ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 115 ซุ่มโจมตี ฉันเป็นเหยื่อล่อ
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 115 ซุ่มโจมตี ฉันเป็นเหยื่อล่อ
เมื่อเม่าจิ้งพูดถึงศิษย์พี่หญิงของเขา เขาสูบบุหรี่เข้าไปสองครั้งติด ดวงตาแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์อย่างชัดเจน
ผมไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงยืนเงียบอยู่ข้างๆ
เราทั้งสองคนรออยู่สักพัก เมื่อสูบบุหรี่หมดมวน ก็ออกเดินไปยังสวนสาธารณะของมหาวิทยาลัย
สวนสาธารณะอยู่ไม่ไกลจากเรานัก ใช้เวลาเดินราวสิบกว่านาที
เมื่อไปถึง พบว่ารอบนอกของสวนถูกล้อมด้วยแถบกั้น ภายในก็มืดสนิท ไม่มีแม้แต่ดวงไฟเดียว
ทุกอย่างมืดมิดจนแทบมองอะไรไม่เห็น
ผมเคยมาเดินเล่นที่นี่กับเสี่ยวอวี่หลายครั้ง แต่ตอนนี้ที่ยืนอยู่หน้าทางเข้ากลับรู้สึกว่ามันเงียบจนชวนขนลุก
บางครั้งยังรู้สึกถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากข้างใน
เม่าจิ้งดูเวลาแล้วกล่าวว่า “ยังเร็วเกินไป ไอ้ตัวนั่นมันฉลาด ถ้าเรารีบเกินไปมันคงไม่ออกมา รออีกหน่อยแล้วกัน”
เรานั่งรออยู่ด้านนอกสักพัก
ผมคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดว่า “หรือว่าเราจะไปซื้อขนมมาล่อมันดี? มันก็แค่เด็กตายคลอดตัวหนึ่ง ถ้ามันไม่ออกมา เราก็ล่อให้มันออกมาเอง”
เม่าจิ้งเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ จึงพยักหน้า
หลังจากนั้นเราเดินไปที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ ซื้อขนมขบเคี้ยวหลายอย่าง เช่น ลูกอม มันฝรั่งทอด และขนมที่เด็กๆ ชอบกิน
เมื่อกลับมาถึงสวนสาธารณะก็เป็นเวลาสี่ทุ่มครึ่ง
ถนนรอบๆ เริ่มเงียบเหงา คนเดินผ่านไปมาน้อยลง
ผมกับเม่าจิ้งเตรียมตัวเข้าไปข้างใน
สวนแห่งนี้กว้างขวาง ใจกลางมีลานกว้างที่ผู้สูงวัยมักมารวมตัวกันเต้นแอโรบิก แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง มีเครื่องหมายเตือนภัยติดอยู่ทั่ว
ทว่านี่ถือเป็นเรื่องดี เพราะอย่างน้อยก็ช่วยกันไม่ให้มีคนเดินผ่านเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
เราเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนเห็นห้องน้ำสาธารณะ
มันตั้งอยู่ในป่าไผ่เล็กๆ ไม่มีแสงไฟ มีเพียงแสงจันทร์สลัวๆ ทำให้เห็นเพียงเงาโครงร่าง
ประตูของห้องน้ำถูกแผ่นไม้ปิดกั้นไว้แน่นหนา ล้อมรอบด้วยสิ่งกีดขวาง ไม่มีใครเข้าไปได้
เม่าจิ้งชี้ไปที่ห้องน้ำนั้นแล้วพูดว่า “เมื่อคืนฉันเฝ้ามันทั้งคืน เห็นแค่แวบเดียว มันมีพลังอาฆาตรุนแรงมาก ตัวประมาณเด็กสี่ถึงห้าขวบ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ อีกไม่นานมันจะกลายเป็นเด็กปีศาจ แล้วจะยิ่งจัดการยากขึ้น”
เขาหันมามองผมก่อนพูดต่อ “ปัญหาตอนนี้คือ เราจะล่อมันออกมายังไง เพราะเราคงไม่คลานลงไปในส้วมหรอกนะ…”
ผมพยักหน้าเบาๆ ก่อนเสนอแผน
“แบบนี้ดีไหม เดี๋ยวฉันจะเอาขนมไปโปรยไว้หน้าห้องน้ำ เราซุ่มอยู่หลังหินก้อนนั้น ถ้ามันกล้าออกมากิน ฉันจะไปปิดทางหนีของมัน จากนั้นเราร่วมมือกันจับมันให้ได้”
ผมพยายามวางแผนตามสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่
เม่าจิ้งฟังแล้วเสริมรายละเอียดอีกหลายอย่าง
หลังจากวางแผนเสร็จ เราทั้งคู่ก็หยิบขวดน้ำตาวัวที่ช่วยเบิกเนตรขึ้นมา แล้วฉีดเข้าตาของตัวเอง
ความรู้สึกแสบและเย็นวาบที่คุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง ทันใดนั้นทุกสิ่งรอบตัวก็ดูชัดเจนขึ้นมาก
แต่เมื่อหันไปมองห้องน้ำสาธารณะ ภาพที่เห็นนั้นแตกต่างออกไป
ตัวอาคารที่ดูธรรมดา ตอนนี้กลับมีไอสีดำทะมึนลอยขึ้นจากซอกไม้ที่ปิดตาย มันเล็ดลอดออกมาเป็นสายๆ ให้ความรู้สึกชวนขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
ผมกับเม่าจิ้งสบตากันก่อนเริ่มปฏิบัติการ
ผมนำขนมทั้งหมดที่ซื้อมาวางกระจัดกระจายไปตามทางเดินหน้าห้องน้ำ เพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อ แถมยังโยนอมยิ้มสองอันเข้าไปด้านใน เพิ่มแรงดึงดูดให้มันออกมา
ขณะมองลอดเข้าไปด้านใน กลิ่นอายอาฆาตยังคงหนักแน่น สายหมอกดำคละคลุ้งจนมองไม่เห็นตัวทารกวิญญาณ
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ผมจึงรีบไปซ่อนตัวอยู่กับเม่าจิ้ง
ขนมมากมายขนาดนี้ ถ้ามันเป็นเด็กจริง ผมไม่เชื่อว่ามันจะไม่ออกมากิน…
ต่อจากนี้คือการรอคอย
เพราะมันซ่อนตัวอยู่ในทางระบายน้ำด้านล่าง เราไม่สามารถเข้าไปถึงตัวมันได้โดยตรง
ดังนั้น วิธีเดียวที่เราจะจัดการมันได้คือล่อมันออกมาแล้วเผด็จศึกทันที
แต่…มันจะออกมาเมื่อไร นั่นเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้
เรารออยู่ตั้งแต่สี่ทุ่มครึ่ง จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงตีหนึ่งครึ่ง
ระหว่างนั้น สิ่งที่เราเห็นมีเพียงเงาดำโผล่ออกมาแวบหนึ่ง หยิบอมยิ้มสองอันแล้วหายกลับเข้าไป
หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก มันไม่ยอมออกมาอีกเลย
“เม่าจิ้ง ไอ้ตัวนี้มันระวังตัวเกินไป รอแบบนี้คงเสียเวลาเปล่า พรุ่งนี้เช้าฉันมีสอบนะ ฉันว่าเราต้องหาวิธีเร่งให้มันออกมา”
“สอบ? เร่งมันออกมา?” เม่าจิ้งขมวดคิ้วมองผมด้วยความสงสัย
ผมพยักหน้า “ใช่ พรุ่งนี้ฉันมีสอบวิชาเภสัชวิทยา ไอ้ตัวนี้คงไม่ชอบขนมพวกนี้แน่ๆ เพราะงั้น…ในเมื่อมันอยากเล่นงานคน งั้นฉันจะไปเป็นเหยื่อล่อเอง ฉันจะไปยืนคอยอยู่หน้าห้องน้ำ ถ้ามันออกมา นายรีบปิดทางหนีของมัน เราจะบุกโจมตีหน้าหลัง!”
แต่เม่าจิ้งขมวดคิ้วแน่น “แบบนั้นอาจไม่ได้ผล ปราณต้นกำเนิดของเราสูงกว่าคนธรรมดา มันสามารถรับรู้ได้ ถ้านายไปเป็นเหยื่อล่อ มันจะยิ่งไม่ออกมา”
แต่ผมกลับยิ้มด้วยความมั่นใจ “ไม่ต้องห่วง ฉันมีวิธี!”
พูดจบ ผมหันหลังเดินออกไปทันที
แม้เม่าจิ้งจะไม่รู้ว่าผมคิดจะทำอะไร แต่เมื่อเห็นผมลงมือแล้ว เขาก็ทำตามแผนที่ตกลงกันไว้ ซ่อนตัวอยู่หลังหินก้อนใหญ่โดยไม่ขยับ
ผมมาถึงหน้าห้องน้ำ ก่อนจะฉีกซองมันฝรั่งทอด แล้วกินเสียงดังเพื่อเรียกความสนใจ
อาจารย์เคยบอกประโยคหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามันใช้ได้ดีในตอนนี้
‘หากตกปลาไม่ได้ แสดงว่าเหยื่อยังไม่น่าสนใจพอ’
ในเมื่อขนมไม่สามารถล่อมันออกมาได้ ผมก็ต้องเพิ่มแรงจูงใจให้มากขึ้น
เจ้าทารกวิญญาณต้องการเล่นงานคนใช่ไหม ถ้าอย่างนั้น ผมจะยื่นโอกาสให้มันเอง
หลังจากกินไปสองคำ ผมหยิบกระบี่กระดูกปลาออกมา กรีดฝ่ามือซ้ายเป็นรอยแผลตื้นๆ เลือดสดๆ ไหลลงมาตามปลายนิ้ว และหยดลงบนขนมที่โปรยไว้
ทันทีที่กลิ่นเลือดฟุ้งออกมา เสียง “กึก…กึก…” ก็ดังมาจากภายในห้องน้ำ
แต่ผมยังไม่หยุดแค่นั้น นอกจากใช้เลือดเป็นเหยื่อล่อแล้ว ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดการ์ตูนเสียงดัง
“พาว พาโทรล! พาว พาโทรล! พวกเรากำลังไปช่วยแล้ว!”
ผมไม่เชื่อว่ามันจะต้านทานเสน่ห์ของ ‘ขบวนการเจ้าตูบสี่ขา’[1] ได้…
ขณะที่ผมกำลังแสดงละครตบตาอยู่ เม่าจิ้งที่ซ่อนตัวอยู่ก็ทำหน้าตกตะลึง
เขาไม่คาดคิดว่าผมจะใช้วิธีนี้จริงๆ
ไม่นานหลังจากเสียงเพลงดังขึ้น ภายในห้องน้ำก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว
ช่องว่างเล็กๆ ระหว่างแผ่นไม้ปิดตาย ผมเห็นเงาดำไหวไปมา และหากมองดีๆ จะเห็นดวงตาขาวโพลนคู่หนึ่งซึ่งกำลังกดแนบติดช่องแคบเพื่อมองมาทางผม
ผมทำทีเป็นไม่สนใจ ยังคงร้องเพลงตามไปเรื่อยๆ เพิ่มความอยากรู้อยากเห็นของมัน
ผมยังจำได้ดีว่าครั้งหนึ่ง อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเคยสอนว่า ‘การรักษาผู้ป่วยต้องเริ่มจากความเข้าใจ โดยเฉพาะกับเด็ก เพราะเด็กไม่สามารถอธิบายอาการได้ชัดเจน’
เด็กบางคนอาจไม่ยอมให้หมอรักษา ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการลดกำแพงระหว่างแพทย์กับเด็ก ด้วยการเข้าถึงสิ่งที่พวกเขาชอบ
เมื่อความสัมพันธ์ใกล้ชิดขึ้น เด็กจะลดความระแวง ทำให้แพทย์ได้รับข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการรักษา
แม้จะเป็นเพียงประโยคหนึ่งในการบรรยาย แต่ผมกลับจดจำมันได้จนถึงตอนนี้
เพียงแต่แทนที่จะใช้กับเด็กปกติ ผมกลับนำมันมาใช้ล่าผีแทน…
ผมยังคงยิ้มกว้าง ร้องเพลงไปเรื่อยๆ พร้อมกับเฝ้าจับตาห้องน้ำ
และแล้ว…ที่ช่องว่างระหว่างแผ่นไม้ปิดตาย ดวงตาขาวโพลนคู่หนึ่งค่อยๆ โผล่ออกมา พร้อมกับเงาสีดำที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้…
[1] ขบวนการเจ้าตูบสี่ขา หรือพาว พาโทรล เป็นการ์ตูนสำหรับเด็ก เนื้อหาเกี่ยวกับแก๊งน้องหมาที่ต้องออกไปปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อน