ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 141 จะทำยังไงดี อาจารย์หายไปแล้ว
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 141 จะทำยังไงดี อาจารย์หายไปแล้ว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้ทุกคนตกตะลึง
โดยเฉพาะผมที่เห็นอาจารย์ถูกดึงลงน้ำต่อหน้าต่อตา ความตื่นตระหนกทำให้ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ
“อาจารย์!”
ผมตะโกนสุดเสียง ก่อนจะวิ่งตรงไปยังจุดที่อาจารย์ตกน้ำ
จั่วต้าเหนียน ซุนโหย่ว และหวังเหมิ่งต่างตื่นตระหนกและรีบวิ่งตามมาด้วย
“ตึกๆๆ”
เสียงฝีเท้าดังก้องไปทั่วท่าเรือ
แต่เมื่อเรามาถึงจุดที่อาจารย์ตกลงไป กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา
สิ่งที่เหลืออยู่บนผิวน้ำมีเพียงฟองอากาศที่ยังคงผุดขึ้นเป็นระยะ ก่อนจะลอยหายไปในความมืด
ไม่มีวี่แววว่าอาจารย์อยู่ที่ไหน หรือถูกลากไปที่ใด
“แย่แล้ว! อาจารย์ซ่งถูกลากไปยังส่วนที่ลึกกว่านี้แน่ๆ”
“เราจะทำยังไงดี”
จั่วต้าเหนียนและซุนโหย่วตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ถอยหลังไปสองก้าว
หวังเหมิ่งขมวดคิ้วแน่น แต่ยังคงนิ่งเงียบ
“อาจารย์!”
ผมเบิกตากว้าง ตะโกนเรียกอาจารย์สุดเสียงอีกครั้ง
ความกังวลกำลังถาโถมเข้าใส่
แต่แล้วผมก็ตัดสินใจเปิดตาทิพย์
สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าคือทะเลสาบที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันบางๆ ของพลังอาฆาต ราวกับผืนน้ำทั้งผืนได้กลายเป็นทะเลสาบแห่งวิญญาณ
แม้แต่อาจารย์ที่มีพลังกล้าแกร่งยังถูกลากลงไปโดยไม่อาจขัดขืน
นั่นหมายความว่า…สิ่งที่อยู่ใต้น้ำต้องเป็นบางสิ่งที่ทรงพลังและอันตรายถึงขีดสุด
ผมไม่ได้มีพลังแข็งแกร่งถึงขั้นนั้น
สิ่งที่อาจารย์ยังรับมือไม่ได้ ผมย่อมไม่มีทางสู้ไหว
แต่ผมรู้ดีว่าความกตัญญูเป็นสิ่งสำคัญ
อาจารย์เคยช่วยชีวิตผมไว้ ถ้าเขาตกอยู่ในอันตราย ผมก็พร้อมจะเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลือ
แต่ผมก็รู้เช่นกันว่า ถ้าผมกระโจนลงไปแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง มันจะไม่ใช่การช่วยเหลือ แต่จะเป็นการถ่วงอาจารย์ให้ลำบากยิ่งขึ้น
ข้างล่างนั่นคือน้ำ เป็นพื้นที่ของพวกผีพราย
หากผมกระโจนลงไปโดยไม่มีแผน นั่นไม่ใช่การช่วยคน แต่เป็นการพาตัวเองไปตาย
ผมตัดสินใจชักกระบี่กระดูกปลาออกมา จับจ้องผิวน้ำอย่างระแวดระวัง
ผมจะไม่ลงไปโดยไม่คิด
แต่ผมจะรอจังหวะกระโดดลงไปในเวลาที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลืออาจารย์ให้ได้!
เสียงของจั่วต้าเหนียนดังขึ้นจากด้านหลัง
“อาจารย์น้อยเจียง เราจะทำยังไงดี อาจารย์ซ่งถูกลากลงไปแล้ว…แล้วเรายังจะกู้ศพขึ้นมาได้ไหม”
“ใช่แล้ว! อาจารย์น้อยเจียงรีบคิดหาทางเถอะ! อาจารย์ซ่งจมหายไปเกือบนาทีแล้ว ถ้าปล่อยไว้อีกสักพัก เขาอาจไม่ขึ้นมาอีกเลย!”
“ใช่ๆ! อาจารย์น้อยเจียง คิดหาทางหน่อยสิ!”
“อาจารย์น้อยเจียง พูดอะไรหน่อย!”
“อาจารย์น้อยเจียง ช่วยอาจารย์คุณเร็วเข้า!”
“…”
ทั้งสองคนพร่ำพูดซ้ำๆ
แต่พวกเขาจะรู้หรือไม่ว่า ใจของผมร้อนรนยิ่งกว่าพวกเขาหลายเท่า
นั่นคืออาจารย์ของผม จะให้ผมไม่ร้อนใจอยากรีบช่วยได้อย่างไร
แต่การช่วยเหลือก็ต้องมีวิธี กระโจนลงไปสุ่มสี่สุ่มห้าก็มีแต่จะไปตายเปล่า
อย่าลืมว่าใต้น้ำมีศพที่ยังหาไม่เจอถึงสิบสี่ศพ แปลว่ามีผีพรายอย่างน้อยสิบสี่ตนสิงสู่อยู่ใต้น้ำนั่น
“หุบปากซะ!” ผมตวาดเสียงดังลั่น
เสียงโหวกเหวกของพวกเขาทำให้ผมปวดหัว
ในสภาวะที่ประสาทตึงเครียดสูงสุด แม้แต่เหงื่อยังเริ่มซึมออกมาบนหน้าผาก
รอบข้างเงียบสงัดลงทันที
ดวงตาของผมจับจ้องเพียงผืนน้ำเบื้องหน้าที่มีหมอกจางๆ ลอยอ้อยอิ่ง
‘อาจารย์…อยู่ที่ไหนกัน’
ผมคิดในใจ ความคิดอยากกระโดดลงน้ำเพื่อช่วยอาจารย์แล่นเข้ามาในหัว
แต่ทันใดนั้นเอง
แววตาของผมพลันหดเกร็ง
ผมเห็นบางสิ่งบางอย่าง…
ฟองอากาศสองลูกผุดขึ้นมา ห่างออกไปทางซ้ายด้านหน้าราวห้าเมตรบนผิวน้ำ
“บลุบ…บลุบ…”
เสียงน้ำไหวสะท้อนเข้าหู
หวังเหมิ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็มองเห็นเช่นกัน
เขาตะโกนบอกทันที “ทิศสิบนาฬิกา ห่างห้าเมตร!”
“อาจารย์!” ผมตะโกนไปทางนั้นอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว ตอนนี้ผมยืนอยู่ตรงขอบสุดของท่าเรือแล้ว
ท่าเรือแห่งนี้เป็นแบบไม้ยื่นเข้าไปในทะเลสาบหลายเมตร ทั้งสองฝั่งสามารถจอดเรือเล็กได้
ตอนนี้ผมยืนอยู่ตรงสุดปลายของท่าเรือ จ้องมองจุดที่ฟองน้ำผุดขึ้นมา
ผิวน้ำสั่นไหวเบาๆ เสียงคลื่นกระทบไม้ดัง “สวับๆ” ลมเย็นยะเยือกพัดขึ้นมาจากด้านล่าง
ผมรู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่แล่นจากเท้าขึ้นมาทั้งตัว จึงก้มหน้ามองด้วยสัญชาตญาณ
ทันใดนั้นเอง ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งลืมตาอยู่ในน้ำใต้ท่าเรือ
เธอนอนราบ ร่างทั้งร่างจมอยู่ใต้น้ำ
จากมุมที่ผมยืนอยู่ มองเห็นเพียงใบหน้าซีดเผือดของเธอจากมุมบน
ในขณะที่ผมจ้องมองเธอ เธอก็หันหน้าขึ้นมาสบตากับผม ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย
รอยยิ้มนั้นทำให้หนังศีรษะผมชาวาบ ขนลุกซู่จนถึงสันหลัง
ความเย็นยะเยือกปกคลุมไปทั่วร่างจนแทบจะขยับไม่ได้
‘ศพลอยน้ำ!’
ผมรู้สึกหัวใจหล่นวูบ รู้ทันทีว่าไม่ดีแล้ว จึงรีบพยายามเบนสายตาหนี
ผมยังจำได้ดีว่าอาจารย์เคยเตือนไว้ว่า ‘ห้ามสบตากับศพลอยน้ำเด็ดขาด’
แต่ผมกลับก้มหน้าลงมองโดยไม่รู้ตัว และดันไปสบตากับศพนั้นเข้า
เธอยังยิ้มให้ผมด้วยซ้ำ
ความรู้สึกเย็นเยือกไหลเข้ามาในใจจนแทบเป็นน้ำแข็ง ผมรีบพยายามหลบสายตา แต่กลับพบว่าร่างกายไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
ผมไม่สามารถละจากดวงตาของศพหญิงคนนั้นได้เลย
เธอยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนปากดูเหมือนจะฉีกไปถึงหู
ผมอยากจะถอยหลัง แต่ร่างกายกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย แม้แต่เสียงก็เปล่งออกมาไม่ได้
ยิ่งกว่านั้น ร่างกายของผมยังเอนไปข้างหน้าอย่างไม่อาจควบคุม ราวกับจะตกลงไปในทะเลสาบ
ขณะนั้นทั้งร่างของผมชาไปหมด
ยังไม่ทันได้ตกน้ำเลยด้วยซ้ำ! แค่สบตากับศพลอยน้ำก็ทำให้ร่างกายขยับไม่ได้แล้ว
มันน่ากลัวยิ่งกว่าแววตาของก้อนเนื้อสีเขียวจากเจ้านักพรตวิญญาณที่เนินเขาสิบลี้อีก
ผมทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว พยายามควบคุมร่างกายตัวเองสุดความสามารถ
แต่ร่างกายกลับทำได้เพียงสั่นเบาๆ หายใจหอบแรงขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น
ผมยังคงเอนไปข้างหน้าเรื่อยๆ ศพในน้ำนั้นราวกับแม่เหล็กที่ดึงดูดผมให้เข้าไปหา
ทีละนิด…ทีละนิด
จากนั้นเท้าของผมก็เหยียบพลาด ร่างทั้งร่างพุ่งดิ่งลงไปในทะเลสาบอย่างแรง
จบเห่แล้วจริงๆ!
ในวินาทีนั้น ทั้งตัวผมเย็นเฉียบไปหมด
ยังไม่ทันได้ช่วยอาจารย์ ผมกลับต้องมาซวยเสียก่อน
แต่ในจังหวะที่ร่างของผมกำลังจะเสียหลักพลัดตกน้ำ ทันใดนั้นก็มีมือใหญ่มือหนึ่งคว้าข้อมือผมไว้แน่น
มือข้างนั้นออกแรงกระชากอย่างแรง ดึงผมกลับขึ้นมา
แรงเหวี่ยงมหาศาลทำให้ผมล้มกลิ้งลงบนพื้นไม้ของท่าเรือ
เมื่อสายตาหลุดจากดวงตาของศพลอยน้ำ ร่างกายผมก็กลับมาขยับได้อีกครั้ง
ผมหันกลับไปมองด้านหลัง แล้วก็เห็นว่าเป็นหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย หวังเหมิ่ง ที่ช่วยชีวิตผมไว้
ผมที่ยังคงหอบหายใจด้วยความตกใจและหวาดกลัวเอ่ยขอบคุณเสียงสั่น “ขะ…ขอบใจมาก พี่ชาย…”
หวังเหมิ่งหัวเราะ “นึกไม่ถึงเลยว่านายจะหนักขนาดนี้นะ ฉันผลักได้ตั้งเก้าสิบกิโลกรัมด้วยมือเดียว ยังแทบดึงนายกลับไม่ไหว”
ในเวลาเดียวกัน จั่วต้าเหนียนและซุนโหย่วที่ยืนอยู่ทั้งสองข้างก็รีบเอ่ยถามอย่างตกใจ
“อาจารย์น้อยเจียง เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นเหรอ พวกเราเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตอบเลย!”
“ใช่แล้ว! อาจารย์น้อยเจียง คุณเอาแต่จ้องลงไปในน้ำอย่างเดียวเลย โชคดีนะที่หัวหน้าหวังดึงกลับมาได้ทัน”
ผมหันกลับไปมองขอบท่าเรืออีกครั้ง
“เป็นศพลอยน้ำ ตอนที่ผมก้มลงไปมองดันสบตากับเธอเข้าเลยถูกสะกดไว้…”