ภายนอกถึงขั้นนี้เชียวหรือ?” อิ๋งซื่อก็
เคยได้ยินว่าผู้ชายบางคนไม่ชอบแม้กระทั่งหญิง
สมบูรณ์แบบ แต่กลับชอบผู้ชายด้วยกัน หรือ
ว่าซ่งชูอีก็เป็นคนประเภทนั้น? แม้นเขาจะชื่น
ชอบความสามารถของซ่งชูอีทว่ากลับรังเกียจ
เดียดฉันท์เรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง
ซ่งชูอีเห็นอิ๋งซื่อสงสัยจึงเอ่ยว่า “ภูเขาสูง
ตระหง่าน ทะเลสาบอันงดงามล้วนเป็นของขวัญ
จากพระเจ้า หวยจินเคยยากจนข้นแค้น เสื้อผ้า
และอาหารไม่พอเพียง มีเพียงสายลมเย็นและ
แสงจันทรากระจ่างเท่านั้นที่ไม่ต้องการเงิน
หรือไม่เพรียกหาสิ่งใดเลย ความงามสำหรับหวย
จินนั้นก็เป็นเช่นนี้”
“ท่านช่างใจกว้างดีจริง” รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า
ของอิ๋งซื่ออีกครั้ง เอ่ยเย้ากับนาง “วันหน้าเมื่อ
ท่านเข้ารัฐฉิน ก็ปรนนิบัติท่านด้วยสายลมเย็น
และแสงจันทรากระจ่างแห่งฉินพร้อมความงาม
ของข้า ท่านว่าเยี่ยงไร?”
ซ่งชูอีเกือบจะพ่นสุราที่เพิ่งดื่มเข้าไปออกมา นาง
รู้มาตลอดว่าอิ๋งซื่อเป็นคนเถรตรงที่ไม่ใส่ใจกับ
เรื่องจุกจิก ทว่าดูไม่ออกจริงๆ ว่าบุรุษที่สีหน้า
จริงจังตลอดเวลาจะรู้จักพูดเล่นเช่นนี้ นางสงบ
สติอารมณ์แล้วกลืนสุราลงคอ “ข้าเสียใจทัน
หรือไม่?”
อิ๋งซื่อเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ข้าจะเข้ารัฐฉินบัดนี้เลย” ซ่งชูอียิ้มเอ่ย
ทั้งสองคนมองหน้ากันหัวเราะร่วน
คนรับใช้นำหมี่น้ำกับกับข้าวเล็กๆ น้อยๆ เข้ามา
พวกเขาจึงกลับที่นั่งของตนเพื่อทานอาหาร
ชาวหล่งซีล้วนเป็นคนแข็งแกร่งทว่าเรียบง่าย
แม้แต่สถานะจวินแห่งรัฐเยี่ยงอิ๋งซื่อก็มิได้กินอยู่
หรูหรา หากเทียบกับอาหารชั้นเลิศเหล่านั้นแล้ว
หมี่น้ำร้อนๆ สักถ้วยดูจะเหมาะสมกับเขาเสีย
มากกว่า อย่างไรก็ดีเพื่อเป็นเกียรติกับรัฐฉิน ส่วน
ใหญ่จึงไม่ต้อนรับแขกเหรื่อด้วยอาหารประเภทนี้
โดยเฉพาะราชทูตจากต่างรัฐ แต่อิ๋งซื่อเห็นว่าซ่งชู
อีเป็นสหายจึงทำเยี่ยงนี้
ด้านนอกหิมะยังคงตกอยู่ ครั้นหมี่น้ำชามใหญ่ลง
ท้อง ร่างกายก็รู้สึกอบอุ่นขึ้น ไม่ว่าข้าวหรือ
กับข้าว ชาวหล่งซีมักจะชอบกินในปริมาณมาก
ชามของรัฐฉินนั้นจึงใหญ่กว่าใบหน้าของซ่งชูอี
เอาการ และนางก็รู้ว่าชาวฉินไม่ชอบพฤติกรรม
การกินอาหารเหลือ หลังจากกินเสร็จแล้วก็อิ่มตื้อ
จนขยับท้องไม่ไหว
พออิ๋งซื้อบ้วนปากแล้ว เห็นอาการของซ่งชูอีที่
นอนแผ่ขาชี้ฟั้า อดไม่ได้ที่จะยิ้ม
พักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง ก็สังเกตเห็นฟั้าท้องฟั้าส่อง
แสงรำไร ฟั้าใกล้จะสว่างแล้ว
อิ๋งซื่อสั่งให้คนส่งซ่งชูอีกลับจวนที่พัก ส่วนตัวเอง
ก็ไปล้างหน้าล้างตาอย่างอารมณ์ดี เตรียมประชุม
ราชสำนักในช่วงเช้า
ในรถม้า
ซ่งชูอีถามจี๋อวี่ “เจ้ากินข้าวแล้วยัง?”
“กินแล้วเมื่อยามจื่อ” จี๋อวี่รู้สึกแปลกใจ ฉินกง
กับซ่งชูอีคุยเรื่องอะไรกันแน่ถึงได้คุยกันตลอดทั้ง
คืน เขารู้ว่าจะต้องมิได้มีเพียงเรื่องที่โจมตีรัฐเว่ย
เป็นแน่
จี๋อวี่รู้สึกว่าเวลาที่ซ่งชูอีมิได้เป็นนักเลงหัวไม้
ลักษณะและความประพฤตินั้นจะต้องทำให้
ดวงตาของฉินกงสดใสอย่างแน่นอน บางทีฉินกง
อาจชื่นชอบความสามารถของซ่งชูอี จึงคิดที่จะ
เก็บนางไว้ใช้งาน?
แม้นมีความคิดเช่นนี้วูบผ่านในหัว จี๋อวี่กลับมิได้
เอ่ยปากถาม ถึงอย่างไรแล้วซ่งชูอีเพียงรับปากว่า
จะอยู่ที่รัฐเว่ย์เป็นเวลาสามปี สามปีหลังจากนั้น
นางจะไปไหนก็เป็นเรื่องส่วนตัวของนาง อีกทั้ง
จี๋อวี่ก็เข้าใจว่าด้วยสถานการณ์ของรัฐเว่ย์ มิอาจ
รั้งคนเก่งที่มีความมักใหญ่ใฝั่สูงไว้ได้อยู่แล้ว ไม่
เพียงซ่งชูอี แม้แต่หลงกู่ปูั้วั่งช้าเร็วก็จะต้องจาก
ไป
ในที่สุดวันสุดท้ายในรัฐฉินท้องฟั้าก็ปลอดโปร่ง
ซ่งชูอีไปรับดาบตามที่นัดหมาย
ชายชรานำดาบคมออกมามากกว่าสิบเล่มในลาน
เล็กๆ ธรรมดาแห่งนั้น ปล่อยให้ซ่งชูอีเลือก
เมื่อปรายสายตามอง ดวงตาของซ่งชูอีก็ถูกใจ
ดาบสีดำทั้งเล่มเล่มหนึ่ง ดาบเล่มนี้ไม่มีรูปแบบ
ซับซ้อน แท่นรองดาบเป็นเสือดุร้ายสองตัวนอน
หมอบอยู่ ทั้งเล่มเป็นประกายสีดำเงางาม แต่
ใบมีดดูทื่ออย่างเห็นได้ชัดคล้ายยังมิได้รับการเปิด
คมดาบ ทว่าน่าเกรงขามยิ่ง
ซ่งชูอียื่นมือต้องการจะหยิบมันขึ้นมา กลับพบว่า
ดาบเล่มนี้หนักกว่าที่จินตนาการไว้มาก นาง
จำต้องออกแรงยกมันด้วยมือทั้งสอง
ชายชราคุกเข่าลงหน้าโต๊ะตัวเตี้ยด้วยใบหน้าบูด
เบี้ยว “เจ้าช้าๆ หน่อย ระวังจะตัดมือตัวเองเสีย
ล่ะ! อย่ามองว่าดาบเล่มนี้หน้าตาเทอะทะ ที่จริง
แล้วทรงพลังมาก ทันทีที่วาดดาบ ไม่มีเสื้อเกราะ
ใดที่สามารถต้านทานได้”
“ดาบเล่มนี้มีนามหรือไม่?” ซ่งชูอีเอ่ยถาม
“จวี้ชาง” ชายชราครุ่นคิดก่อนพยักหน้าเอ่ยด้วย
ความมั่นใจ “จวี้ชางนี่แหละ ข้าผู้เฒ่าเก็บเหล็ก
ดำหายากก้อนหนึ่งได้จากชางหนาน ใช้เวลา
มากกว่าหนึ่งปีจึงจะตีดาบสำเร็จ เพียงแต่ไม่มีใคร
วาดมันได้เลย”
นอกเหนือจากจวี้ชางเล่มนี้แล้ว ดาบเล่มอื่นล้วน
มีลักษณะเฉพาะของดาบที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง
พวกมันมีน้ำหนักปานกลาง ใบมีดเย็นเยียบกว่า
หิมะ อีกทั้งตัวดาบมีความยืดหยุ่นดีเยี่ยม
สามารถวนรอบเอวเป็นเข็มขัดได้
“ข้าเลือกจวี้ชางเล่มนี้ พวกเจ้าสามคนก็เลือก
ดาบของตัวเองเถิด” ซ่งชูอีกล่าว
ที่จริงหลงกู่ปูั้วั่งชอบจวี้ชางเล่มนั้นของซ่งชูอี
มากกว่า อดไม่ได้ที่จะเอ่ย “ดาบเล่มนี้หนักมาก
อาจารย์เลือกเล่มที่เบากว่านี้ไม่ดีหรือ เล่มนี้ก็ยก
ให้ข้าดีไหม?”
“ไปเลือกดาบของเจ้าเสีย อย่ามัวแต่โอ้เอ้” แวบ
แรกที่ซ่งชูอีเห็นจวี้ชาง ก็รู้ว่าสายตาของนางมอง
ไม่เห็นดาบเล่มอื่นแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะสามารถ
วาดดาบหรือไม่ นางก็ได้เลือกแล้ว
หลงกู่ปูั้วั่งเบะปาก ในใจพลันคิดว่าในเมื่อนางก็
วาดดาบไม่ได้ รอให้เวลาล่วงเลยไปสักหน่อยค่อย
หารืออีกครั้ง จะต้องแลกเปลี่ยนมาได้แน่
เมื่อคิดเช่นนี้ หลงกู่ปูั้วั่งจึงเลือกดาบเล่มอื่น
ความลุ่มหลงที่เขามีต่อกองทหารและอาวุธอัน
แข็งแกร่งพลุ่งพล่านขึ้นมากะทันหัน เห็นแล้วก็
นึกอยากได้ทุกเล่ม เขาเองก็มีเงิน ทว่าน่าเสียดาย
ชายชราบอกว่าขายกี่เล่มก็ขายเท่านั้น ไม่ต่อรอง
เป็นอื่นเป็นอันขาด ให้เงินมากแค่ไหนก็ไม่ขาย
——————–
[1] วิถีจักรวรรดิ (皇道) ใช้ความเป็นไปตาม
ธรรมชาติ ใช้ลัทธิเต๋าปกครองราษฎรและราษฎร
หวนคืนด้วยลัทธิเต๋าเช่นกัน
วิถีเจ้าแคว้น (帝道) ปกครองด้วยพระคุณและ
คุณธรรม ผู้คนเน้นจรรยาบรรณและแก้ไขตนเอง
ด้วยคุณธรรม
วิถีอ๋อง (王道) ใช้ความยุติธรรมเพื่อเสริมพลัง
ให้ราษฎร
วิถีเผด็จการ (霸道) ใช้สติปัญญาและกำลัง
กฎหมายและข้อบังคับมีรางวัลและการลงโทษ
ชัดเจน