ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1183 หิมะโปรยปราย ลมเหนือพัดหวีดหวิว
บทที่ 1183 หิมะโปรยปราย ลมเหนือพัดหวีดหวิว
วันที่สองเดือนสิบ
เป็นวันที่เหมาะแก่การบูชาเซ่นไหว้ สวดมนต์ขอพร และทำพิธีกรรมทางศาสนา
ค่ำคืนฤดูหนาวนี้ จ้าวอู่เจียงเข้านอนแต่หัวค่ำ
นับตั้งแต่วันพิธีบูชาบรรพบุรุษจนถึงบัดนี้ล่วงเลยมาเจ็ดวันแล้ว
ตลอดเจ็ดวันนี้ ภายในเมืองหลวงมีคำสั่งห้ามจัดงานเลี้ยงหรือกิจกรรมใหญ่โตใด ๆ เป็นการส่วนตัว ทำให้ทั่วทั้งเมืองหลวงดูเงียบเหงาวังเวง
อีกทั้งในช่วงเจ็ดวันนี้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว อากาศหนาวเย็นขึ้นมาก ราวกับทั่วทั้งเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง
ในช่วงเจ็ดวันนี้ จ้าวอู่เจียงไม่ถึงกับว่าง แต่ก็ไม่ได้ยุ่งอะไรมากนัก
เขาได้แต่กิน นอน และครุ่นคิดไปเรื่อยเปื่อย
ยามว่างในตอนกลางวันก็รักษาซูมู่เสวี่ย ส่วนตอนกลางคืนก็เปิดใช้กระจกทองแดง ท่องไปในจักรวาลอันว่างเปล่า
สำหรับเขาแล้ว เวลาก็เหมือนน้ำในฟองน้ำ บีบเมื่อไรก็ยังมีเสมอ
แม้ดูเหมือนว่าเขาจะช่วยบริหารราชการ แต่ในเจ็ดวันนี้ก็ไม่มีปัญหาด้านการเมืองใด ๆ เกิดขึ้น ไม่เหมือนกับผู้สำเร็จราชการจีปออิงที่ต้องก้มหน้าก้มตาอยู่ในห้องหนังสือทั้งวัน จัดการฎีกาและเรื่องยุ่งยากต่าง ๆ ที่สะสมมาแต่ก่อน
ในสายตาของเขา องค์รัชทายาทจีปออิงก็เหมือนพนักงานที่หลงเชื่อคำหลอกลวงของเจ้านาย ทุ่มเททำงานหนักทั้งวันหวังว่าเจ้านายจะรักษาสัญญา
ความกระตือรือร้นและความขยันขันแข็งเช่นนี้ แม้แต่พวกนายทุนเห็นก็ต้องน้ำตาไหล
คาดว่าในตอนนี้รัชทายาทคงกำลังจุดตะเกียงทำงานอย่างหนักอยู่ในห้องหนังสือ
เพราะเจ็ดวันแห่งการเซ่นไหว้บรรพบุรุษกำลังจะผ่านพ้นไป หลังจากนี้สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้ารัชทายาทก็คือการกำกับดูแลราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง
ในสถานการณ์ปกติ รัชทายาทย่อมต้องเลือกที่จะกดดันองค์ชายผู้ช่วยบริหารราชการอย่างเขา
แม้จะถอยไปหมื่นก้าว ถึงรัชทายาทจะอดกลั้นไม่แสดงออก และเลือกที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบ แต่คนที่อยู่ฝ่ายรัชทายาทก็จะเลือกที่จะ ‘สร้างผลงาน’ เพื่อรัชทายาท ด้วยการจัดการกับผู้ช่วยบริหารก่อน
ดูเหมือนว่าวันเวลาแห่งความสบายของเขากำลังจะสิ้นสุดลง
ขณะที่ความคิดของเขากำลังสับสนวุ่นวาย เขาก็รู้สึกว่าเซวียนหยวนจิ้งในอ้อมกอดขยับตัวหลายครั้ง
เขาได้สติกลับมา เห็นเซวียนหยวนจิ้งจ้องมองเขาไม่วางตา ราวกับมีพันคำหมื่นคำจะพูด แต่สุดท้ายก็เหมือนจะรวมเป็นเพียงสองคำ
“ราตรีสวัสดิ์” จ้าวอู่เจียงตอบกลับอย่างอ่อนโยน
มือใหญ่ของเขาลูบไล้เรือนร่างอ้อนแอ้นของเซวียนหยวนจิ้งอย่างแผ่วเบาใต้ผ้าห่ม
เขารู้สึกสงสัย คนอายุยี่สิบกว่าแล้วยังจะยังเติบโตได้อีกหรือ? ไม่น่าจะเป็นไปได้
แต่ถ้าไม่ได้เติบโตอีก ทำไมส่วนที่ควรนูนก็ยิ่งนูนเต่งตึง ส่วนที่ควรผายก็ยิ่งกลมกลึงผ่องใส
หรือว่าเป็นเพราะได้รับการบำรุงเป็นอย่างดี?
ยังคงเป็นคนที่เลี้ยงดูนางมาจนโต?
จ้าวอู่เจียงรู้สึกถึงความอันตรายและความระแวดระวังที่พุ่งขึ้นมาในใจอย่างฉับพลัน สายตาของเขาเลื่อนลอย ไม่กล้าสบตากับเซวียนหยวนจิ้ง
“ใครอนุญาตให้เจ้าแตะต้องข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า?” น้ำเสียงของเซวียนหยวนจิ้งเต็มไปด้วยความเป็นผู้ปกครอง เสียงของนางเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามและความเด็ดขาด
“แตะต้องแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบ!”
“ฟังข้าอธิบายก่อน…” จ้าวอู่เจียงไม่ใช่ว่าไม่อยาก หรือกลัว แต่เพราะตอนค่ำที่ผ่านมา เขากับเซวียนหยวนจิ้งได้ร่วมรักกันไปแล้ว
เขาคิดว่าการเป็นคนต้องรู้จักการควบคุมตนเอง ต้องรู้จักพอ และที่สำคัญที่สุดคือต้องรู้จักทำตามใจตนเอง
การทำตามใจตนเองคือการทำตามความรู้สึก ไม่ใช่ความขลาด
“ข้าไม่ฟัง ข้าไม่ฟัง ข้าไม่ฟัง” เซวียนหยวนจิ้งยืนกรานด้วยเหตุผลที่ไร้เหตุผล จากนั้นก็หัวเราะคิกคักอย่างซุกซน แล้วเริ่มลวนลามจ้าวอู่เจียง
“เจ้าจ้าวน้อย ยอมข้าเถอะ”
จ้าวอู่เจียงถูกบังคับให้ต้องรับมือ จึงร้องออกมาอย่างเศร้าใจ
“ไม่!”
……
หิมะโปรยปราย ลมเหนือพัดหวีดหวิว ทั่วหล้าเต็มไปด้วยความมืดมัว
วันนี้เป็นวันที่สามของเดือนสิบ ไม่เหมาะกับการทำกิจการใด ๆ
หลินอวี่ก็เหยียบย่ำหิมะที่ทับถมหนาเตอะแต่เช้าตรู่ เขายืนอยู่ใต้ชายคาด้านนอกห้องบรรทมเพราะมีเรื่องต้องรายงานสองเรื่อง
เมื่อคืนหิมะตกหนัก อากาศยิ่งหนาวเย็น หลินอวี่ไม่ได้ใช้วิชายุทธ์ต้านความหนาว แต่ยังคงสวมเสื้อผ้าบางเบา
ใบหน้าเคร่งขรึมของเขาแดงก่ำด้วยความหนาว ดูคล้ายตุ๊กตาในภาพวาดปีใหม่อย่างไรอย่างนั้น
หลินอวี่สังเกตเห็นว่าหลังจากออกจากพื้นที่ลับเมืองกุยหลายองค์ชายไม่ชอบใช้วิชายุทธ์อีก ด้วยความอยากรู้เขาจึงถาม องค์ชายบอกว่าให้ใช้ร่างกายตนเองเข้าใจฟ้าดิน อย่าลืมจุดเริ่มต้นของการเป็นมนุษย์
หลินอวี่สั่นเทาในสายลมหนาว แต่เขากลับยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากในวังหลวงอันลึกล้ำนี้
เขานึกถึงวัยเยาว์ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางยุทธ์
บางทีองค์ชายอาจต้องการบอกเขาว่าอย่าลืมความต่ำต้อยในอดีต อย่าลืมจิตใจดั้งเดิมของตน
นี่คือคำพูดส่วนตัวที่องค์ชายมอบให้แก่ผู้ที่ไว้วางใจ