ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 122 พูดคุยเรื่องอดีตของเม่าจิ้ง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 122 พูดคุยเรื่องอดีตของเม่าจิ้ง
จากสิ่งที่เม่าจิ้งพูด ผมเดาว่าคนที่รับสาย คงเป็นนายจ้างที่เขาเคยกล่าวถึง คนกลางที่คอยติดต่อผู้ว่าจ้างและผู้ถูกจ้าง
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังถามไปว่า “คนกลาง?”
เม่าจิ้งพยักหน้า “ใช่”
เม่าจิ้งไม่ใช่คนพูดมาก พอเห็นว่าเขาตอบแล้ว ผมก็ลุกขึ้นยืนพลางพูดว่า “ไปกันเถอะ! เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ออกไปหาอะไรกินข้างนอกกัน”
เม่าจิ้งพยักหน้าตกลง
จากนั้น ผมกับเม่าจิ้งพากันเดินออกจากที่นี่
ไม่ไกลจากสวนสาธารณะ ที่ถนนเสวียฝู่ มีร้านอาหารข้างทางอยู่ร้านหนึ่ง
พวกเราสั่งปลาย่าง แล้วนั่งคุยกันไปพลาง
สิ่งที่พวกเราสองคนสงสัยคือดวงตาสีเขียวนั่น การเปลี่ยนแปลงของเด็กปีศาจดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับดวงตาสีเขียวนี้
เมื่อคิดโยงไปถึงนักพรตวิญญาณที่พบที่เนินเขาสิบลี้ ผมก็พูดขึ้นว่า “เมื่อสัปดาห์ก่อน ฉันจัดการนักพรตวิญญาณไปคนหนึ่ง หมอนั่นมีก้อนเนื้อประหลาดแบบนี้เหมือนกัน ก่อนตายมันยังพูดว่า ตัวเองเป็นลูกสมุนของ ‘นักพรตเก้าศพ’ นายรู้จักชื่อนี้ไหม”
“ใครนะ” เม่าจิ้งกำลังคีบเนื้อปลาเข้าปาก แต่ทันทีที่ผมเอ่ยคำว่า ‘นักพรตเก้าศพ’ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที
ผมเห็นสีหน้าจริงจังของเม่าจิ้ง จึงพูดซ้ำอีกครั้ง “นักพรตเก้าศพ มีอะไรหรือ นายรู้จักจริงๆ?”
“เป็นอะไรหรือเปล่า” เมื่อเม่าจิ้งได้ยินยืนยันแน่ชัด สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเป็นเคร่งขรึมทันที ผมสังเกตเห็นว่าแม้แต่มือของเขายังสั่น
เม่าจิ้งกัดฟันแน่น แล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงหนักแน่น “ไม่ใช่แค่รู้จัก แต่มีแค้นเรื่องฆ่าภรรยา”
“แค้น…แค้นเรื่องฆ่าภรรยา?”
ผมถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
ก่อนหน้านี้ เม่าจิ้งเคยบอกว่าเขาเป็นคนลงมือฆ่าเองไม่ใช่หรือ
แล้วทำไมตอนนี้ถึงมีแค้นเรื่องฆ่าภรรยาโผล่มาอีก
“เม่าจิ้ง เรื่องนี้มันยังไงกันแน่” ผมถามย้ำอีกครั้ง
เม่าจิ้งสูดหายใจลึก ในนัยน์ตาของเขาไม่ได้มีเพียงความแค้น แต่ยังเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เขาส่ายหัว ดูเหมือนไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ เปลี่ยนหัวข้อบทสนทนาแล้วพูดว่า “นักพรตเก้าศพเป็นพวกนอกรีต วิชาแข็งแกร่งที่สุดของมันคือการเลี้ยงวิญญาณและศพ ว่ากันว่ามันเองก็เป็นเพียงศพเดินได้ เมื่อสามปีก่อน ฉันเคยเจอมันครั้งหนึ่ง ตอนนั้นฉันอยู่กับอาจารย์ แต่หมอนั่นใช้พิษศพ… มันฆ่า…” พูดถึงตรงนี้ เม่าจิ้งกลับหยุดกะทันหัน แต่กำปั้นของเขากลับกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
ความโกรธแค้นของเขาถูกระบายออกมาผ่านร่างกายที่สั่นสะท้าน ผมตบไหล่เขาเบาๆ ไม่ซักไซ้ต่อ
ที่จริง แม้เขาจะไม่พูดต่อ ผมก็พอจะเดาเรื่องราวคร่าวๆ ได้
เม่าจิ้งพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฉันหมดสติไปสามปี เพิ่งฟื้นขึ้นมาเมื่อต้นปีนี้ จากนั้นจึงตัดสินใจตั้งรกรากที่นี่พร้อมอาจารย์ แค่คิดไม่ถึงว่าไอ้หมอนั่นจะโผล่มาที่นี่ หึ…สวรรค์เล่นตลกจริงๆ” พูดจบ เม่าจิ้งยกแก้วเหล้าขึ้น กระดกหมดในอึกเดียว
ภายในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความแค้น ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเม่าจิ้งจะมีอดีตและความแค้นเช่นนี้ แม้ผมจะไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด แต่จากถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยคก็พอสัมผัสได้ถึงความคั่งแค้นของเขา
“ถ้าหากนายต้องการอะไร ขอแค่เอ่ยปากบอก ฉันจะช่วยจัดการไอ้หมอนั่นเอง”
เม่าจิ้งไม่ได้ตอบ เพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย จากนั้นยกแก้วเหล้าขึ้นมาชนกับแก้วของผม
บางทีการที่ผมเอ่ยถึง ‘นักพรตเก้าศพ’ อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เม่าจิ้งยอมเปิดใจมากขึ้น เขาเริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ผมฟัง เม่าจิ้งแก่กว่าผมสองปี ตอนนี้อายุยี่สิบสอง เมื่ออายุสิบหก เขาได้ติดตามอาจารย์ไปฝึกวิชา ท่องไปทั่วสารทิศ
ทว่าตอนไปถึงเซียงซี เม่าจิ้งโดนศพกัดเข้าให้ จึงติดพิษศพเข้าไป
เพราะถอนพิษไม่ทัน เขาจึงสลบไสลอยู่ถึงสามปี เพิ่งจะฟื้นตัวเมื่อปลายปีที่แล้ว จากนั้นก็อยู่ที่เมืองซานเฉิงตลอดมา
แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือ กลับได้ยินชื่อ ‘นักพรตเก้าศพ’ จากปากของผม
ขณะที่เม่าจิ้งเล่าเรื่องพวกนี้ เขาไม่พูดถึงเรื่องอื่นเลย และหลีกเลี่ยงบางสิ่งอย่างจงใจ เช่น เขาเคยบอกว่าเขาฆ่าภรรยาด้วยมือของเขาเอง และเรื่องที่ ‘นักพรตเก้าศพ’ มีความแค้นสังหารภรรยากับเขา เขาก็ไม่เอ่ยถึง
ผมไม่ได้ถามอะไรเพิ่ม เพราะรู้ว่านั่นคือบาดแผลในใจของเม่าจิ้ง เช่นเดียวกันกับที่ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องของเสี่ยวอวี่กับใคร
เราต่างก็มีความลับของตัวเอง
แต่ผมกลับรู้สึกว่า ผมกับเม่าจิ้งเข้ากันได้ดี
ผมไม่สนใจว่าวันพรุ่งนี้ต้องเข้าสอบหรือไม่ เราพูดคุยและดื่มกันจนถึงตีสามกว่าๆ แล้วถึงแยกย้าย
เม่าจิ้งขึ้นรถกลับไปก่อน ส่วนผมเดินกลับมหาวิทยาลัยอย่างสบายใจ แอบย่องเข้าหอพักแล้วเข้านอน
เสียงนาฬิกาปลุกทำให้ผมตื่นขึ้น
ฟ้าสว่างแล้ว
ตอนเช้ายังมีสอบอยู่ ผมเลยไม่กล้านอนต่อ
ผมเปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบกระเป๋าดินสอ แล้วลงจากหอพักเพื่อไปสอบโดยที่ไม่ได้กินข้าวเช้า
ระหว่างทาง ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อผม
“เจียงหนิง…”
เสียงที่เรียกทำให้ผมหันกลับไปอย่างงงๆ
หญิงสาวร่างสูงโปร่ง ผิวขาวซีดคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังผม
ผมมองใกล้ๆ ถึงจำได้ว่าเป็น ‘หลี่เสี่ยวหมิ่น’
เพราะเคยถูกครอบงำโดยวิญญาณร้ายมาก่อน ตอนนี้เธอจึงผอมลงไปมาก แต่ความสวยของเธอก็ยังคงอยู่
“อ๋อ! เสี่ยวหมิ่น!” ผมตอบกลับไปอย่างอ่อนล้า
“เมื่อคืนไม่ได้นอนดีๆ สินะ?”
“ใช่” ผมยิ้มแล้วหาวออกมา
แม้ว่าเรื่องของหลี่เสี่ยวหมิ่นจะจบลงแล้ว แต่ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องที่เธอกับเพื่อนๆ ดันทุรังไปตั้งแคมป์ในสุสาน ผมก็ยังอดถอนหายใจไม่ได้
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอโชคดี และจ่ายเงินหนึ่งล้านหยวนเพื่อเชิญอาจารย์ของผม เธอคงไม่รอด
“เรื่องคราวก่อน ขอบคุณมากนะ”
“ช่วงนี้ฉันพยายามนึกถึงหลายๆ จนคิดได้ ตอนนี้ถึงรู้ว่านายสุดยอดขนาดไหน นายเป็นนักพรตจริงๆ สินะ”
ผมส่ายหน้าแล้วตอบว่า “แค่เป็นศิษย์ฝึกหัดเท่านั้น อย่าทำเรื่องแบบนั้นอีกแล้วกัน ครั้งนี้ช่วยไว้ได้ แต่ครั้งหน้าอาจไม่โชคดีขนาดนี้”
หลี่เสี่ยวหมิ่นทำท่าราวกับเด็กผู้หญิงทำผิด เธอก้มหน้าต่ำพลางตอบเสียงแผ่ว “อืม…”
หลังจากนั้น เธอก็พูดขึ้นมาอีกว่า “เจียงหนิง ฉัน…ฉันอยากถามอะไรหน่อย นายช่วยทำพิธีเชื่อมต่อดวงวิญญาณให้ฉันกับเพื่อนๆ ที่ตายไปได้ไหม”
ได้ยินคำพูดนี้ ผมถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
ยัยนี่คิดจะทำอะไรอีก คราวก่อนรอดมาได้ แล้วยังจะหาเรื่องตายอีกงั้นเรอะ
หลี่เสี่ยวหมิ่นเห็นผมมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ จึงพูดต่อว่า “พวกเขาตายเพราะงานวันเกิดของฉัน ฉันแค่อยากขอโทษพวกเขาดีๆ”
ผมมองหลี่เสี่ยวหมิ่นอย่างพินิจพิจารณา ท่าทางดูเหมือนจะพูดความจริง และจากที่ผมรู้มา เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นความผิดของเธอทั้งหมด
กลุ่มเพื่อนผู้ชายบอกว่า ‘เอสเคปรูม’ ไม่ท้าทายพอ พวกเขาเลยเสนอให้ไปตั้งแคมป์กันในสุสาน
พวกเขาเรียกมันว่า ‘การท้าทายขีดจำกัด’
แม้เธอจะไม่ได้เป็นคนเสนอ แต่เธอก็เห็นด้วย และงานปาร์ตี้ครั้งนั้นก็เป็นเธอที่เป็นคนจัดขึ้น
เพราะเหตุนี้ เธอถึงรู้สึกผิดมาตลอด
เห็นท่าทีของเธอที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิด ผมจึงตอบไปว่า “ที่จริงไม่ต้องทำพิธีอะไรหรอก แค่ไปจุดธูปที่หลุมศพพวกเขา แล้วพูดกับพวกเขาดีๆ พวกเขาก็รับรู้ได้แล้ว
“ต่อไปก็เลิกทำอะไรเสี่ยงตายแบบนั้น อย่าไปที่ที่มันอัปมงคลอีกเลย เธอโชคดีถึงรอดมาได้ แต่ถ้ามีครั้งหน้า…มันอาจไม่ใช่แบบนี้อีก”
ผมพูดไปเรื่อยอย่างไม่เกรงใจขณะเดินไปข้างหน้า แม้หลี่เสี่ยวหมิ่นจะมาจากครอบครัวร่ำรวยและหน้าตาดี แต่ผมก็ไม่ได้ตามใจเธอ และก็ไม่ได้พูดเอาใจด้วย
จะฟังก็ฟัง จะไม่ฟังก็แล้วแต่
ถ้าไม่ติดว่าเธอเป็นเพื่อนร่วมชั้น และพ่อของเธอเคยจ่ายเงินหนึ่งล้านหยวนให้เป็นค่าดำเนินการ ผมคงไม่แม้แต่จะเสียเวลาพูดกับเธอ
แต่คนอื่นๆ ที่เดินผ่านไปมาดูเหมือนจะไม่คิดแบบนั้น
พวกเขามองผมกับหลี่เสี่ยวหมิ่นด้วยสายตาอิจฉาริษยา และเริ่มพูดจากระแนะกระแหน โดยเฉพาะพวกผู้ชายที่ยืนรวมกลุ่มกัน พวกเขาแอบซุบซิบเสียงต่ำ
“ไอ้เวรเอ๊ย! หมอนั่นเป็นใครวะ ทำไมเดินกับหลี่เสี่ยวหมิ่นได้”
“เจียงหนิงไง ฉันรู้จัก ก็แค่ไอ้เด็กเนิร์ดที่วันๆ อ่านแต่หนังสือ”
“พ่อของหลี่เสี่ยวหมิ่นเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน ถ้าใครได้คบกับเธอคงสบายไปทั้งชีวิต”
“หมอนั่นก็แค่พวกเกาะผู้หญิงกิน หล่อยังไม่เท่าฉันเลย”
“ถุย! หน้ามีแต่สิวเต็มไปหมด หล่ออะไรของเอ็ง”
“…”