ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1109 เตะเสนาบดีกรมพิธีการ
บทที่ 1109 เตะเสนาบดีกรมพิธีการ
“ฝ่าบาท พวกเขาทำเกินไปแล้ว…” หลินอวี้ประสานมือคำนับ ไม่พอใจแทน อยากจะพูดแต่ก็หยุดชะงัก
จ้าวอู่เจียงยิ้มบาง ๆ
“หลินอวี้ คนเราจะกระทำสิ่งต่าง ๆ ต้องมีวิสัยทัศน์ ต้องรู้จักอดทนอดกลั้น”
หลินอวี้สูดหายใจลึก
“คำสั่งสอนของฝ่าบาทถูกต้องแล้ว”
จ้าวอู่เจียงเดินไปยังโถงที่จัดงานเลี้ยง ท่าทีสบาย ๆ
ตอนเขาอยู่แคว้นต้าเซี่ยก็เคยเจอเรื่องแบบนี้มามากมายแล้ว
ตอนนั้นเขายังไม่มีวรยุทธ์ระดับนี้และยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเทพปีศาจด้วย แต่แค่ใช้กลยุทธ์และวาทศิลป์ก็สามารถจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้มากมาย
ตอนนี้สถานการณ์นี้สำหรับเขาไม่นับเป็นเรื่องอะไรเลย
เมื่อทั้งสองคนเดินเข้ามาในโถงงานเลี้ยง เสียงหัวเราะคึกคักก็หยุดลงทันที
คนที่นั่งอยู่ล้วนเป็นขุนนางฝ่ายรัชทายาทและพระญาติในราชวงศ์
พวกเขาเหลือบมองจีปอฉางผู้มาใหม่ สีหน้าแตกต่างกันไป ดวงตาหวาดระแวง ดิ้นรน ความซับซ้อน ความดูแคลน…
ไม่มีใครคำนับทักทาย
เหมือนว่าพวกเขาได้นัดหมายกันไว้แล้ว ไม่มีใครทักทายเพื่อทำให้จีปอฉางอับอาย
จ้าวอู่เจียงไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย เดินตรงไปยังที่นั่งประธานซึ่งเป็นที่นั่งของรัชทายาทจี้ป๋ออิง
หลินอวี้เดินตามหลังองค์ชายของตนครึ่งก้าว สายตาจับจ้องตรงไปข้างหน้า ใบหน้าแสดงความโกรธแค้น
จ้าวอู่เจียงมองที่นั่งสองข้างของที่นั่งประธาน ทุกที่เต็มไปหมดแล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาตั้งใจกลั่นแกล้ง
เขายิ้มเรียบเฉย รับกล่องของขวัญจากมือของหลินอวี้โยนลงบนโต๊ะของรัชทายาท จากนั้นก็เดินอย่างองอาจไปยังที่นั่งข้างรัชทายาท
เขาเตะเสนาบดีกรมพิธีการที่นั่งอยู่ข้างรัชทายาทออกไป แล้วนั่งขัดสมาธิลงแทนอย่างไม่ใส่ใจ
เสนาบดีกรมพิธีการถูกเตะ สุราหกเปียกไปทั้งตัว หากเป็นที่อื่นเขาคงต้องหวาดกลัวแล้ว แต่ที่นี่คือจวนรัชทายาท เขามั่นใจ จึงลุกยืน ชี้หน้าองค์ชายสี่ กำลังจะเปิดปากประณาม นิ้วเมือสั่นด้วยความโกรธ
“อ๊าก!”
กร๊อบ!
เสียงดังขึ้น นิ้วมือที่ชี้หน้าจีปอฉางของเสนาบดีกรมพิธีการถูกหัก หลินอวี้บีบมือของเสนาบดีกรมพิธีการแน่น เลือดไหลนอง
เสนาบดีกรมพิธีการเจ็บจนหน้าซีด ลมหายใจถูกหลินอวี้ควบคุมแล้ว
“กล้าดีนัก ไพร่กล้าทำร้ายขุนนาง!”
แขกที่นั่งอยู่บางคนตวาดใส่หลินอวี้
จ้าวอู่เจียงพลันกล่าวว่า “ถูกต้อง ช่างกล้าดีนัก ผู้น้อยกล้าลบหลู่เบื้องสูง”
รอยยิ้มของเขาอ่อนโยน สายตาเฉียบคมกวาดมองขุนนางทั้งหลาย
“เจ้าเป็นถึงเสนาบดีกรมพิธีการ แต่กลับไม่คำนับข้า ยังกล้าลบหลู่ผู้สูงศักดิ์ด้วยการนั่งในที่ที่ไม่ควรนั่ง ซ้ำยังไร้มารยาทถึงกับชี้นิ้วมาที่ข้า สมควรถูกลงโทษแล้ว!”
เมื่อคำว่า ‘สมควรถูกลงโทษ’ หลุดจากปากของจ้าวอู่เจียง หลินอวี้ก็ทำให้แขนขวาของเสนาบดีกรมพิธีการแตกละเอียดแล้ว แม้เสนาบดีจะมีวรยุทธ์ แต่ก็ยังไม่อาจต้านทหลินอวี้ได้ เพราะในบรรดาผู้ที่อยู่ที่นี่ วรยุทธ์ของหลินอวี้นับว่าอยู่ในระดับแนวหน้า เสนาบดีกรมพิธีการไม่มีทางต่อกร
เสนาบดีกรมพิธีการทรุดลงกับพื้น สีหน้าซีดเผือด
ภายในราชวงศ์โจว เสนาบดีทั้งหกกรมล้วนมีตำแหน่งและอำนาจสูงส่ง โดยเฉพาะกรมพิธีการที่มีอำนาจมากที่สุด ด้วยเหตุนี้เสนาบดีกรมพิธีการจึงได้นั่งข้างองค์รัชทายาท ส่วนอีกด้านคือหยางกั๋วกง
กั๋วกง ด้วยสถานะองค์ชายสี่จึงไม่เหมาะจะลงมือกับเขา อีกทั้งหยางปิ่งเอินก็มิได้พูดอะไร เพียงจิบสุราเงียบ ๆ
แต่เสนาบดีกรมพิธีการ จ้าวอู่เจียงสามารถจัดการได้อย่างเต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้น เสนาบดีกรมพิธีการคิดว่าตนมีรัชทายาทและสหายขุนนางร่วมงานหนุนหลัง คำพูดและการกระทำจึงขาดความเคารพ จนถูกจ้าวอู่เจียงลงมือได้อย่างชอบธรรม
ขุนนางทั้งหลายที่นั่งอยู่ต่างจ้องมองด้วยความโกรธ สีหน้าที่เคยเยาะเย้ยกลับกลายเป็นความหวาดหวั่น
จ้าวอู่เจียงรินสุราใส่จอกใหม่ แล้วมองไปที่จีปออิงพลางยิ้ม แล้วกล่าวว่า “เสด็จพี่ เสนาบดีกรมพิธีการผู้นี้ดูแลกรมพิธีการ แต่กลับไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียม กล้าประพฤติตนเช่นนี้ในงานเลี้ยงที่วังบูรพาของท่าน ช่างไม่เห็นเสด็จพี่อยู่ในสายตา เสด็จพี่คิดว่าควรทำเช่นไรดี?”
“ลากตัวออกไป!” จีปออิงยิ้มพลางมองน้องสี่อย่างลึกซึ้ง ก่อนจะยกจอกสุราขึ้น แล้วดื่มรวดเดียวหมด
จ้าวอู่เจียงยิ้มบาง ๆ พลางดื่มสุราตาม
ไม่ไกล ขุนนางกรมพิธีการถูกองครักษ์วังบูรพาลากออกไปจากห้องโถงราวกับลากสุนัขตาย
“คารวะอิ้นอ๋อง”
“คารวะอิ้นอ๋อง…”
“…”
ทุกคนในงานเลี้ยงเกร็งเล็กน้อย พากันยกจอกสุราให้องค์ชายสี่
เมื่อรัชทายาทยกจอกให้เกียรติ พวกเขาที่เป็นฝ่ายรัชทายาท ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ต้องยกจอกให้องค์ชายสี่
จ้าวอู่เจียงยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยตั้งแต่ต้นจนจบ หลินอวี้ก้มหน้า ยืนอย่างนอบน้อมอยู่ด้านหลังเขา