ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1180 ข้ากลัวว่าปออิงจะเข้าใจผิด
บทที่ 1180 ข้ากลัวว่าปออิงจะเข้าใจผิด
จ้าวอู่เจียงเดินมาถึงตำหนักฉีเฟิงและก้าวเข้าสู่ห้องบรรทม
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องบรรทม ซูมู่เสวี่ยในชุดกระโปรงสีขาวดูเรียบง่ายสง่างาม ก็เดินเข้ามาต้อนรับพร้อมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยวนเวียนในอากาศ
จ้าวอู่เจียงสะพายหีบยา ทำสีหน้าจริงจัง
“ฮองเฮา ท่านรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือ?”
“ฮึ” ซูมู่เสวี่ยส่งเสียงครางเบา ๆ ฟันขาวขบริมฝีปากแดง ดูยั่วยวนชวนหลงใหล
“ที่นี่มีแค่เจ้ากับข้าสองคน เหตุใดเจ้าต้องถามทั้งที่รู้คำตอบดี?”
“ข้ารู้สึกว่างเปล่า เหงา และหนาว ปอฉาง เจ้ารีบมากอดข้าเร็ว”
มีคำกล่าวว่าวันเดียวที่ไม่ได้พบกันเหมือนผ่านไปสามฤดู แต่นี่เพิ่งไม่ได้เจอกันไม่นาน ทำไมซูมู่เสวี่ยถึงร้อนรนเช่นนี้? จ้าวอู่เจียงยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ซูมู่เสวี่ยก็โอบเอวเขาไว้เสียแล้ว
‘ข้าไม่ได้ตั้งใจจะให้ฮองเฮาดื่มน้ำซุปไก่ แต่นางกระหายอยากดื่มน้ำซุปไก่เอง โปรดอย่าโทษข้าเลยจีทัง สาธุ…’ จ้าวอู่เจียงภาวนาในใจอย่างจริงจัง
“เป็นอะไรไป?” เห็นจีปอฉางไม่ขยับเขยื้อน ซูมู่เสวี่ยรู้สึกโกรธที่เขาเป็นเหมือนท่อนไม้
“ฮองเฮา ข้าคิดว่าพวกเราควรจะทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างเราใหม่” จ้าวอู่เจียงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
สีหน้าของซูมู่เสวี่ยพลันเปลี่ยนไป นางขบเม้มริมฝีปากแดงด้วยความขุ่นเคือง ดูเหมือนจะน้อยใจ
“ความสัมพันธ์อะไรกัน ข้ารู้ดี ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับข้า ไม่อาจเปิดเผยต่อสายตาผู้คน แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เจ้าต้องลำบากใจจริง ๆ”
“ไม่ ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น” จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้ว สีหน้าแสดงความซับซ้อนและเวทนา
ซูมู่เสวี่ยดวงตาเป็นประกาย เข้าใจความหมาย จ้องมองจ้าวอู่เจียงตรง ๆ
“เจ้าหมายถึงเรื่องระหว่างเจ้ากับปออิงหรือ”?
“ปออิงกำกับดูแลราชการแผ่นดิน ส่วนเจ้าช่วยบริหาร?”
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า
“ทุกคนต่างรู้ดี ข้ากับเขาจะต้องแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท หากข้ายังพบหน้าเจ้า แม้จะเป็นเพียงการพบปะธรรมดา ก็จะถูกผู้ไม่หวังดีนินทาได้”
“ชื่อเสียงข้าไม่ดีอยู่แล้ว คำนินทาไม่ได้สำคัญอะไรกับข้า ไม่มีอะไรต้องกังวล”
“แต่ข้าเป็นห่วงเจ้า กลัวจะส่งผลกระทบถึงเจ้า”
“ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา เจ้ากับข้าไม่ควรพบกันอีก”
ซูมู่เสวี่ยได้ยินดังนั้น ร่างบางพลันสั่นเทาแน่นิ่งอยู่กับที่
“ฉางเอ๋อร์…”
“ข้ากับพี่ใหญ่จะต้องเป็นศัตรูกัน เจ้าไม่มีทางเลือก และไม่สามารถเลือกได้ เจ้าต้องสนับสนุนพี่ใหญ่เท่านั้น” จ้าวอู่เจียงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าไม่อยากให้เจ้าลำบากใจ และตกอยู่ในความทุกข์”
ซูมู่เสวี่ยสีหน้าซีดเผือด นางคิดถึงคนรักหนุ่มของตน แต่นางก็เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ดี
นางยังคงมีความหวังอยู่จึงกล่าวว่า
“ฉางเอ๋อร์ เจ้าไม่สามารถเป็นเพียงองค์ชายที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้หรือ?”
“ตำแหน่งสูงส่งเช่นนั้น ให้พี่ใหญ่ไปนั่งเถิด เจ้ากับข้า… มาร่วมกันใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสบายไม่ดีกว่าหรือ?”
“ข้ามีความมุ่งมั่นของข้า เจ้าก็มีทางเลือกของเจ้า” จ้าวอู่เจียงแสดงสีหน้าต่อสู้กับความรู้สึก ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
“เสวี่ยเอ๋อร์พวกเราอย่าติดต่อกันอีกเลย ข้ากลัวพี่ใหญ่จะเข้าใจผิด”
จ้าวอู่เจียงชอบชักดาบอย่างไร้ความปรานี เขาเคยปลอบประโลมความเหงาให้ซูมู่เสวี่ย แต่รู้ดีว่าหากปล่อยให้เรื่องราวดำเนินต่อไป ถึงแม้จะตื่นเต้นเร้าใจ แต่หากความลับถูกเปิดเผย ก็จะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับทั้งสองคน
ความเจ็บปวดระยะสั้นย่อมดีกว่าความเจ็บปวดระยะยาว อีกอย่างเขาก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไร
“ไม่…” ซูมู่เสวี่ยยื่นมือออกไปหมายจะรั้งตัวไว้ แต่นางก็รู้ว่าตนเองไม่มีกำลังพอ เวลานี้ต่างจากวันวาน พี่น้องทั้งสองได้เริ่มการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทอย่างเป็นทางการแล้ว
ปัง!
ประตูถูกผลักเปิดออกอย่างแรง จีปออิงยืนอยู่หน้าประตู
เสียงร่ำไห้ของซูมู่เสวี่ยหยุดลงกะทันหัน จ้าวอู่เจียงยืนนิ่งไร้อารมณ์
จีปออิงเห็นสายตาน้อย ๆ อันเศร้าสร้อยของพระมารดา เมื่อเขาผลักประตูเข้ามาก็ได้ยินเสียงร่ำไห้ของพระมารดา ในใจพลันรู้สึกไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก
เขาพุ่งเข้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว กระชากคอเสื้อของจีปอฉางดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธ ก่อนตวาดว่า
“จีปอฉาง เจ้าทำอะไรกับท่านแม่ของข้า?!”
“ฮองเฮาเพียงต้องการให้ข้าตรวจอาการ แต่ข้าเห็นว่านางหายดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องรักษาอีก”
จีปออิงปล่อยมือลงอย่างสงสัย แต่ไม่นานเขาก็เข้าใจทุกอย่าง
เขาพูดเสียงเครียดว่า
“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังกังวลเรื่องอะไร ก็แค่ตอนนี้เราต่างคนต่างเคยเห็นอีกฝ่ายช่วยบริหารราชการมิใช่หรือ?
“แต่เจ้าเคยสัญญากับข้าว่าจะทุ่มเทรักษาท่านแม่ของข้าให้หายดี!”
‘แต่วิธีการรักษาให้หายนั้นแตกต่างจากที่เจ้าคิดโดยสิ้นเชิงนะ’ จ้าวอู่เจียงบ่นในใจ เขาถอนหายใจพลางส่ายหน้า
“เจ้าไม่เข้าใจหรอก”
“ข้าเข้าใจ!” จีปออิงโต้กลับทันทีด้วยใบหน้าจริงจังและน้ำเสียงที่ไม่มีที่ให้โต้แย้ง