ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1082 หญิงสาวและเด็กสาว
บทที่ 1082 หญิงสาวและเด็กสาว
จ้าวอู่เจียงยังเห็นแมงกะพรุนด้วย
มีนักบำเพ็ญเพียรหญิงสองคนนั่งอยู่บนหัวแมงกะพรุนที่มีสีสันสดใสเกือบโปร่งใส คนหนึ่งเป็นหญิงสาวทรงเสน่ห์ อีกคนเป็นเด็กสาวที่มีชีวิตชีวาและน่ารัก ทั้งสองมีรูปร่างงดงามราวกับนางฟ้า มีเสน่ห์โดดเด่น
เมื่อจ้าวอู่เจียงมองไป เด็กสาวบนแมงกะพรุนก็มองกลับมาเช่นกัน
เด็กสาวมีความงามที่บริสุทธิ์และเหนือธรรมดา ดวงตาโตกะพริบ นางชี้ไปที่แมงกะพรุน แล้วชี้ไปที่จ้าวอู่เจียง ทำมือป้องปากเหมือนกำลังตะโกนอะไรบางอย่าง
จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้วเล็กน้อย อ่านริมฝีปากของนาง เด็กสาวกำลังพูดว่า “เฮ้ เจ้าไม่เคยเห็นใช่หรือไม่? นี่คือไหเยว่จากทะเลเหนือดินแดนใต้”
จ้าวอู่เจียงอดหัวเราะไม่ได้ นอกจากจะรู้สึกว่าหญิงสาวน่าสนใจแล้วยังรู้สึกคุ้นเคยด้วย
หญิงสาววัยกลางคนที่อยู่ข้าง ๆ หญิงสาวตบศีรษะด้านหลังของนางเบา ๆ เหมือนจะตำหนิและสั่งสอนสองสามประโยค หญิงสาวพลันไม่สบอารมณ์ คิ้วงามขมวดมุ่น
คิ้วดาบของจ้าวอู่เจียงก็ขมวดเช่นกัน เพราะเขารู้สึกถึงสายตาอันตรายจ้องมองมาจาก…จิ้งเอ๋อร์
จิ้งเอ๋อร์เหลือบมองเขา นางไม่พูดอะไร แต่ดูเหมือนจะบอกทุกอย่างแล้ว จ้าวอู่เจียงกระแอมเบา ๆ แล้วถอนหายใจพลางกล่าวว่า
“น่าตาย เสน่ห์ล้นเหลือของข้านี่ช่างไม่รู้จะเก็บไว้ที่ใด”
หลินอวี้อยู่ด้านหน้ากำลังยื่นแผ่นหยกสีส้มใสให้แก่ทหารยามที่ประตูเมืองหลวง
เหล่าทหารยามตรวจดูแผ่นหยกแล้วจู่ ๆ ก็สังเกตเห็นองค์ชายสี่ที่อยู่ไม่ไกล ท่าทีดุดันของพวกเขาเปลี่ยนไปในพริบตา ผู้นำกลุ่มคิดจะคำนับจ้าวอู่เจียง แต่หลินอวี้ห้ามไว้ พร้อมส่ายหน้าบอกว่าไม่ควรทำเช่นนั้น
จ้าวอู่เจียงเดินอย่างสบายอารมณ์เข้าไปในประตูเมือง แม้ทหารยามจะไม่ได้คำนับ แต่สีหน้าของพวกเขาก็แสดงความเคารพและสำรวมอย่างยิ่ง มองส่งองค์ชายจนลับตา
ด้านหลังของจ้าวอู่เจียง หญิงสาววัยกลางคนและเด็กสาวที่โดยสารมาบนแมงกะพรุนลงสู่พื้นดิน
หญิงสาววัยกลางคนจูงมือเด็กสาว ยื่นเอกสารที่คล้ายหนังสือผ่านแดน ทหารยามประตูเมืองพลิกดูอย่างละเอียด ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาด แล้วโบกมืออนุญาตให้ทั้งสองเข้าเมืองหลวงได้
เด็กสาวกระโดดโลดเต้น เงยหน้ามองประตูเมืองสูงตระหง่าน สายตาไล่มองอิฐเมืองสีดำเขียวเย็นเยียบ กำแพงยาวสามจั้ง พอมองเลยไปก็เห็นขอบฟ้าสีครามสดใส
สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคือความวุ่นวายอึกทึก รถม้าไหลเลื่อนราวกับสายน้ำ ม้าวิ่งพล่านดั่งมังกร
เด็กสาวละสายตา หันมองตรงหน้า สิ่งที่เห็นคือตำหนักและศาลาที่ตั้งเรียงราย ส่วนที่ไกลออกไปจนมองเห็นไม่ชัด สูงตระหง่านจรดเมฆคือสิ่งก่อสร้างมหึมา ไม่ผิดแน่ นั่นคงเป็นพระราชวัง
“นี่คือวังหลวงของราชวงศ์เซียนต้าโจวหรือ? ก็ไม่ต่างจากราชวงศ์ของมนุษย์ธรรมดาเท่าไหร่ เพียงแต่ใหญ่โตกว่ามาก…” หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะพึมพำด้วยความทึ่ง
หญิงวัยกลางคนจ้องนางด้วยสีหน้าไม่พอใจ แล้วตำหนิเสียงเบาว่า
“ซ่อนตัวในเมืองใหญ่ ซ่อนตัวในป่าเขา ราชวงศ์เซียนต้าโจวนี้เปรียบดั่งมังกรยักษ์ ยิ่งดูคล้ายกับมนุษย์ธรรมดามากเท่าไหร่ก็ยิ่งน่าหวาดกลัวมากเท่านั้น”
“ข้าเข้าใจแล้วท่านป้า” หญิงสาวเบ้ปาก ดวงตากลมโตมองกวาดไปตามร้านค้าและโรงเตี๊ยมสองข้างทาง แล้วก็เหลือบไปเห็นสามนายบ่าวที่กำลังเดินอยู่ไม่ไกล
สามคนนี้นางสังเกตเห็นตั้งแต่ก่อนเข้าเมืองแล้ว ชายชุดดำที่นำหน้าเหมือนจะสนใจในไหเยว่ของนางเป็นพิเศษส่วน นางก็รู้สึกถึงความคุ้นเคยที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนจากชายชุดคลุมดำและหญิงสาวที่อยู่ข้างกายเขา
หญิงสาวอยากจะวิ่งเข้าไปหา เอามือเท้าสะเอวและถามชายชุดคลุมดำว่า
เฮ้ พวกเราเคยพบกันที่ไหนมาก่อนหรือไม่?
แต่นางเพิ่งคิดจะวิ่งไป ก็ถูกท่านป้าคว้าแขนเอาไว้เสียแล้ว
ท่านป้าทำหน้าเคร่งขรึม พูดเสียงเข้มว่า “ตอนมาข้าได้บอกกฎระเบียบมากมายแก่เจ้าแล้ว เจ้าจำได้บ้างหรือไม่? จงอยู่ที่นี่ คนจากกรมพิธีการจะมารับพวกเรา”
“โอ้…” หญิงสาวก้มหน้าลงด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“นี่คือการแต่งงานที่ผู้อาวุโสในตระกูลได้ทูลขอให้เจ้า หากเจ้าสามารถดึงดูดความสนใจจากองค์ชายแห่งราชวงศ์เซียนต้าโจวได้ พวกเราก็จะสามารถย้ายทั้งตระกูลไปยังดินแดนกลางได้ อันตรายที่ตระกูลเผชิญอยู่ก็จะได้รับการแก้ไขโดยง่ายดาย”
หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า แม้ความงามของนางจะไม่ด้อยไปกว่าเด็กสาว แต่กลับมีเสน่ห์อันลึกซึ้งที่มากับวัย โดยเฉพาะในยามที่นางตำหนิเด็กสาวเล็กน้อย ทรวงอกที่อิ่มอยู่เบื้องหน้าทำให้ร่างกายนางโน้มตัวลงเล็กน้อย ใกล้ชิดกับเด็กสาว แฝงความนุ่มนวลที่ผ่านการขัดเกลามานานหลายปี
เด็กสาวเม้มปากเล็กน้อย ก่อนตอบรับเบา ๆ ว่า “อืม”