ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1204 ยืมพี่ชายไท่ไป๋
บทที่ 1204 ยืมพี่ชายไท่ไป๋
หิมะโปรยปรายอยู่นอกท้องพระโรง
ภายในท้องพระโรงมีเตาไฟหลายใบวางอยู่คอยอุ่นสุราให้ร้อน
จ้าวอู่เจียงไม่รอให้เหยียนหลิงอวี้เอ่ยปาก เขาดื่มสุราอุ่น ๆ หนึ่งอึก ไอร้อนของสุราไหลผ่านลำคอลงสู่ท้อง ก่อนจะยิ้มพลางกล่าว
“ท่านอาจารย์เหยียน ข้ายังแต่งบทกวีไม่จบ แต่ท่านฟังเพียงสามบทก็กล่าวว่าข้าติดอยู่กับความรักและความกลัดกลุ้มในใจ? ไม่มีวิสัยทัศน์? ไม่มีความคิดอันยิ่งใหญ่?”
“ท่านตัดสินข้าเร็วเกินไปแล้ว”
“บางทีบทกวีต่อไปของข้า อาจจะมีความหมายอันลึกซึ้งและความคิดอันยิ่งใหญ่ก็ได้?”
“ฮึ…” หยางปิ่งเอินแค่นเสียงหัวเราะ เยาะเย้ยว่าอิ้นอ๋องยังดื้อดึง
แขกเหรื่อต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์
“องค์ชายสี่พรสวรรค์ไม่ธรรมดา แต่ไม่ยอมรับข้อบกพร่องของตัวเอง ช่างหยิ่งผยองเกินไปแล้ว”
“ใช่ คนเราไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ยอมรับข้อบกพร่องของตัวเองจะเป็นไรไป?”
“นึกว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ที่แท้ก็เป็นแค่คนดื้อดึงหัวแข็ง”
“ท่านอาจารย์เหยียนเพิ่งปรากฏตัว องค์ชายสี่ก็ทนไม่ไหวแล้ว กลัวว่าจะเผยให้เห็นความรู้อันตื้นเขินของตน…”
“หากให้เวลาข้าสักหน่อย บางทีข้าอาจจะแต่งบทกวีได้ไม่แพ้อิ้นอ๋องก็เป็นได้ ใครจะรู้…”
“บทต่อไป บทต่อไปจะมาเมื่อไรเล่า?”
“…”
หลินอวี้ยืนอยู่ไม่ไกลจากด้านหลังองค์ชายของตน เขาติดขัดด้วยสถานะจึงไม่อาจเอ่ยปากแทนองค์ชายได้ แต่ตอนนี้เขาอยากจะพุ่งเข้าไปต่อยขุนนางและเชื้อพระวงศ์พวกนี้สักสองหมัดให้ตายไปเลย
พวกนี้ก็ช่างเหลือเกิน ทนเห็นความสามารถขององค์ชายของเขาไม่ได้ เห็นจุดอ่อนนิดหน่อยก็รีบฉวยโอกาสเยาะเย้ยไม่หยุด
“ข้าผู้เฒ่ารู้ว่าอิ้นอ๋องมีความมุ่งมั่นในใจ แต่ความมุ่งมั่นไม่ควรใช้ในด้านนี้…” เหยียนหลิงอวี้แสดงสีหน้าเหมือนผู้อาวุโสที่กำลังสั่งสอนผู้เยาว์อย่างจริงใจ ราวกับห่วงใยจีปอฉางจริง ๆ
“ซูเสี่ยวเหยา” จ้าวอู่เจียงลุกขึ้น มือถือไหเหล้าแกว่งไปมา เขายิ้มอย่างอ่อนโยน มองไปยังสตรีที่ดูสดใสน่ารักที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ซูเสี่ยวเหยาขมวดคิ้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
จ้าวอู่เจียงโบกมือใหญ่ ท่าทางองอาจ
“บดหมึก!”
ซูเสี่ยวเหยารู้สึกสะท้านในใจ ดวงตาของนางเป็นประกายวับวาว ก่อนจะพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเริ่มบดหมึก
เมื่อนางจุ่มพู่กันลงในหมึกดำข้น ก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังของชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“ท่านไม่เห็นหรือว่าสายธารแห่งแม่น้ำหวงเหอไหลมาจากสวรรค์ ทะยานสู่ทะเลไม่มีวันหวนคืน!”
“ท่านไม่เห็นหรือว่าในคฤหาสน์สูงส่ง กระจกเงาสะท้อนผมขาวอย่างโศกเศร้า ยามเช้าเส้นผมดำดั่งไหมแต่ยามเย็นกลับขาวดั่งหิมะ”
“ชีวิตคนเราเมื่อได้สมหวังต้องสนุกให้เต็มที่ อย่าปล่อยให้จอกทองต้องเปล่าเปลี่ยวอยู่กับจันทรา”
ทั่วร่างจ้าวอู่เจียงอวลกลิ่นสุราและความฮึกเหิม เขาชื่นชอบบทกวี ‘จะดื่มสุรา’ ของหลี่ไท่ไป๋เหลือเกิน
ตอนเด็กไม่เข้าใจความหมาย แต่เมื่อโตขึ้น ทุกครั้งที่นึกถึง ล้วนมีความห้าวหาญพลุ่งพล่านอยู่ในใจ
ในสถานการณ์ บรรยากาศ งานเลี้ยง และการประชันเช่นนี้ เขาจำต้องขอยืมบทกวี ‘จะดื่มสุรา’ ของพี่ชายไท่ไป๋มาใช้อีกครั้ง
“สวรรค์ให้ความสามารถข้ามา ย่อมต้องมีประโยชน์ พันทองใช้จนหมด ยังกลับคืนมาใหม่”
“ต้มแกะฆ่าวัวเพื่อความสุขสำราญ ต้องดื่มให้ได้สามร้อยถ้วย”
“สหายหลินอวี้ ซูเสี่ยวเหยา จงดื่มสุรา อย่าได้หยุดถ้วย”
“ข้าจะขับกลอนให้ท่านฟังสักบท ขอท่านเงี่ยหูฟังข้าหน่อย!”
ดวงตาของซูเสี่ยวเหยาเปล่งประกายแวววาว นางลืมที่จะจดบันทึกไปแล้ว
นางรู้สึกว่าการได้เห็นบุรุษผู้เปี่ยมด้วยความห้าวหาญนี้ท่องบทกวีด้วยตาตัวเอง หากไม่ได้ดูตอนนี้ เวลาจดบันทึก จะต้องพลาดทัศนียภาพอันงดงามมากมายไปแน่
“ระฆัง กลอง อาหารเลิศรส ไม่มีค่าควรแก่การยกย่อง ขอเพียงเมามายไม่ต้องตื่น”
จ้าวอู่เจียงยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นเหยียบโต๊ะ ทั่วร่างแสดงท่าทางท้าทาย
แต่สิ่งที่เขายิงออกไปไม่ใช่ลูกธนู แต่เป็นสุราและบทกวี
เขาดื่มสุราอึกใหญ่ แล้วถอนหายใจยาว
“บรรดาปราชญ์และนักปรัชญาแต่โบราณ ล้วนเดียวดายอ้างว้าง มีเพียงนักดื่มเท่านั้นที่ทิ้งนามไว้ให้จดจำ”
“ครั้งหนึ่งเฉิงอ๋องจัดงานเลี้ยงที่ตำหนักผิงเล่อ ดื่มสุราหมื่นถ้วยอย่างสำราญ”
“เจ้าภาพเอ๋ย ไยต้องบ่นว่าเงินน้อย รีบไปซื้อสุรามาดื่มด้วยกันเถิด”
“ม้าลายห้าสี เสื้อคลุมขนสัตว์ราคาพันทอง เรียกลูกน้อยออกไปแลกสุราดี ๆ มา…”
“ดื่มกับเจ้าเพื่อระงับความเศร้าที่มีมาแต่โบราณกาล…”
ท้องพระโรงงานเลี้ยงเงียบจนได้ยินเสียงเข็มตก
แขกเหรื่อทั้งหลายต่างตะลึงกับพรสวรรค์และความห้าวหาญอันท่วมท้นนี้จนพูดไม่ออก ทั้งคำเยาะเย้ยถากถาง ทั้งคำชื่นชมยอมรับ ล้วนถูกโยนทิ้งไปจากความคิด ในหัวมีเพียงบทกวีอันทรงพลังที่ไหลลื่นราวสายน้ำนี้เท่านั้น
องค์ชายจีปออิงอ้าปากค้าง รู้สึกหมดแรง เขาได้แต่หวังว่าท่านอาจารย์เหยียนหลิงอวี้จะสามารถรับมือได้
แต่เมื่อเขามองไปที่อาจารย์ของตน กลับพบว่าคิ้วยาวและเคราของอาจารย์กำลังสั่นระริก แสดงให้เห็นว่าในใจนั้นปั่นป่วนเพียงใด