ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1048 เขาปรับทิศได้
บทที่ 1048 เขาปรับทิศได้
จูกัดเซี่ยวไป๋และจูกัดเจี่ยเว่ยมองดูอย่างละเอียด พวกเขาถอนหายใจเบา ๆ ด้วยความโล่งอก
หัวเหล่านี้ไม่ใช่ศีรษะของพระรูปใดรูปหนึ่ง แต่เป็นรูปแกะสลักไม้
แสงจันทร์เย็นเยียบ วัดโบราณไม่มีแสงสว่างมากนัก รูปแกะสลักไม้เหล่านี้ลอยอยู่ในโอ่งใหญ่ ส่ายไปมาอย่างเลือนรางในความมืดราวกับกำลังจะพูด
จูกัดเจี่ยเว่ยสะท้านเล็กน้อย รูปแกะสลักไม้เหล่านี้ทั้งหมดหันหน้ามาทางพวกเขา มีจมูกมีหูสมจริง แต่กลับไม่มีการแกะสลักดวงตา น่าขนลุกเป็นพิเศษ
“อย่ากลัวไป เมื่อเผชิญหน้ากับภูตผีปีศาจ อสูรร้าย ตราบใดที่ตัวเรามีความถูกต้อง มีความชอบธรรม พวกมันก็จะเกรงกลัวเราบ้าง”
จูกัดเซี่ยวไป๋ยิ้มอย่างอ่อนโยน “หากยังคงหวาดกลัว เจ้าสามารถท่องบทสวดแสงทองศักดิ์สิทธิ์หรือบทสวดชำระจิตได้”
“ข้าเข้าใจแล้ว นายน้อย ในบทสวดแสงทองศักดิ์สิทธิ์มีประโยคหนึ่งว่า ‘ปีศาจและภูตผีสิ้นความกล้า วิญญาณและสิ่งประหลาดสูญสลาย’ พวกมันย่อมหวาดกลัวบทสวด”
จูกัดเจี่ยเว่ยคว้ามือใหญ่ของจูกัดเซี่ยวไป๋
จูกัดเซี่ยวไป๋ส่ายหน้าพลางยิ้ม
“แสงทองศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่ไม่ได้บำเพ็ญเพียรแค่ท่องบทสวดแสงทองศักดิ์สิทธิ์เป็นประจำ แม้จะไม่สามารถฝึกฝนให้มีแสงทองในร่างกายได้ ก็ยังสามารถฝึกฝนให้มีจิตใจเที่ยงตรงได้ พลังแห่งความชอบธรรมอยู่ภายใน ความชั่วร้ายได้ยากจะรุกราน”
“นายน้อยนี่คือความหมายของรากฐานแห่งพลังทั้งปวงใช่หรือไม่?” จูกัดเจี่ยเว่ยถาม เขาชอบซักไซ้ไล่เลียงคำถามมากมาย อยากเข้าใจให้ถ่องแท้
จูกัดเซี่ยวไป๋ครุ่นคิด แล้วกล่าวช้า ๆ
“อาจเข้าใจเช่นนั้นได้ แต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด”
“ขอรับ” จูกัดเจี่ยเว่ยพึมพำ ปากเริ่มพึมพำท่องบทสวดแสงทองอันศักดิ์สิทธิ์นายบ่าวทั้งสองเดินจากระเบียงไม้มาถึงห้องโถงด้านข้างอย่างรวดเร็ว
ห้องโถงด้านข้างมีทั้งหมดแปดห้อง ห้องริมสุด ผนังด้านข้างทั้งหมดพังทลายเป็นช่องใหญ่ ภายในมีแสงเทียนสีเหลืองวูบไหว
จูกัดเจี่ยเว่ยกำมือใหญ่อบอุ่นของนายน้อยแน่นขึ้น ทั้งห้องพังขนาดนี้ทำไมถึงไม่ซ่อมแซมเล่า?
ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่
จูกัดเซี่ยวไป๋จูงจูกัดเจี่ยเว่ยมาที่ช่องใหญ่ ภายในห้องโถงมีเตียงไม้หนึ่งหลัง ม้านั่งหนึ่งตัว ที่แขวนตะเกียงหนึ่งอัน และโต๊ะหนึ่งตัว เตียงว่างเปล่า เทียนลุกไหม้ บนโต๊ะมีคัมภีร์วางอยู่เล่มหนึ่ง
ภายในห้องโถงมีเหรียญทองแดงกระจัดกระจายอยู่มากมาย และมีเศษกระดาษเหลืองที่ถูกเผาจนเหลือเพียงชิ้นเล็ก ๆ อยู่บ้าง
นายและบ่าวก้าวข้ามช่องว่างเข้าไปในห้องโถง ทันทีที่ก้าวเข้าไป คัมภีร์บนโต๊ะไม้ก็เริ่มพลิกเปิดทั้ง ๆ ที่ไม่มีลม ระหว่างที่พลิกเปิด แสงสีทองเรืองรองต่อเนื่อง ตัวอักษรพุทธธรรมภายในราวกับลอยอยู่กลางอากาศ
“นายน้อย คัมภีร์พุทธธรรมเป็นของวิเศษหรือขอรับ?”
จูกัดเจี่ยเว่ยจ้องมองคัมภีร์พุทธธรรมที่เปล่งรัศมีสีทองเป็นระลอก รู้สึกถึงกลิ่นอายอันบริสุทธิ์และสะอาด เมื่อเทียบกับกลิ่นอายทั้งหมดที่ได้สัมผัสตั้งแต่ย่างเข้าวัดโบราณคืนนี้ ทำให้จิตใจสงบลงมาก
“ใช่” จูกัดเซี่ยวไป๋ตอบรับอย่างแน่วแน่
พระสูตรนี้เป็นสมบัติล้ำค่าจริง ๆ ซึมซับพลังพุทธของนักบวชผู้ทรงศีลและปราชญ์ทางพุทธศาสนามามากมาย
ดินแดนลับเต๋อเหลียนนี้มีผู้คนแวะเวียนมาน้อยนัก หลังเกิดเหตุไม่คาดฝัน แทบไม่มีใครมาที่นี่อีกเลย
หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ แทบไม่มีใครรอดชีวิตกลับไป
พระสูตรจึงหลับใหลมาตลอด บัดนี้เมื่อรับรู้ถึงลมหายใจของพวกเขาจึงตื่นขึ้นและเปล่งประกายสว่างไสว ตัวอักษรที่ลอยอยู่ในอากาศราวกับต้องการบอกเล่าความลับมากมายให้พวกเขาได้รับรู้
……
“ความลับหรือ?” ดวงตาของหลินหลางเป็นประกายดั่งผิวน้ำ เมื่อได้ยินจ้าวอู่เจียงบอกว่าจะเล่าความลับให้นางกับจิ้งเอ๋อร์ฟัง
เมื่อนางและจิ้งเอ๋อร์ซักไซ้ไล่เลียงจ้าวอู่เจียงก็ยังคงทำตัวลึกลับ
พวกนางจึงร่วมมือกันบิดเอวเขาจนจ้าวอู่เจียงร้องโอดโอย ก่อนจะยอมบอกว่าความลับก็คือ เขาสามารถปรับทิศได้
เมื่อหลินหลางได้ยิน สีหน้านางประหลาด แต่ไม่อาจบอกกล่าวกับเซวียนหยวนจิ้ง เซวียนหยวนจิ้งให้จ้าวอู่เจียงแสดงให้ดูว่าจะปรับทิศอย่างไร
จ้าวอู่เจียงกล่าวว่า…สมองของเขาสามารถปรับทิศทางได้
คราวนี้ดีแล้ว หลินหลางกับเซวียนหยวนจิ้งรู้สึกเหมือนถูกหลอก จึงตัดสินใจที่จะสั่งสอนจ้าวอู่เจียงอย่างหนักหน่วง!
……
ภายในวัดโบราณ
จูกัดเซี่ยวไป๋เดินไปที่โต๊ะ ยกมือขึ้นโบกเบา ๆ คัมภีร์พุทธศาสนาเปิดหน้าแล้วหน้าเล่าอย่างรวดเร็วกระทั่งปิดลง แสงสีทองหายไป แล้วคัมภีร์ก็ลอยมาอยู่ในมือของจูกัดเซี่ยวไป๋
จูกัดเซี่ยวไป๋พินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด พบว่าด้านข้างของคัมภีร์มีตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัวเขียนว่า ‘พุทธเดิมคือเต๋า’