ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 142 อาจารย์ซ่งเหนือชั้นกว่าที่คิด
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 142 อาจารย์ซ่งเหนือชั้นกว่าที่คิด
ไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าอาจารย์ของผมที่ทำงานเก็บศพมาตลอดชีวิต วันนี้แค่พาผมมาเก็บศพที่ทะเลสาบหนานเทียน กลับต้องพลาดท่าครั้งใหญ่เข้าให้
ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร พอเดินมาถึงริมฝั่งทะเลสาบก็ถูกบางสิ่งในน้ำลากลงไปยังจุดน้ำลึก ตอนนี้ยังไม่รู้เป็นหรือตาย
ส่วนผม เพียงแค่สบตากับศพที่ลอยน้ำอยู่ก็เกือบจะตกน้ำไปด้วย
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ปีศาจที่สิงอยู่ในทะเลสาบหนานเทียนจะร้ายกาจถึงเพียงนี้
ไม่แปลกเลยที่มันจะก่อความวุ่นวายได้แม้ในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนพลุกพล่านเช่นนี้
เมื่อผมเล่าให้คนอื่นฟังว่าแค่สบตากับศพลอยน้ำก็แทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่จนเกือบตกน้ำ ทุกคนก็พากันหน้าซีด แสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมาทันที
ซุนโหย่ว ผู้จัดการทั่วไปถึงกับพูดขึ้นอย่างตื่นตระหนก “แค่สบตากันแวบเดียว เสี่ยวเจียงก็เกือบถูกดึงลงน้ำ แล้วแบบนี้อาจารย์ซ่งที่ตกน้ำไปตั้งสองถึงสามนาที คง…คงไม่”
เขาพูดไม่จบด้วยซ้ำ
แต่ผมเองก็อดกังวลเรื่องนี้ไม่ได้
อาจารย์ตกน้ำไปตั้งนานแล้ว นอกจากฟองน้ำที่ผุดขึ้นมาเพียงสองลูกก็ไม่มีแม้แต่เงาอื่นใด
ผมแค่สบตากับศพลอยน้ำก็เกือบจะตกลงไปด้วย แล้วแบบนี้จะให้ทำอย่างไรดี
ผมลองคิดทบทวนถึงทุกวิธีที่ตัวเองมี ทั้งยันต์และอาวุธในมือ แต่กลับไม่มีสิ่งใดที่สามารถใช้ได้เลย
ในชั่วขณะนั้น ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำอย่างไรต่อ
แม้ผมจะอยากกระโดดลงไปเสี่ยงชีวิตเพื่อลากอาจารย์กลับขึ้นมา แต่ก็ไม่รู้เลยว่าควรจะลงไปทางไหน
บนผิวน้ำของทะเลสาบนี้ ผมควรกระโดดลงตรงไหนกันแน่…
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังสิ้นหวัง เต็มไปด้วยความกังวล
บริเวณด้านหน้าไปทางซ้ายราวห้าเมตรพลันมีเสียง “ปุ๋ง” ดังขึ้น พร้อมกับฟองน้ำขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นมาจากผิวน้ำ
พวกเราทุกคนหันขวับไปมองทางนั้นโดยพร้อมเพรียง
แล้วก็ได้เห็นว่า ณ จุดที่ฟองน้ำผุดขึ้นมา จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมา
‘มือคน!’
ดวงตาของผมหดแคบลง ภายใต้พลังของตาทิพย์ จึงมองเห็นได้อย่างชัดเจน
มือนั้นคล้ำดำ แต่ไม่เหมือนกับมือของศพที่แช่น้ำมานาน ตรงกันข้าม กลับดูเหมือนมือของอาจารย์ผมไม่มีผิด
“อาจารย์!” ผมร้องเรียกออกไปทันที
และมือนั้นก็กำมือทำสัญลักษณ์ ‘OK’ ให้ผมดู ก่อนจะจมหายกลับลงไปใต้น้ำอีกครั้ง
“ใช่…ใช่อาจารย์ซ่งหรือเปล่า”
“เมื่อกี้ เขา…เขาทำสัญลักษณ์ OK ใช่ไหม”
จั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วต่างเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึง
ผมพยักหน้า สีหน้าโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
อาจารย์ต้องกำลังเผชิญกับปัญหาแน่ๆ
แต่การที่เขาโผล่ขึ้นมาแล้วส่งสัญญาณแบบนี้ น่าจะเป็นการบอกว่าเขาปลอดภัยดี
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็ยิ่งไม่อาจบุ่มบ่ามลงมือได้
ผมยังคงยืนอยู่บนท่าเรือ คอยเฝ้าระวังสังเกตสถานการณ์ต่อไป
สิบกว่าวินาทีให้หลัง ผิวน้ำทางด้านหน้าไปทางซ้ายพลันเกิดฟองน้ำอีกครั้ง
และแล้ว ศพลอยน้ำหนึ่งร่างก็ลอยขึ้นมาจากใต้น้ำ
พอเห็นร่างศพนี้ หวังเหมิ่งก็พูดระบุตัวตนได้ทันที “เป็นนักประดาน้ำ”
เพราะร่างนั้นนอนคว่ำหน้า และด้านหลังก็มีถังออกซิเจนติดอยู่
ผมจ้องมองผิวน้ำอย่างตึงเครียด
ผ่านไปอีกสิบกว่าวินาที เสียงน้ำสาดดัง “ซ่า” แล้วหัวคนก็โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำ
ความเคลื่อนไหวนี้ทำเอาจั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วตกใจสะดุ้งโหยง
แต่ผมกลับร้องออกมาด้วยความยินดี
“อาจารย์!”
ใช่ คนที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาคืออาจารย์ของผม ซ่งเต๋อไฉ
อาจารย์สูดลมหายใจแรง แล้วด่าทอออกมาทันที “ไอ้ชาติหมา พวกเวรนี่มันแข็งแกร่งจริงๆ เสี่ยวเจียง โยนแส้กระดูกงูมาให้ฉัน ฉันจะลงไปฟาดพวกมันให้ตาย!”
ได้ยินคำพูดของอาจารย์ ผมก็โล่งใจขึ้นทันตา
อาจารย์ไม่เป็นไร แค่เจอปัญหานิดหน่อยเท่านั้น
“เป็นอาจารย์จริงๆ!”
ผมไม่ลังเลแม้แต่น้อย ดึงแส้กระดูกงูออกมาแล้วโยนไปทันที
อาจารย์รับไว้แล้วตะโกนบอกผม “ห้ามลงน้ำเด็ดขาด! ในน้ำมีการเปลี่ยนแปลงไม่หยุด อันตรายสุดๆ อีกอย่าง ไปเอาเรือมา เอาเชือกเกี่ยวศพลากกลับเข้าฝั่ง แล้วใช้วิชาเชิญวิญญาณที่ฉันสอนนายเรียกวิญญาณของมันขึ้นฝั่ง”
“รับทราบครับ อาจารย์!” ผมพยักหน้ารับคำ
เมื่ออาจารย์เห็นว่าผมเข้าใจก็ไม่พูดอะไรอีก
เขาถือแส้กระดูกงูที่ผมโยนไปให้แล้วดำดิ่งกลับลงไปในทะเลสาบทันที ราวกับไม่เคยโผล่ขึ้นมา
เวลานี้เอง เมื่อเห็นว่าอาจารย์ผมปลอดภัยดี สีหน้าของจั่วต้าเหนียน ประธานกรรมการทะเลสาบหนานเทียน ซุนโหย่ว ผู้จัดการทั่วไป และหวังเหมิ่ง หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย พลันผ่อนคลายตามไปด้วย
ซุนโหย่วถึงกับพูดขึ้นเป็นคนแรก
“ผมก็ว่าอยู่แล้ว! อาจารย์ซ่งมีวิชาแกร่งกล้าขนาดนั้น จะเกิดเรื่องได้ยังไงกัน”
“ใช่ๆ อาจารย์ซ่งนี่ชำนาญทุกอย่างจริงๆ เราต่างหากที่เป็นห่วงเกินไป”
“…”
ทั้งสองคนพูดอย่างดีใจ ช่างแตกต่างจากความหวาดกลัวก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ผมไม่สนใจสักนิด เพียงลงมือเก็บศพตามที่อาจารย์สั่ง
ศพนั้นลอยอยู่ห่างจากพวกเรา ยังต้องเข้าไปใกล้ถึงจะลากขึ้นฝั่งได้
ดังนั้นต้องใช้เรือ
ผมหันไปเห็นเรือลำหนึ่งอยู่ใกล้ๆ จึงหันไปพูดกับหวังเหมิ่งหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย “พี่ชาย ช่วยหน่อย!”
หวังเหมิ่งไม่รีรอแม้แต่น้อย “ว่ามาเลย!”
“ช่วยพายเรือให้หน่อย ผมจะไปเก็บศพบนผิวน้ำ”
หวังเหมิ่งได้ยินเช่นนั้นก็ลังเลไปครู่หนึ่ง
ถึงเขาจะแข็งแรงขนาดใช้มือข้างเดียวผลักของหนักร้อยโลได้ แต่พออยู่ต่อหน้าสิ่งลี้ลับเหล่านี้ก็ไม่มีความหมาย
แต่เขาก็ลังเลอยู่แค่ครู่เดียว ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง “ได้!”
พูดจบ เขาหันไปพูดกับจั่วต้าเหนียนและซุนโหย่วด้านหลัง
“ประธานจั่ว ผู้จัดการซุน ไปอยู่ที่ฝั่งเถอะครับ ผมจะไปช่วยอาจารย์เจียงเก็บศพ”
“ได้ๆๆ อาจารย์น้อยเจียง หัวหน้าหวัง พวกคุณระวังตัวด้วยนะ!”
“ใช่ ของพวกนี้ดุร้ายนัก อย่าพลาดตกน้ำเชียวล่ะ”
“…”
ทั้งสองยังไม่วายเตือนด้วยความหวังดี แต่ก็รีบวิ่งกลับไปที่ฝั่งแล้ว
ผมกับหวังเหมิ่งไม่พูดจาให้เปลืองเวลา รีบขึ้นไปบนเรือไม้ลำเล็กที่จอดอยู่ข้างๆ ทันที
เรือลำนั้นไม่ใหญ่และไม่มีหลังคา
เป็นเรือไม้แบบที่ใช้เก็บขยะในแหล่งท่องเที่ยว แตกต่างจากเรือพลาสติกประดับประดาอย่างสิ้นเชิง
พอขึ้นเรือ ผมหยิบยันต์คุ้มบ้านสี่แผ่นออกมาติดไว้ที่ทั้งสี่ทิศของเรือทันที
ยันต์เหล่านี้เป็นยันต์พื้นฐาน ใช้เพื่อคุ้มกันบ้านเรือน
แม้จะไม่รู้ว่าจะใช้กับเรือได้หรือไม่ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
พอขึ้นเรือแล้ว หวังเหมิ่งก็เริ่มพาย
แค่เริ่มขยับ ตัวเรือก็สั่นไหวทันที
เสียง “ปึง” ดังขึ้นอย่างอึมครึม ราวกับมีมือคนมาตบลงบนแผ่นไม้ของเรือ
หวังเหมิ่งพายต่ออีกสองสามที เรือถึงได้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า
พร้อมกันนั้น ผิวน้ำที่เคยนิ่งสนิทก็ค่อยๆ เกิดระลอกคลื่นบางๆ ขึ้นมา
เสียงคลื่นกระทบกับลำเรือดัง “สวับๆ”
ตัวเรือส่ายไปมา ทำให้คนที่ไม่ค่อยได้นั่งเรืออย่างผมต้องย่อตัวลงเพื่อรักษาสมดุล
ผมมองไปรอบๆ ผิวน้ำ เห็นไอเย็นปกคลุมไปทั่ว ไอวิญญาณแผ่กระจาย
ไอวิญญาณเหล่านั้นค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากในน้ำ
เพียงเท่านี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่า ใต้น้ำมีวิญญาณเร้นกายอยู่จริง
แต่หลังจากที่มีประสบการณ์ก่อนหน้านี้ ผมไม่กล้าก้มมองลงไปในน้ำตามขอบเรืออีก
ถ้าบังเอิญไปสบตากับศพลอยน้ำอีกครั้งล่ะก็ คงได้เกิดเรื่องแน่
หวังเหมิ่งพายเรือได้ยากลำบากกว่าปกติมาก ปกติเขาแค่พายก็ขยับไปได้เมตรหรือสองเมตร
แต่ตอนนี้จะให้เรือเคลื่อนไปแค่ครึ่งเมตรยังลำบาก
เขาจึงได้แต่พายต่อไปอย่างไม่หยุด
เรือค่อยๆ เข้าใกล้ศพลอยน้ำ
พอเหลือระยะประมาณสองเมตร ผมก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
หยิบเชือกเกี่ยวศพออกมา เล็งไปที่ศพที่นอนคว่ำหน้าแล้วเหวี่ยงเชือกออกไปทันที
ตะขอเกี่ยวพุ่งเข้าเป้าอย่างแม่นยำ เกี่ยวติดอยู่บริเวณกลางหลังของศพพอดี
ปกติแล้ว การลากศพขึ้นมานั้นไม่จำเป็นต้องออกแรงมากนัก เพราะศพจะลอยน้ำอยู่แล้ว
แต่ครั้งนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนผมไม่ได้เกี่ยวศพ แต่เป็นหินแกรนิตก้อนโต
เชือกเกี่ยวศพตึงเปรี๊ยะ แต่กลับลากศพไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
เหมือนกับว่าศพนั้นถูกตรึงแน่นอยู่กับผิวน้ำ แม้แต่เรือยังถูกแรงดึงจนเอียงไปข้างหนึ่ง แต่ศพกลับไม่ไหวติงเลยแม้แต่น้อย…