ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 108 ความคิดเห็นของบรรดาขุนนาง
บทที่ 108 ความคิดเห็นของบรรดาขุนนาง
สายตาของเสนาบดีกรมมหาดไทยเคร่งเครียดขึ้น เขาจ้องมองจ้าวอู่เจียงที่ยืนอยู่ด้านข้าง ความอาฆาตแค้นปกคลุมหัวใจโดยไม่รู้ตัว
แต่บัดนี้ ฮ่องเต้ทรงประกาศพระราชโองการออกมาแล้ว เสนาบดีกรมมหาดไทยรู้ดีว่าตนเองหมดโอกาสที่จะได้รับตำแหน่งผู้นำภารกิจตรวจค้นจวนที่พักของเฉินอันปังเสียแล้ว
หากหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับจางทุยถูกพบในจวนที่พักของเฉินอันปัง อนาคตของจางทุยก็จะต้องล่มสลายย่อยยับอย่างแน่นอน ทำให้แม้ว่าบัดนี้ เสนาบดีกรมมหาดไทยจะไม่ได้ครอบครองตำแหน่งผู้นำภารกิจ ทว่าเขาก็ยังมีความหวังว่าจะได้สิ่งที่ต้องการผ่านทางจ้าวอู่เจียง… เสนาบดีกรมมหาดไทยจึงสงบจิตใจลง และหันหน้าไปประสานมือแสดงความยินดีต่อจ้าวอู่เจียงพร้อมกับพูดว่า
“เมื่อสักครู่นี้ ขุนนางภายใต้การบังคับบัญชาของข้าล่วงเกินท่านไม่น้อย หวังว่าใต้เท้าจ้าวคงไม่ถือโทษโกรธเคือง”
บรรดาขุนนางที่อยู่รอบกายเขาต่างก็ตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนี้ เสนาบดีกรมมหาดไทยกลายเป็นบุคคลที่ว่าง่ายขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
จ้าวอู่เจียงถูนิ้วมือ พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ข้าเองก็หวังว่าท่านเสนาบดีก็คงจะไม่ถือโทษโกรธเคืองเช่นกัน เมื่อสักครู่นี้ ข้าพูดไปด้วยความวู่วาม มิได้มีเจตนาล่วงเกินท่านแม้แต่น้อย…”
เหล่าขุนนางน้อยใหญ่เมื่อได้ยินดังนั้นต่างก็กระซิบกระซาบกันทันที
“พวกเขาทั้งสองคนช่างมีความอดทนเป็นเลิศเหลือเกิน พวกเราคงต้องเรียนรู้จากพวกเขาให้มากเข้าไว้…”
“เฉินอันปังกระทำการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ใต้เท้าทั้งสองท่านนี้เป็นขุนนางที่มีความตรงไปตรงมามากที่สุดแล้ว ไม่ว่าภารกิจตรวจค้นจวนที่พักของเฉินอันปังจะอยู่ในมือผู้ใด ภารกิจครั้งนี้ต้องจบลงอย่างยุติธรรมแน่นอน”
“ท่านพูดได้มีเหตุผลยิ่งนัก…”
“ขจัดคนชั่ว ส่งเสริมคนดี เมื่อเห็นแบบนี้แล้ว ข้าก็มีกำลังใจในการทำงานเป็นอย่างยิ่ง!”
จ้าวอู่เจียงรับพระราชโองการมาจากขันทีหน้าบัลลังก์ เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงก่อนหน้านี้กลับกลายเป็นถ้อยคำแห่งความชื่นชมดังมาจากทุกทิศทุกทาง
“ใต้เท้าจ้าวเป็นบุคคลที่มีความสามารถและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล สมควรเป็นผู้นำภารกิจครั้งนี้แล้วจริง ๆ!”
“ถูกต้องแล้วขอรับ ในเมื่อฝ่าบาททรงเลือกใต้เท้าจ้าว นั่นก็หมายความว่าใต้เท้าจ้าวมีความเหมาะสมมากที่สุดแล้ว…”
“การตรวจค้นจวนที่พักของเฉินอันปังเป็นอีกหนึ่งวิธีในการกวาดล้างกลุ่มคนชั่วร้าย ความดีความชอบในครั้งนี้คงทำให้อนาคตของใต้เท้าจ้าวสดใสมากแล้ว”
เมื่อเห็นว่าบรรดากลุ่มขุนนางน้อยใหญ่ยังคงประจบประแจงไม่หยุด ขันทีหน้าบัลลังก์จึงได้ตวัดสายแส้อีกครั้ง
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ทุกคนที่ออกมาจากท้องพระโรงก็พากันเดินเข้ามาแสดงความยินดีต่อจ้าวอู่เจียง โดยหวังจะตีสนิทชายหนุ่มให้ได้
เสนาบดีกรมคลังอย่างจางทุยเองก็เข้ามาจ้าวอู่เจียงเพราะอยากจะพูดคุยด้วยเช่นกัน ในความคิดเห็นของจางทุย ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่เงินจะซื้อไม่ได้ เขาจะยื่นข้อเสนอที่จ้าวอู่เจียงไม่สามารถปฏิเสธ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการให้จ้าวอู่เจียงเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับตนในจวนของเฉินอันปังไว้ ไม่ให้เปิดเผยต่อโลกภายนอก
เสียแต่ว่าเสนาบดีกรมมหาดไทยผู้มีนามว่าหลินหรู่ไห่ยังคงพูดคุยกับจ้าวอู่เจียงอย่างยิ้มแย้มต่อไป ไม่เปิดโอกาสให้จางทุยได้เข้ามาพูดคุย
จ้าวอู่เจียงจึงเดินออกมาจากท้องพระโรงภายใต้การห้อมล้อมของขุนนางจำนวนมากเช่นนี้เอง
ถนนทอดยาวไกล กลุ่มคนยังคงหาทางเจรจากับเขาไม่หยุด
หลินหรู่ไห่เสนาบดีกรมมหาดไทยรับปากกับจ้าวอู่เจียงว่า หากจ้าวอู่เจียงรายงานว่าค้นพบสิ่งผิดกฎหมายใดในจวนที่พักของเฉินอันปังบ้าง เขาก็จะช่วยเลื่อนตำแหน่งให้จ้าวอู่เจียงเป็นการตอบแทน
ในเวลาเดียวกันนี้ นี่ยังเป็นคำเตือนที่ส่งมอบโดยตรงต่อจ้าวอู่เจียงว่า ด้วยสถานะในปัจจุบัน หากเขาไปล่วงรู้ความลับที่ไม่สมควรรู้เข้าก็คงไม่มีทางดูแลตัวเองได้อย่างแน่นอน แต่ถ้านำความลับเหล่านั้นมาบอกกล่าวต่อหลินหรู่ไห่ เสนาบดีกรมมหาดไทยก็จะช่วยมอบความปลอดภัยให้แก่จ้าวอู่เจียงได้ มิหนำซ้ำ ยังพ่วงด้วยผลประโยชน์มหาศาลอีกด้วย
ข้อเสนอของหลินหรู่ไห่ที่จ้าวอู่เจียงได้รับนั้น ทำให้ขันทีหนุ่มรู้สึกประทับใจเหลือเกิน แม้เขาจะทราบดีว่าหลินหรู่ไห่ไม่ใช่ขุนนางที่ดีสักเท่าไหร่ แต่ข้อเสนอในครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อเขาเลย
แต่ถึงจ้าวอู่เจียงจะค้นพบความลับใหญ่หลวงเข้าจริง ๆ เขาก็วางแผนไว้ว่าจะไม่เปิดเผยให้ผู้ใดรู้ในช่วงเวลานี้ เพราะภายในวังหลวงมีคลื่นใต้น้ำรุนแรงมากเกินไป เขาไม่สามารถเชื่อใจผู้ใดได้ทั้งสิ้น แต่ขณะเดียวกัน จ้าวอู่เจียงก็จะพยายามหาทางใช้ประโยชน์จากการที่หลินหรู่ไห่เข้ามาหาให้ได้มากที่สุดเช่นกัน
หลินหรู่ไห่ก็ไม่ต่างไปจากหลิวเจ๋อ เป็นขุนนางสามแผ่นดินรับใช้มาแล้วถึงสามราชวงศ์ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือหลินหรู่ไห่เปรียบดั่งต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาคุ้มครองขุนนางหลายร้อยคน แถมยังมีอำนาจสั่งเลื่อนขั้นหรือโอนย้ายขุนนางไปหน่วยอื่นได้ตามใจชอบ รากฐานทางอำนาจของหลินหรู่ไห่ฝังลึกอย่างแข็งแกร่ง ไม่สามารถโค่นล้มได้ง่าย ๆ
ตอนนี้ ผู้ที่จะสามารถต่อกรกับหลินหรู่ไห่ได้มีเพียงไม่กี่คน นับดูแล้วก็คงมีแต่หลิวเจ๋อกับตู๋กูอี้เหอเท่านั้นกระมัง
เพียงแต่หลินหรู่ไห่ฝักใฝ่ในอำนาจมากเกินไป ไม่ได้มีจิตใจรักสงบอย่างหลิวเจ๋อหรือตู๋กูอี้เหอแม้แต่นิดเดียว
หลังจากที่หลินหรู่ไห่เสนาบดีกรมมหาดไทยแยกตัวออกไปแล้ว จางทุยเสนาบดีกรมคลังก็ก้าวเข้ามาพูดคุยกับจ้าวอู่เจียงโดยทันที
ตอนหลินหรู่ไห่พูดคุยกับจ้าวอู่เจียงเมื่อสักครู่นี้ เขาไม่ได้พูดเสียงเบานัก แม้ว่ารอบกายจะมีกลุ่มเสนาบดีและขุนนางน้อยใหญ่เดินตามมามากมาย แต่เนื้อหาในบทสนทนาก็ไม่ได้มีการปิดบังแต่อย่างใด
ในทางกลับกัน ขณะนี้จางทุยกำลังหันไปไล่ทุกคนให้แยกย้าย จนกระทั่งรอบบริเวณเหลือเพียงตนเองกับจ้าวอู่เจียงเท่านั้น จางทุยจึงได้เริ่มพูดว่า
“ใต้เท้าจ้าวได้รับความเมตตาจากฝ่าบาทเช่นนี้ ทำให้ข้ารู้สึกอิจฉาเหลือเกิน…”
“ท่านเสนาบดีจาง หากท่านมีอะไรจะกล่าวก็กล่าวออกมาเถอะ” จ้าวอู่เจียงพูดพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ จางทุยผู้เป็นเสนาบดีกรมคลังคนนี้ จ้าวอู่เจียงมั่นใจว่าต้องเป็นคนเลวอย่างแน่นอน