ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 113 บันทึกเหตุประหลาด: มือปราบมารแห่งมหานคร
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 113 บันทึกเหตุประหลาด: มือปราบมารแห่งมหานคร
ผมเดินออกจากห้องพักฟื้น ส่ายหัวเบาๆ
คนเราบางครั้งก็นำภัยมาสู่ตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ไปตั้งแคมป์ในสุสานร้างตอนกลางคืน จะให้ผมพูดอะไรได้อีก
อาจารย์ยืนรออยู่ด้านนอก เมื่อเห็นผมเดินออกมา เขาถามขึ้น “จะกลับไปที่มหาวิทยาลัยหรือไปที่ร้านของฉัน”
“ไปที่ร้านอาจารย์ดีกว่า!” ผมตอบทันที
อาจารย์พยักหน้ารับ ก่อนเดินนำออกไป
ผมไม่ได้กลับไปที่มหาวิทยาลัย เพราะช่วงนี้ไม่มีเรียน เนื่องจากอีกสองสัปดาห์จะถึงช่วงสอบปลายภาค
ถ้าผมสอบผ่าน ภาคการศึกษาหน้าก็ต้องไปฝึกงานเลย
ดังนั้น ช่วงเวลานี้ผมจึงมีโอกาสได้อยู่ที่ร้านของอาจารย์และเรียนรู้เพิ่มเติม
โดยเฉพาะวิชาสายฟ้า ไม่ใช่แค่ดูเท่ แต่มันยังทรงพลังมาก
อาจารย์พาผมออกจากโรงพยาบาล แต่แทนที่จะกลับร้านทันที เราแวะไปที่ธนาคารใกล้โรงพยาบาลก่อน
ค่าตอบแทนจากงานครั้งนี้ได้รับมาเรียบร้อยแล้ว
ตามที่อาจารย์บอกไว้ จำนวนเงินทั้งหมดคือหนึ่งล้านเต็มๆ
เขาโชว์เช็คให้ผมดู
แค่ผมได้เห็นก็ตื่นเต้นจนใจสั่น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเห็นเช็คมูลค่าสูงขนาดนี้
ด้วยจำนวนเงินที่มากขนาดนี้ เมื่อไปถึงธนาคาร เราจึงได้รับการบริการในระดับลูกค้าวีไอพี
หลังจากอาจารย์แลกเช็คเป็นเงินสดเสร็จ เขาก็หันมาถามผม “เอาบัญชีธนาคารมาสิ นายช่วยงานเยอะ ฉันจะแบ่งให้หน่อย”
ผมไม่ปฏิเสธ ผมยังเจ็บอยู่จนถึงตอนนี้ ก็เลยยื่นเลขบัญชีให้ไป
ไม่กี่นาทีต่อมา ยอดเงินในบัญชีของผมก็เพิ่มขึ้นมาหนึ่งแสนหยวน
รวมกับเงินที่อาจารย์ให้มาก่อนหน้านี้ ตอนนี้ผมมีเงินเก็บกว่าหนึ่งแสนหยวนแล้ว
แม้อาจารย์จะให้เพียงหนึ่งในสิบของค่าจ้าง แต่ผมก็พอใจมาก
เพราะผมรู้ดีว่าหากไม่มีอาจารย์ ผมคงไม่มีอะไรเลย
แม้แต่ชีวิตก็คงไม่รอด ดังนั้นอาจารย์ให้เท่าไรผมก็รับได้หมด
ถึงไม่ให้ ผมก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร
เป้าหมายสูงสุดของผมคือฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ และหาทางเข้าไปใน ‘ตึกเก้าศพ’ เพื่อพาตัวเสี่ยวอวี่ออกมา
แต่ตอนนี้ผมรู้สึกตื่นเต้นกับเงินก้อนนี้มากจนแผลแทบปริ
ความพยายามเมื่อคืนมันคุ้มค่าจริงๆ การทำงานกับอาจารย์สามารถทำเงินได้ขนาดนี้
แต่ผมก็ไม่ลืมว่าผมติดหนี้ลุงอวี๋จากครั้งก่อน
ลุงอวี๋ไม่ได้เห็นแก่เงินเหมือนอาจารย์ สิ่งที่เขาต้องการคือ ‘บุญกุศล’
นี่เป็นเหตุผลที่ตอนนั้นลุงอวี๋เรียกค่าตอบแทน แต่ไม่ต้องการให้ผมเขียนใบยืนยันหนี้
หากผมไม่คืนเงินจำนวนนี้ วันหนึ่งผมจะต้องใช้บุญกุศลชดเชย
หลังจากฟังคำอธิบายของอาจารย์เมื่อคืน ผมเข้าใจแล้วว่าบุญกุศลสำคัญต่อพวกเราแค่ไหน
ดังนั้น ผมต้องหาโอกาสคืนเงินสองหมื่นหยวนให้ลุงอวี๋
หลังจากนั้น พวกเรากินข้าวกันเล็กน้อย แล้วกลับไปที่ร้าน
ทันทีที่ถึงร้าน ผมตรงไปนอนทันที เพราะผมเหนื่อยเกินไปและอ่อนล้ามาก
ผลคือผมนอนยาวไปจนถึงเช้าวันถัดไป
เมื่อตื่นขึ้นมา แม้ร่างกายยังรู้สึกปวดระบม แต่ก็ดีขึ้นเยอะแล้ว
ผมจุดธูปไหว้บรรพจารย์ก่อน แล้วลงไปข้างล่าง
อาจารย์ยังคงทำเหมือนเช่นทุกวัน จัดอุปกรณ์ตกปลา
เมื่อเห็นผมตื่นแล้ว เขาถามขึ้น “รู้สึกอย่างไรบ้าง”
ผมตอบ “ดีขึ้นครับ แค่ยังรู้สึกเพลียๆ อยากนอนต่อ”
อาจารย์พยักหน้า “นายถูกดูดปราณต้นกำเนิดไปเยอะ ร่างกายย่อมรู้สึกอ่อนล้าเป็นธรรมดา ในถุงมิติยังมีวิญญาณอีกหลายดวง คืนนี้นายไปส่งพวกมันซะ อาจจะดูดซับปราณต้นกำเนิดกลับมาได้บ้าง ร่างกายนายก็คงจะฟื้นตัวเร็วขึ้น”
ผมพยักหน้า “เข้าใจแล้วครับ อาจารย์”
อาจารย์เตรียมอาหารให้ผมไว้ ผมกินจนเต็มอิ่ม แล้วนั่งพักผ่อนอยู่ข้างๆ
จากนั้น อาจารย์หันมาถามผมอีกครั้ง “ยังจำมุทราวิชาสายฟ้าได้ไหม”
เมื่อได้ยินอาจารย์ถามถึงมุทราสายฟ้า ผมก็เริ่มขยับมือ “น่าจะเป็นแบบนี้ใช่ไหม”
ขณะพูด ผมพยายามผสานเจ็ดมุทราออกมาให้สมบูรณ์แบบที่สุดเกือบทุกขั้นตอน
แต่ครั้งนี้ ผมกลับไม่รู้สึกถึงปราณต้นกำเนิดที่ไหลเวียนขณะผสานมุทราเลย
ไม่มีแม้แต่สภาวะจิตว่างเปล่าเหมือนตอนที่ผมเผชิญหน้ากับวิญญาณอาฆาต
แม้ผมจะเปล่งเสียงว่า “วิชาสายฟ้า ฝ่ามืออัสนี!” ออกมา ผลลัพธ์ก็ยังคงไร้ซึ่งพลังใดๆ
ผมขมวดคิ้ว
“แปลกจริง ครั้งนี้ไม่รู้สึกอะไรเลย ต่างจากคืนวันนั้นโดยสิ้นเชิง”
อาจารย์หัวเราะ “พอใจเถอะ! แค่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังสายฟ้าในห้วงเป็นตายสักครั้งก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว ตอนที่ฉันฝึกวิชาสายฟ้า ต้องใช้เวลาถึงสามเดือนกว่าจะร่ายได้สำเร็จสักครั้ง”
อาจารย์พาผมขึ้นไปชั้นสองของร้าน พลางอธิบาย “วิชาสายฟ้าเป็นศาสตร์การแปรปราณต้นกำเนิดเป็นสายฟ้า โดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงของมือขณะร่ายมุทราควบคุมการไหลเวียนของปราณต้นกำเนิด แล้วปลดปล่อยเป็นพลังสายฟ้าอันทรงพลัง แต่กระบวนการนี้ยากมาก”
เนื่องจากผมเคยใช้มันได้ครั้งหนึ่งแล้ว อาจารย์จึงไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก เขาให้ผมลองนึกถึงสภาวะและความรู้สึกในคืนนั้น
ก่อนร่ายวิชา ให้วาดสัญลักษณ์สายฟ้าลงบนฝ่ามือซ้ายและขวาก่อน เพื่อช่วยให้การปลดปล่อยพลังและแปรปราณต้นกำเนิดง่ายขึ้น
สัญลักษณ์สายฟ้าเป็นลวดลายที่ซับซ้อน และอาจารย์วาดให้ผมดูเพียงครั้งเดียว
จากนั้น อาจารย์ให้ผมฝึกตาม พร้อมกำชับให้จดจำสามหลักสำคัญ: ใจสงบ ใจศรัทธา ใจเชื่อมโยง
อาจารย์ยังสอนคาถาสนับสนุนให้ผม
“อัสนีสวรรค์กัมปนาท ปราณต้นกำเนิดไม่ขาดสาย ข้าขอยืมอำนาจแห่งสายฟ้า พิฆาตปีศาจร้าย”
ต้องร่ายคาถานี้พร้อมกับผสานมุทราเพื่อเพิ่มพลังในการใช้วิชาสายฟ้า
นี่คือเงื่อนไขพื้นฐานของวิชาสายฟ้า
แต่หากระดับการบำเพ็ญสูงพอ และสามารถเข้าสู่สภาวะแปลกประหลาดนั่นได้ทุกครั้ง การร่ายคาถาและการวาดตราสายฟ้าก็ไม่จำเป็น
ณ ตอนนี้ ผมยังทำไม่ได้
มีเพียงระดับอย่างอาจารย์เท่านั้นที่สามารถร่ายได้ตามใจนึก
เมื่อผมส่งวิญญาณที่เหลือไปสู่สุคติเรียบร้อยแล้ว เวลาที่เหลือในหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ผมใช้เวลาฝึกฝนวิชาสายฟ้าที่ร้านของอาจารย์
ผมแจ้งลาอาจารย์ที่ปรึกษาว่ากำลังทำงานพิเศษ และจะไม่กลับไปที่หอพัก
ผมใช้เวลาทั้งหมดอยู่ที่ร้านของอาจารย์เพื่อฝึกฝน ยกเว้นวันที่ต้องไปรายงานตัวมหาวิทยาลัย
นอกจากวิชาสายฟ้า อาจารย์ยังสอนผมเกี่ยวกับความรู้ในสายงานของเรา เช่น วิญญาณแต่ละประเภทเกิดจากอะไร สภาพแวดล้อมทางฮวงจุ้ยแบบไหนให้กำเนิดซากศพแบบใด
อาจารย์ยังหาหนังสือเก่าๆ มาให้ผมอ่านเพื่อให้เข้าใจวงการนี้มากขึ้น
หนังสือพวกนั้นส่วนใหญ่เกี่ยวกับหลักเบญจธาตุและยันต์แปดทิศ อ่านยากและต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ
แต่มีอยู่เล่มหนึ่งที่ผมชอบมาก นั่นคือ ‘บันทึกเหตุประหลาด’
จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่หนังสือ แต่เป็นบันทึกที่เขียนด้วยลายมือ
ภายในบันทึกนั้นมีรายชื่อของวิญญาณและสิ่งอาถรรพ์มากมาย พร้อมทั้งวิธีจัดการ รวมถึงประสบการณ์และข้อคิดต่างๆ
อาจารย์บอกผมว่า ‘บันทึกเหตุประหลาด’ เล่มนี้เป็นมรดกที่อาจารย์ของอาจารย์ทิ้งไว้
ภายในบันทึกเต็มไปด้วยเรื่องราวแปลกประหลาดจากทั่วทุกมุมโลก
ไม่ว่าจะเป็น ‘ห้าเซียน[1]แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ’ ‘พระปีศาจแห่งทิเบต[2]’ ‘พิษกู่[3]แห่งหนานเจียง’ ‘ภูตแห่งเจียงเป่ย’ หรือแม้แต่ ‘กุมารทองของแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’
น่าสนใจมาก ผมรู้สึกชื่นชมชีวิตของอาจารย์ปู่สุดๆ
เพียงแค่สามขวบก็ต้องลงเขา ติดตามอาจารย์ออกเดินทางทั่วแผ่นดิน เห็นโลกกว้างตั้งแต่เด็ก
ผมเชื่อว่าบันทึกเล่มนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่เขาได้พบเจอ
แต่สำหรับผม มันคือประตูที่เปิดโลกทัศน์ใหม่โดยสิ้นเชิง
ผมเพิ่งตระหนักว่า เบื้องหลังเมืองที่เราอาศัยอยู่ยังมีสิ่งลี้ลับที่แทบไม่มีใครรู้จักกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
และมันทำให้ผมมั่นใจในเส้นทางที่เลือกเดินมากขึ้น
แทนที่จะเรียกเราว่าคนเก็บศพ นักพรต หรือผู้ฝึกตน
ผมคิดว่าชื่อที่เหมาะสมที่สุดคือ ‘มือปราบมารแห่งมหานคร’
[1] ห้าเซียน เป็นความเชื่อของจีนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเชื่อในเรื่อง ‘ห้าเซียน’ ได้แก่ เซียนจิ้งจอก เซียนงู เซียนเม่น เซียนหนู และเซียนไก่ ซึ่งเป็นตัวแทนของพลังในด้านต่างๆ เช่น วิญญาณ การรักษา โชคลาภ ฯลฯ
[2] พระปีศาจแห่งทิเบต เป็นความเชื่อในแถบทิเบตเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาสายตันตรยานซึ่งเชื่อในเรื่องพลังเหนือธรรมชาติ เล่ากันว่าในอดีต มีพระลามะองค์หนึ่งที่ฝึกตนจนมีพลังแก่กล้า แต่แทนที่เขาจะใช้พลังนั้นเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ เขากลับหมกมุ่นอยู่กับมนตร์ดำและไสยศาสตร์ สุดท้าย พระลามะองค์นั้นทำพิธีเพื่อให้ตัวเองเป็นอมตะ แต่แทนที่จะได้ชีวิตนิรันดร์ เขากลับกลายเป็นอสูรแห่งมนตร์ดำแทน
[3] พิษกู่ หมายถึง สัตว์พิษที่ผ่านพิธีกรรมของชาวเหมียวแห่งหนานเจียง วิธีการคือจับสัตว์มีพิษหลากหลายชนิดมารวมในภาชนะเดียวกัน ซึ่งตัวที่เหลือรอดเป็นตัวสุดท้ายก็คือกู่