ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 226 บัตรผ่านเข้าภูเขาซงเฮ่อ
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 226 บัตรผ่านเข้าภูเขาซงเฮ่อ
เมื่อมองดูต้นหวยเก่าแก่ที่เหี่ยวแห้งและกลับกลายเป็นเพียงต้นไม้ธรรมดาอีกครั้ง อาจารย์ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก
เสียงสัญญาณ “ตู๊ด…ตู๊ด…” ดังอยู่ไม่กี่ครั้ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะรับสาย
ผมได้ยินอาจารย์พูดว่า “จัดการต้นหวยเก่าแก่เรียบร้อยแล้ว อย่าลืมโอนเงินมาให้ด้วย!”
พูดจบ อาจารย์ก็กดวางสายทันที
ผมอดถามขึ้นไม่ได้ “อาจารย์โทรหาใครเหรอ ใช่ตัวแทนคนนั้นที่แซ่หลัวหรือเปล่า” อาจารย์พยักหน้า
“ใช่แล้ว หลัวเจี้ยนหวา เมื่อก่อนหมอนี่เคยทำงานให้หน่วยลับ หลังถูกปลด ก็หันมาทำงานเป็นตัวแทน แม้งานแบบนี้ค่าตอบแทนจะไม่เยอะ แต่เงินเล็กเงินน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย”
‘หน่วยลับ…’
ผมได้ยินชื่อหน่วยใหม่อีกแล้ว
แต่อาจารย์ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม และตัดบทขึ้นมาทันที “ไปกันเถอะ”
พูดจบ อาจารย์กระโดดขึ้นกำแพงอย่างว่องไว แล้วกระโดดลงไปอีกฝั่งอย่างง่ายดาย
อย่าดูถูกว่าแก่ อายุหกสิบแล้ว ท่วงท่าของอาจารย์ยังคล่องแคล่วเหมือนลิงไม่มีผิด
ผมหันกลับไปมองต้นหวยเก่าแก่เป็นครั้งสุดท้าย มันแห้งตายจนดูไม่ได้แล้ว
ผมรีบปีนกำแพงตามอาจารย์ออกจากโรงพยาบาลทันที
เมื่อขึ้นรถ อาจารย์จุดบุหรี่แล้วพูดขึ้น “ไปเขาซงเฮ่อกันเถอะ น่าจะถึงทันเวลาพอดี”
พูดจบ อาจารย์เหยียบคันเร่ง พาผมมุ่งหน้าไปยังเขาซงเฮ่อ
ระยะทางจากที่นี่ไปเขาซงเฮ่อถือว่าไกลพอสมควร เราอยู่สุดเขตเมืองฝั่งหนึ่ง ขณะที่เขาซงเฮ่ออยู่สุดเขตเมืองอีกฝั่ง
กว่าจะขับรถไปถึงก็กินเวลาไปหนึ่งชั่วโมง
เมื่อเราขับผ่านตัวเมืองมาถึงเขาซงเฮ่อทางทิศตะวันตกของเมือง เวลาก็ล่วงเลยไปถึงสี่ทุ่มสี่สิบแล้ว แต่เม่าจิ้งกับพานหลิงยังมาไม่ถึง
ผมกับอาจารย์ลงจากรถ ก่อนที่ผมจะเงยหน้ามองขึ้นไปบนภูเขา
เขาซงเฮ่อเป็นสุสานที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ ตั้งแต่ตีนเขาจรดยอดเขาเต็มไปด้วยป้ายหลุมศพ
ถ้ามาที่นี่ตอนกลางวันจะเห็นป้ายหลุมศพตั้งเรียงกันแน่นขนัดเป็นชั้นๆ จนสุดสายตา
แม้ตอนนี้จะเป็นเวลากลางคืน แต่ภายใต้แสงจันทร์จางๆ ก็ยังสามารถมองเห็นป้ายหลุมศพสีขาวตั้งตระหง่านเรียงรายไปทั่วภูเขา
บริเวณเชิงเขามีทางเข้าออกของสุสาน และมีป้อมยามส่องไฟสว่าง
อาจารย์เห็นผมมองไปยังหลุมศพมากมายบนภูเขาก็พูดขึ้น “เขาซงเฮ่อเป็นสถานที่ที่มีฮวงจุ้ยชั้นเลิศ เรียกว่า ‘ดินแดนนกกระเรียนสวรรค์’ รูปทรงของภูเขาดูคล้ายนกกระเรียนที่กำลังทะยานขึ้นฟ้า หากมองจากยอดเขาจะเห็นลำน้ำสามสายไหลโอบล้อมกลายเป็นแนวป่าสน
“ผู้ที่ฝังร่างไว้ที่นี่ ไม่เพียงช่วยคลายพลังอาฆาตของผู้ล่วงลับและปลอบประโลมดวงวิญญาณให้สงบสุข ยังนำความเจริญรุ่งเรืองสู่ลูกหลานอีกด้วย”
อาจารย์กล่าวพร้อมชี้ให้ดู
“สมัยที่สุสานแห่งนี้ถูกพัฒนา ตำแหน่งก็ถูกเลือกโดยอาจารย์ของฉันเอง เพียงแต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ราคาหลุมศพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ที่นี่ แม้แต่พื้นที่หลุมศพที่เล็กที่สุดยังขายกันในราคาไม่ต่ำกว่าสามหมื่นหยวน และมีอายุการใช้งานแค่สิบปี ส่วนพื้นที่บนยอดเขา บางแห่งมีราคาสูงถึงหลักล้านเลยทีเดียว” อาจารย์อธิบายให้ฟัง
หลังจากฟังจบ ผมอดรู้สึกตกใจไม่ได้ หลุมศพหนึ่งหลุมมีมูลค่าหลักล้าน?
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมบางคนถึงบอกว่า ธุรกิจงานศพเป็นกิจการที่ทำกำไรสูง…ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง
ในตอนนั้นเอง เสียงมอเตอร์ไซค์ดังมาแว่วๆ ตามมาด้วยแสงไฟหน้าสว่างวาบ ก่อนที่รถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจะขับเข้ามาจอดตรงหน้าพวกเรา
เป็นเม่าจิ้งกับศิษย์น้องของเขา พานหลิง
ดูจากสภาพแล้ว มอเตอร์ไซค์คันนี้น่าจะราคาไม่ต่ำกว่าหกเจ็ดหมื่นหยวน ดูเท่ไม่น้อย
เม่าจิ้งและพานหลิงถอดหมวกกันน็อกออก
พานหลิงสะบัดผมเบาๆ ก่อนเอ่ยทักผมกับอาจารย์ “พี่เจียง อาจารย์ซ่ง ขอโทษที่ให้รอนาน”
อาจารย์พยักหน้ารับ
ส่วนผมก็ตอบกลับไป “พวกเราเองก็เพิ่งมาถึงเมื่อครู่ มอเตอร์ไซค์คันนี้ดูเท่กว่าคันก่อนอีกนะ!”
เม่าจิ้งที่เห็นได้ชัดว่าเป็นคนรักมอเตอร์ไซค์ถึงกับลูบรถของตัวเองอย่างหลงใหล “ก็โอเคนะ มีรถมันสะดวกกว่าเวลาเดินทาง”
พูดจบ เขาก็แขวนหมวกกันน็อกไว้ที่แฮนด์รถอย่างระมัดระวัง
อาจารย์เห็นว่าทุกคนมาครบแล้วก็เหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือ
“เกือบห้าทุ่มแล้ว เข้าไปกันเถอะ ว่าแต่เธออยากปิดตาไว้หน่อยไหม”
พานหลิงส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ อาจารย์ซ่ง ฉันไม่ถือเรื่องพวกนี้” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
อาจารย์พยักหน้า “งั้นก็ดี ตามฉันมา จำไว้ อย่าไปพูดกับพวกนั้น”
พูดจบ อาจารย์ไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม เพียงนำพวกเราเดินเข้าไปในสุสาน
โดยทั่วไปแล้ว สุสานไม่ได้จำกัดเวลาในการเข้าไปเคารพหลุมศพญาติ ขอแค่แสดงเอกสารก็สามารถเข้าไปได้
แต่ก็มีสุสานบางแห่งที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาเข้าออก
สุสานตรงหน้าพวกเราเป็นหนึ่งในนั้น บนป้ายประกาศที่หน้าทางเข้าระบุไว้ชัดเจนว่า ‘เปิดหกโมงเช้า ปิดสองทุ่ม’
ตอนนี้เป็นเวลาเกือบห้าทุ่ม แน่นอนว่าตามกฎแล้วเราเข้าไปไม่ได้
อาจารย์พาพวกเราเดินตรงไปที่ด่านตรวจหน้าทางเข้า จากนั้นก็เหลือบมองเข้าไปในป้อมยาม
ข้างในมีชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกำลังนั่งดูวิดีโอในแอปพลิเคชันอยู่ เขาหัวเราะคิกคักกับคลิปสาวสวยที่กำลังดูอยู่ ไม่ทันสังเกตเห็นพวกเราสักนิด
อาจารย์เคาะกระจกป้อมยามเสียงดัง “ตึงๆๆ”
เสียงดังทำให้ยามสะดุ้งโหยง โทรศัพท์เกือบหลุดมือ
“พวกคุณ…พวกคุณมีธุระอะไร” ยามพยายามตั้งสติอย่างรวดเร็ว
คนที่กล้าทำงานเป็นยามเฝ้าสุสานตอนกลางคืนได้ย่อมต้องใจกล้าไม่น้อย
“จะขึ้นไปไหว้พระ”
ยามกวาดตามองพวกเราเล็กน้อย แม้จะแอบรำคาญ แต่ก็ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ “สุสานของเราปิดให้เข้าหลังสองทุ่ม พวกคุณมาใหม่พรุ่งนี้เช้าหกโมงเถอะ”
แต่แทนที่อาจารย์จะพูดอะไร เขากลับล้วงหยิบเงินในกระเป๋าออกมา พลางพูดขึ้น “พวกเรามีบัตรผ่าน”
พูดจบก็วางเงินลงบนโต๊ะ
ยามเห็นธนบัตรก็ตาเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนจะรีบใช้มือกดทับเงินบนโต๊ะทันทีราวกับกลัวคนอื่นจะเห็น
จากนั้นเขาหัวเราะเบาๆ แล้วพูดขึ้น “ฮ่าๆ มีบัตรผ่านก็เข้าได้สิ! ถอยไปหน่อย เดี๋ยวฉันเปิดประตูให้”
ยามวัยกลางคนเก็บเงินเข้ากระเป๋าไปอย่างแนบเนียน จากนั้นก็หยิบบัตรพนักงานของตัวเองออกจากป้อมยาม ก่อนเดินออกมาสแกนบัตรให้พวกเรา
“ติ๊ด…ติ๊ดๆ…” เสียงสัญญาณดังขึ้นไม่กี่ครั้ง ประตูก็เปิดออก พวกเราทยอยกันเดินเข้าไปในสุสาน
ชายยามยังพูดตามหลังมาอีกว่า “พวกคุณระวังหน่อยนะ ทางขึ้นเขาลื่น เวลาทำพิธีไหว้ก็ระมัดระวังด้วย”
พวกเราพยักหน้ารับ ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม
จากนั้นเขาก็เดินกลับไปยังป้อมยาม ส่วนอาจารย์ก็พาพวกเราเดินลึกเข้าไปด้านในต่อ
สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสนสูงเรียงรายเป็นแถว ทอดยาวไม่น้อยกว่าร้อยเมตร ที่ปลายสุดของทางเดินมีซุ้มประตูขนาดใหญ่ มันสูงตระหง่านและเป็นสีขาวทั้งหลัง
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ พบว่าบนซุ้มประตูมีกลอนคู่ติดอยู่ แถมลายมือยังสวยใช้ได้
แถวบนเขียนว่า ‘สุสานสงบสุข แผ่นดินมงคล’
แถวล่างเขียนว่า ‘คุ้มครองลูกหลาน สุขภาพแข็งแรง’
ส่วนแนวกลางระหว่างสองแถวเขียนว่า ‘ชื่อเสียงยืนยงไปชั่วนิรันดร์’
“ข้างหน้าคือเขตแบ่งแล้วนะ เราจะขึ้นไปเอายากัน เตรียมตัวให้ดี อย่าตกใจอะไรง่ายๆ” อาจารย์พูดเตือน แต่ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
ความจริงอาจารย์ไม่พูด พวกเราก็รู้อยู่แล้วว่าอาจารย์จะไปขอยากับใคร
สุสานแห่งนี้… ถ้าต้องขึ้นไปเอายา นอกจากวิญญาณแล้วจะเป็นอะไรได้อีก
แต่ในใจผมอดสงสัยไม่ได้ว่ามันจะเป็นยังไงกันแน่
ทุกคนพยักหน้ารับรู้
อาจารย์จึงนำพวกเราเดินเข้าไปในซุ้มประตู
ทันทีที่ก้าวข้ามเข้าไป ผมรู้สึกได้ถึงกระแสไอเย็นที่พุ่งเข้าปะทะ เสียงลมเย็นดัง “หวืด”
แม้จะไม่ได้เปิดตาทิยพ์ แต่ผมก็สามารถสัมผัสได้ชัดเจนว่าบรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยไอหยิน
ภายใต้แสงจันทร์ ด้านซ้ายและขวาล้วนเต็มไปด้วยหลุมศพ แถมทั่วทั้งภูเขาก็เรียงรายไปด้วยป้ายหลุมศพสีขาวเป็นชั้นๆ ไล่ขึ้นไปถึงยอด
ถ้าคนธรรมดาเข้ามาที่นี่แบบไม่ทันตั้งตัวคงรู้สึกไม่สบายใจแน่ หากเป็นคนขี้กลัวอาจถึงขั้นยืนตัวแข็งขยับไม่ได้ หรือวิ่งหนีออกไปเลย
แต่พานหลิงกลับไม่เป็นแบบนั้น เธอเบิกตากว้าง มองไปรอบๆ อย่างสนใจ ถึงกับเขย่งเท้าเพื่อมองให้ชัดขึ้น แถมยังดูตื่นเต้นเล็กน้อยอีกด้วย
เธอหลุดปากพูดออกมาว่า “ว้าว! ที่นี่คึกคักจังเลย…”