ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 150 พนักงานเก่า กับตัวตนใหม่
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 150 พนักงานเก่า กับตัวตนใหม่
เมื่ออาจารย์ฟังผมรายงานจบ ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แค่สองตน?”
ผมพยักหน้า “ครับ แค่สองตน ยืนอยู่บนเรือคนละลำ แถมยังชวนให้ผมขึ้นเรือ บอกว่ายี่สิบเอ็ดหยวน สิบห้าหยวนอะไรแบบนั้น…”
ผมเล่าทั้งหมดที่เห็นและได้ยินอย่างละเอียด
เมื่อจั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วได้ยิน สีหน้าพลันแข็งค้าง ก่อนหันไปสบตากัน
ซุนโหย่ว ผู้จัดการใหญ่เอ่ยว่า “ประธานจั่ว หรือว่าจะเป็นสองพนักงานที่ทำงานเรือขจัดซากของเราเอง? สองคนนั้นที่ลักลอบรับผู้โดยสารจนเกิดอุบัติเหตุเรือล่มจมน้ำตาย?”
จั่วต้าเหนียนพยักหน้า “อาจารย์ซ่ง อาจารย์เสี่ยวเจียง… ผีสองตนนั้นน่าจะเป็นพนักงานเก่าของเรา พวกเขาทำงานเก็บซากในทะเลสาบ แต่เกิดอุบัติเหตุ แล้วก็หาศพไม่เจอจนถึงทุกวันนี้”
อาจารย์ลูบเคราบางๆ ที่ปลายคางของตัวเอง เอ่ยพึมพำเบาๆ ว่า “ผีที่อยู่บนบกกับใต้น้ำ พอจะจัดการได้ไม่ยาก แต่พวกที่อยู่บนเรือนี่สิ… น่าสนใจทีเดียว”
พูดจบ ท่านก็ยิ้มกับตัวเอง
เห็นอาจารย์ยิ้ม ผมจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “อาจารย์ อะไรน่าสนใจเหรอ หรือว่าจัดการยากกว่าปกติ?”
อาจารย์พยักหน้าเล็กน้อย “ถ้าเทียบกันแล้วก็จัดการไม่ง่ายเท่าปกติจริงๆ แต่ในเมื่อมีฉันอยู่ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลนัก”
ได้ยินเช่นนี้ ผมก็เบาใจลงไปมาก
ต่อจากนี้ก็แค่รอดูว่าอาจารย์จะจัดการอย่างไร
อาจารย์ไม่รีบร้อนอธิบาย แต่เหมือนนึกอะไรบางอย่างออก จึงหันไปมองจั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วทั้งสอง
แววตาของอาจารย์ทำเอาทั้งคู่ขนลุกซู่
จั่วต้าเหนียนถึงกับใจสั่น “อา… อาจารย์ซ่ง ท่านมองพวกเราแบบนั้นทำไมล่ะครับ”
“ใช่ๆ อาจารย์ซ่ง ท่านจ้องพวกเราทำไมกัน”
อาจารย์หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ฉันพอจะคิดออกแล้วว่าควรทำยังไง… พวกคุณสองคน ถอดเสื้อซะ”
“หาาา?”
“ไม่จริงน่า!”
ทั้งสองคนทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก ผมเองก็ไม่รู้ว่าอาจารย์จะทำอะไร
หวังเหมิ่ง หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยมองพวกเราด้วยสีหน้าฉงน
อาจารย์เป็นคนติดบุหรี่ ตอนนี้ก็จุดขึ้นมาอีกมวน พอสูดเข้าปอดไปคำหนึ่งแล้ว จึงเอ่ยว่า “ฮวงจุ้ยของทะเลสาบหนานเทียนเรียกกันว่า ‘น้ำเต้าย้อนกลับ’ ถือเป็นรูปแบบที่เก็บทรัพย์เรียกโชคตามหลักฮวงจุ้ย
“แม้รูปทรงจะดี เก็บพลัง เรียกทรัพย์ ซ่อนลมรวมธารา แต่ฮวงจุ้ยแบบนี้มีทั้งดีและร้าย ส่วนที่ร้ายคือ น้ำเต้าย้อนกลับเป็นแบบไหลเข้าแต่ไม่ไหลออก ผีที่ตายในทะเลสาบจึงยากที่จะไปผุดไปเกิด โดยเฉพาะพวกที่ตายไปด้วยความแค้น จะยังมีแรงอาฆาตฝังอยู่
“จากข้อมูลที่เรามี ศพทั้งหมดที่หายไปล้วนกลายเป็นศพอาฆาต ดวงวิญญาณยังวนเวียนอยู่ในทะเลสาบ กลายเป็นผีพราย
“ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่ทะเลสาบด้านนอกกว้างใหญ่ หากจะให้หาศพที่เหลือและจับผีให้หมดคงเป็นงานยาก เพราะเมื่อพวกเราลงเรือไปในทะเลสาบจะเคลื่อนไหวลำบากมาก…”
ฟังถึงตรงนี้ ผมรู้สึกเห็นด้วยอย่างยิ่ง
เมื่อกี้ที่ท่าเรือ แค่ผมกับหวังเหมิ่งช่วยกันลากศพในน้ำลึกสิบกว่าเมตรก็เหนื่อยแทบขาดใจแล้ว แถมยังไม่สำเร็จด้วยซ้ำ
หากเข้าไปถึงทะเลสาบด้านนอกที่มีพื้นที่กว้างขนาดนั้น แล้วเจอพวกผีอาฆาตเล่นงานเข้า เราจะเคลื่อนไหวได้ลำบากมาก
ผมจึงไม่พูดอะไรต่อ ตั้งใจฟังอาจารย์ต่อไป
อาจารย์พ่นควันออกมาอีกครั้งก่อนกล่าวต่อ “ผีสองตนที่อยู่บนเรือนั่นแหละ คือตัวช่วยที่ดีที่สุด พวกเรานั่งเรือ ให้พวกผีพายเรือ แบบนี้ไม่ต้องเปลืองแรงสักนิด ประหยัดพลังไปได้มาก”
ให้ผีพายเรือ?
แผนของอาจารย์ทำเอาพวกเราทุกคนสะดุ้งในใจ
แต่อาจารย์ไม่หยุดแค่นั้น กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พวกคุณไม่ได้บอกหรือว่า ผีสองตนนั้นเคยเป็นพนักงานของพวกคุณ?
“ฉันให้พวกคุณถอดเสื้อก็เพื่อจะปลอมตัว ผีทั้งสองจะได้ยอมเชื่อฟังคำสั่งและยอมพายเรือให้เรา”
ได้ยินถึงตรงนี้ พวกเราทุกคนเข้าใจแผนของอาจารย์ทันที
“อะไรนะ บังคับให้ผีพายเรือ…”
“อาจารย์ซ่ง พวกเขาตายไปแล้ว ซ้ำยังกลายเป็นวิญญาณอาฆาต ถึงแม้พวกคุณจะแต่งตัวเหมือนพวกเราไปก็ไม่แน่ว่าจะได้ผลนะครับ?”
จั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วรีบพูดขึ้นพร้อมกัน
แต่อาจารย์กลับโบกมือกล่าว “ถ้าพวกคุณไปแน่นอนว่าย่อมไม่ได้ผล แต่หากเป็นพวกเราที่แต่งตัวเหมือนพวกคุณ ซ้ำยังมีพลังเหนือกว่า ต่อให้เป็นวิญญาณอาฆาตก็สามารถควบคุมได้ ไม่ต้องกังวล”
“ถอดเสื้อออกให้หมด เครื่องประดับทั้งหลายก็ด้วย โดยเฉพาะแหวนกับนาฬิกาข้อมือ ส่งมาให้พวกเราซะ”
หลังจากฟังคำของอาจารย์ ทั้งสองคนก็ไม่ลังเลอะไรมาก รีบถอดเสื้อคลุม นาฬิกา และแหวนออกมายื่นให้เรา
อาจารย์ใส่เสื้อของประธานจั่ว ปลอมตัวเป็นประธาน
ผมสวมเสื้อของซุนโหย่ว รับบทเป็นผู้จัดการใหญ่
แม้เสื้อจะไม่ค่อยพอดีตัวนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ผมใส่แหวนหยกสีเขียวเข้มวงหนึ่ง นาฬิกาบนข้อมือก็เป็นยี่ห้อโรเล็กซ์สุดหรู
ส่วนอาจารย์ แม้ไม่มีนาฬิกา แต่มีสร้อยข้อมือลูกวอลนัทลูกเล็กๆ ขัดจนเงาวับ ดูก็รู้ว่าราคาไม่น้อย
เมื่อแต่งตัวเสร็จ ทั้งจั่วต้าเหนียนและซุนโหย่วก็หนาวจนตัวสั่นไม่หยุด
แถวทะเลสาบหนานเทียนนี้เต็มไปด้วยไอเย็นหม่นหมอง พอร่างกายไม่แข็งแรงก็ยิ่งทนหนาวไม่ไหว
แต่อาจารย์ยังไม่จบเพียงเท่านั้น
หลังจากเราสวมชุดเรียบร้อยแล้ว ท่านหยิบกระดาษเหลืองออกมาสองแผ่น ให้ทั้งสองใช้เลือดของตัวเองเขียนชื่อลงไป
ผมยื่นกระบี่กระดูกปลาให้พวกเขา แม้มันจะทำจากกระดูกปลา แต่คมกริบไม่ต่างจากมีดจริง
ประธานจั่วยังดี ไม่แสดงท่าทีอะไร แค่กรีดนิ้วเบาๆ แล้วเขียนชื่อของตัวเองลงบนกระดาษทันที
แต่ซุนโหย่วนี่สิ เหมือนพวกคุณชายอ่อนแอ กว่าจะกรีดนิ้วได้ก็ทำท่าทางงอแงอยู่นาน จนหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยอย่างหวังเหมิ่งถึงกับมองด้วยสายตาดูถูก
หลังจากพวกเขาใช้เลือดเขียนชื่อเสร็จแล้ว
อาจารย์ก็คีบกระดาษเหล่านั้นไว้ในมือ ผสานมุทรากระบี่แล้วท่องคาถา “ฟ้ามีสามมหัศจรรย์ สุริยัน จันทรา ดารา มนุษย์มีสามวิญญาณ ฟ้า ดิน มนุษย์…”
ขณะท่อง อาจารย์ก็ใช้อีกมือเขียนบางอย่างลงบนกระดาษเหลือง
แม้จะมองไม่เห็นว่าเขียนอะไร แต่ผมรู้สึกได้ว่าพลังจากร่างของอาจารย์กำลังไหลเข้าไปในกระดาษ
เมื่อเขียนเสร็จ ท่านยื่นกระดาษเหล่านั้นให้ทั้งสองคนเป่าลมหายใจใส่
ทั้งคู่หนาวจนกอดอก ก่อนจะเป่าลมหายใจออกมาเบาๆ
อาจารย์บิดกระดาษที่ถือไว้ แล้วตะโกนเสียงหนักแน่นออกมาคำหนึ่ง
“บัญชา!”
เพียงชั่วพริบตา กระดาษเหลืองที่มีเพียงชื่อเปื้อนเลือดบนนั้น พอได้ยินคำว่า “บัญชา” จากอาจารย์ ชื่อที่เขียนไว้ด้วยเลือดก็เริ่มบิดเบี้ยวอย่างน่าประหลาด
สุดท้าย กลับกลายเป็นอักขระยันต์ราวกับแปรเปลี่ยนกลายเป็นคาถาเต็มรูปแบบ
ผมไม่รู้ว่าคาถานี้เรียกว่าอะไร
แต่แค่มองรู้แล้วว่าโคตรจะเท่เลย
จั่วต้าเหนียน ซุนโหย่ว และหวังเหมิ่งต่างจ้องมองภาพนั้นตาค้าง พูดไม่ออกสักคำ
แค่นี้ก็มองออกได้เลยว่าอาจารย์เชี่ยวชาญด้านยันต์และคาถามากเพียงใด
แต่อาจารย์ยังคงสีหน้าสงบนิ่ง
เขายื่นกระดาษยันต์ที่กลายมาจากชื่อของซุนโหย่วให้ผม “เอาไป แปะไว้ที่อก พวกที่รู้จักซุนโหย่ว พอเห็นนายจะคิดว่าเป็นเขา”
“รับทราบครับ อาจารย์” ผมรับยันต์มาแล้วรีบแปะไว้ด้านในเสื้อ เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกทั้งหลายมองเห็น
ส่วนอาจารย์ก็แปะยันต์ที่มีชื่อของประธานจั่วไว้ตรงอกตนเองเช่นกัน
เมื่อแปะเรียบร้อย ผมไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติใดๆ
และจั่วต้าเหนียนกับพวกเองก็ไม่เห็นว่าพวกเราจะเปลี่ยนแปลงตรงไหน
แต่ว่า หากสิ่งชั่วร้ายที่รู้จักประธานจั่วหรือซุนโหย่วมาเจอพวกเราเข้า พวกมันจะเข้าใจผิด คิดว่าเราเป็นพวกเขาจริงๆ…