ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1024 การสร้างร่างบัวเต๋า
บทที่ 1024 การสร้างร่างบัวเต๋า
ฝนตกหนักราวกับเทน้ำ
จ้าวอู่เจียงนั่งอยู่ริมฝั่งน้ำ
ใบบัวสีเขียวเข้มทอดยาวสุดลูกหูลูกตา หยดฝนขนาดเท่าเมล็ดถั่วตกกระทบใบบัวเสียงดัง
ในมือของเขาถือเมล็ดบัวเต๋าสีเขียวสดใส จากนั้นค่อย ๆ ออกแรงบีบ เมล็ดบัวเต๋าแตกในมือของเขาและกลายเป็นของเหลวสีเขียวมรกตไหลเต็มมือ
แต่ไม่ได้ไหลหยดลงพื้น กลับกลายเป็นหยดน้ำสีเขียวมรกตเล็ก ๆ ลอยอยู่กลางอากาศ จ้าวอู่เจียงนั่งอย่างสงบเยือกเย็น บีบเมล็ดบัวเต๋าทีละเมล็ดอย่างต่อเนื่อง
ข้างกายของเขา หยดน้ำสีเขียวมรกตลอยคว้างอยู่ ใสแวววาวราวกับคริสตัล
สายฝนโปรยปรายลงมาไม่หยุด แต่ไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อหยดน้ำที่เกิดจากเม็ล็ดบัวเต๋า
เมล็ดบัวเต๋าเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ขณะที่หยดน้ำใสสีเขียวมรกตมีจำนวนเพิ่มขึ้นรวมตัวกันทีละเล็กทีละน้อย กลายเป็นลูกกลมน้ำสีเขียวมรกตขนาดใหญ่ที่กระเพื่อมไหว
เมื่อเมล็ดบัวเต๋าเมล็ดที่หนึ่งร้อยแปดถูกบีบแตกและหลอมรวมเข้ากับหยดน้ำกลมสีเขียวมรกต เสียงของเมิ่งอวี่ก็ดังขึ้นริมฝั่งน้ำ
“ไม่เคยมีผู้ใดใช้เมล็ดเต๋อเหลียน พี่ชายช่างสิ้นเปลืองเหลือเกิน แม้สิบกว่าเมล็ดก็เพียงพอที่จะสร้างร่างเต๋าได้แล้วแท้ ๆ”
จ้าวอู่เจียงยิ้มน้อย ๆ “เจ้าไม่เข้าใจ…ของข้านั้นใหญ่มาก”
เสียงของเมิ่งอวี่ชะงักกะทันหัน
จ้าวอู่เจียงยื่นมือขวาออกไป แขนทั้งท่อนเคลื่อนผ่านหยุดน้ำสีเขียวมรกต เขารู้สึกถึงความอบอุ่นและนุ่มนวลที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนห่อหุ้มแขน สายน้ำสีเขียวมรกตไหลไปตามแขนของเขา ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปตามร่างกาย และปกคลุมร่างทีละน้อย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ทั้งร่างของจ้าวอู่เจียงถึงถูกห่อหุ้มทั้งหมด เขาราวกับมนุษย์น้ำที่ลอยอยู่กลางอากาศ
ชั่วขณะถัดมา ร่างมนุษย์น้ำสีเขียวมรกตเหมือนจะได้รับผลกระทบจากแรงโน้มถ่วง ไม่สามารถลอยอยู่กลางอากาศได้อีก สายน้ำตกลงสู่พื้นดิน ดังโผละดังขึ้น น้ำไหลลงสู่สระบัวอันกว้างใหญ่
ร่างของจ้าวอู่เจียงหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
จิตสำนึกของเขาพร่าเลือนไปบ้าง
เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ใด
ได้ยินเพียงเสียงอึกทึกดังมาเข้าหู
ราวกับมีเด็ก ๆ กำลังเล่นสนุก และมีสตรีกำลังครวญเบา ๆ
เขาพยายามลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าเริ่มชัดเจน เขามองเห็นสตรีร่างอวบอั๋นคนหนึ่งกำลังซักผ้าอยู่ริมลำธาร เสื้อผ้าถูกวางบนแผ่นหินและขยี้ไปมาไม่หยุด เสียงแผ่วเบาดังมาราวกับนางกำลังฮัมเพลงกล่อมเด็ก
เขารู้สึกว่าสตรีผู้นี้คุ้นตาอยู่บ้างจึงมองไปที่ใบหน้าของนาง แล้วก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าใบหน้าของนางไร้ซึ่งอวัยวะทั้งห้า
เขาหันไปมองไม่ไกลออกไปก็เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ริมลำธารตื้น ๆ เท้าน้อย ๆ ย่ำน้ำอย่างสนุกสนาน
เขาพยายามมองให้เห็นหน้าตาของเด็กหญิงชัด ๆ แต่กลับพบว่าเด็กหญิงก็ไม่มีอวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าเช่นกัน
“นี่คือรูปลักษณ์ของเจ้าหรือ?” จ้าวอู่เจียงได้ยินเสียงคำถามดังขึ้นข้างหู เป็นเสียงที่คุ้นเคยยิ่งนัก
เขามองไปตามทิศทางของเสียง ทันใดฉากรอบตัวก็เปลี่ยน ตรงหน้าเขาคือม่านโปร่งบางและม่านกั้นเตียง
ด้วยความคุ้นเคยกับสถานที่ เขาจำได้ทันทีว่าที่นี่คือตำหนักหย่างซิน ห้องบรรทมในพระราชวังต้าเซี่ย
แสงเทียนสลัวส่องวูบวาบ ร่างสองร่างกำลังเกี่ยวกระหวัดกันอยู่บนเตียง
นั่นคือเขาและเซวียนหยวนจิ้ง แล้วใบหน้าของพวกเขาก็ปรากฏ
เซวียนหยวนจิ้งใช้สองมือลูบไล้ใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน ลูบผ่านปลายคิ้ว ลูบผ่านดวงตา ลูบผ่านจมูก ลูบผ่านริมฝีปาก
จากนั้นสองมือก็บีบติ่งหูทั้งสองข้างของเขาพลางส่งเสียงฮึมฮัม
“หูทั้งสองข้างของเจ้าไม่เชื่อฟัง ข้าพูดอะไรไปเมื่อครู่เจ้าได้ยินหรือไม่?”
เขาที่อยู่บนเตียงไม่ตอบ เซวียนหยวนจิ้งเอาใบหน้างามเข้าไปใกล้ แล้วกระซิบข้างหูเขาเบา ๆ “ข้าสั่งเจ้าว่า…อย่าได้หยุด”
จากนั้นเซวียนหยวนจิ้งใก็ช้มือเรียวงามดุจหยกลูบไล้ไปตามลำคอของเขา ไหปลาร้า แล้วลงมาถึงทรวงอก
ต่ำลงทีละนิด ทีละนิด แล้วก็ทีละนิด…
แล้วฉากก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นอกจากฉากแรกที่ริมลำธารแล้ว ฉากหลัง ๆ ล้วนเป็นภาพอันงดงามชวนฝัน
“นี่คือแขนของเจ้าหรือ?”
“นี่คือหน้าอกของเจ้าหรือ?”
“นี่คือขาของเจ้าหรือ?”
“นี่ก็เป็นขาของเจ้าด้วยหรือ?”
“นี่คือ…”
“นี่คือ…”
เสียงอื้ออึงดังก้องอยู่ในสมองของเขา
แล้วเขาลุกพรวดขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว
เสียงน้ำดัง กระแสน้ำไหลผ่านหน้าอกของเขา รอบ ๆ เต็มไปด้วยก้านบัวมากมายที่สูงใหญ่ราวกับต้นไม้โบราณเชื่อมฟ้าดิน0
จ้าวอู่เจียงปีนขึ้นฝั่งรู้สึกราวกับว่าได้ข้ามภพข้ามชาติมา
แล้วเขาก็ได้ยินเสียงของเมิ่งอวี่ “พี่ชาย รีบสวมเสื้อผ้าเร็วเข้า!”