ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1269 หญิงสาวผู้ชาญฉลาด
บทที่ 1269 หญิงสาวผู้ชาญฉลาด
ใบหน้าน่ารักของซูเสี่ยวเหยาอยู่ห่างจากคางและปลายจมูกของจ้าวอู่เจียงเพียงนิด กลิ่นหอมของหญิงสาวโชยมา จนจ้าวอู่เจียงถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างแนบเนียน
“ฮึ” เสียงฮึดฮัดแผ่วเบาดังขึ้น ตามด้วยเสียงงอนออายและโกรธของซูเสี่ยวเหยา
“แล้วทำไมองค์ชายถึงไม่เคยมองข้าตรง ๆ อีกเลยหลังจากงานเลี้ยงค่ำคืนนั้น?”
“ข้านึกว่าตนเองหน้าตาไม่ดี หรือพูดจาเย็นชาจนผลักไสผู้คนให้ห่างไกลเป็นพันลี้เสียอีก”
“ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก” จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างเรียบเฉย
ซูเสี่ยวเหยานับว่าเป็นหญิงสาวที่โดดเด่น แต่เขาดูเป็นคนที่ชอบผู้หญิงสวยแล้วก็หลงใหลทันทีหรือ?
ใช่!
แต่เขาเป็นคนที่มีหลักการในความหลงใหลความงาม การชื่นชอบความงามเป็นเรื่องปกติที่สุด การรู้จักชื่นชมความงามคือคุณสมบัติอันดีของการเป็นคน
แต่ในขณะเดียวกัน เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยพลังและไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำอีกต่อไปแล้ว
เขายังมีหัวใจของเด็กหนุ่ม แต่การพาตู๋กูหมิงเยว่และจ้าวเนี่ยนเซี่ยกลับมาครั้งนี้ ทำให้เขาได้เข้าใจบางสิ่ง
เมื่อมีภรรยาและลูกอยู่ข้างกาย เขาจะไม่มีวันไปยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นเด็ดขาด
นี่ก็เป็นเหตุผลที่เขาให้เหล่าชายาของรัชทายาททั้งหลายกลับไปพักฟื้นที่บ้าน
มิเช่นนั้นหากมีคนมาขอพบทีละคน ๆ เขาจะรับมืออย่างไร?
จ้าวอู่เจียงตอบอย่างจริงจังว่า “ข้าเพียงแค่มีคนที่ชอบอยู่แล้ว และมีครอบครัวด้วย”
“ฮึ” ซูเสี่ยวเหยาใช้ฟันขบริมฝีปากแดง
“หากเป็นพี่ชายข้าพูดเช่นนี้ ข้าก็คงเชื่อ แต่ท่านน่ะหรือ ใครในเมืองหลวงบ้างที่ไม่รู้ว่าท่านเจ้าชู้?”
“…” จ้าวอู่เจียงพูดไม่ออก โอ้โห… หลังจากได้รับประโยชน์จากจีปอฉางแล้ว ก็ต้องมารับกรรมแทนจีปอฉางเสียแล้ว
“ข้าไม่ได้บังคับท่าน” ซูเสี่ยวเหยาค่อย ๆ ถอดหมวกขุนนางหญิงออก ผมดำยาวสลวยราวกับสายน้ำตกสยายออกปกคลุมด้านหลังศีรษะและหน้าอก ตอนนี้นางดูมีความงดงามใสบริสุทธิ์มากขึ้น แต่คำพูดกลับมีความเอาแต่ใจมากขึ้น
“วันนี้ส่งบทกวีให้ข้าหนึ่งบท ข้าก็จะไป แล้วค่อยมารบกวนท่านใหม่ในคราวหน้า”
“มิเช่นนั้น วันนี้ข้าจะไม่ไปแล้ว…”
จ้าวอู่เจียงกล่าวอย่างจนปัญญา
“ข้าแต่งไม่ได้ คุณหนูเสี่ยวเหยา เจ้าเป็นบทกวีที่ยืนสง่างามอยู่ตรงนี้อยู่แล้ว ข้าจะแต่งบทกวีออกมาได้อย่างไร”
“เจ้าไปเถิด…”
ซูเสี่ยวเหยาอมยิ้ม ยื่นมือออกไปรับเกล็ดหิมะเล็ก ๆ ที่โปรยลงมาจากท้องฟ้า เหม่อมองเกล็ดหิมะที่ละลายในฝ่ามือของนาง บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่เศร้า
“หากวันหนึ่งได้ตากหิมะด้วยกัน ชาตินี้ก็นับว่าอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า”
ดวงตาจ้าวอู่เจียงที่เคยอ่อนโยนกลายเป็นเย็นชาหิมะในรัศมีสามจั้ง รอบตัวเขาและซูเสี่ยวเหยากลายเป็นน้ำแข็ง แข็งค้างกลางอากาศทันที
บทกวีนี้ ในสถานการณ์ปกติ ไม่มีทางที่จะหลุดออกมาจากปากของซูเสี่ยวเหยาได้เลย
เพราะนี่คือคำพูดที่จ้าวอู่เจียงเคยกล่าวด้วยความจริงใจต่อเซวียนหยวนจิ้งในอดีต บทกวีนี้ถูกฝังอยู่ในราชวงค์ต้าเซี่ยที่ล่มสลายไปแล้ว
“รัชทายาทกำลังสืบสวนเรื่องของท่านอยู่” ดวงตาของซูเสี่ยวเหยาเริ่มชื้น นางไม่สามารถเคลื่อนไหวได้มากนัก พลังวิเศษโดยรอบถูกจำกัดไว้หมดแล้ว
นางมองไปที่จ้าวอู่เจียงอย่างอ่อนโยน
“พี่ชายของข้ากับหยางปิ่งเอินกำลังสืบสวนเรื่องของท่านอย่างไม่หยุดหย่อน ตั้งแต่ท่านไปยังดินแดนลับเต๋อเหลียน ทุกอย่างจึงเริ่มถูกสืบสวน”
“พวกเขาไม่ได้พบอะไรที่มีประโยชน์ แต่ความสงสัยก็ยังคงเป็นความสงสัย ตราบใดที่ความสงสัยยังคงอยู่ เรื่องนี้ก็จะไม่จบลงง่าย ๆ”
“ส่วนข้าที่ชอบสะสมบทกวี ชอบอ่านเรื่องราวของบัณฑิตและหญิงงาม”
“เรื่องราวเกี่ยวกับการล่มสลายของราชวงศ์ได้ถูกเขียนเป็นเรื่องเล่า แพร่กระจายในหมู่สามัญชน”
“ในราชวงศ์นั้นก็มีบัณฑิตผู้มีพรสวรรค์เหนือคนธรรมดาเช่นกัน เขาต้องการค้ำจุนราชวงศ์ที่กำลังจะล่มสลาย ต้องการช่วยประชาชนจากภัยพิบัติ…”
“ในบทกวีที่เขาแต่ง มีบทหนึ่งชื่อว่า ‘จะดื่มสุรา!’”
จ้าวอู่เจียงไม่ได้แสดงสีหน้ามากนัก เพียงแค่มีรอยยิ้มบาง ๆ จ้องมองซูเสี่ยวเหยา
“สิ่งนี้สามารถอธิบายได้ด้วยความบังเอิญ สามารถอธิบายได้ด้วยการยืมบทกวีของผู้ล่วงลับผู้นั้น…” ดวงตางามของซูเสี่ยวเหยาค่อย ๆ แดงก่ำ จมูกเล็ก ๆ ของนางย่นเข้าหากัน ดูคล้ายกำลังร้องไห้อย่างเศร้าโศก ราวกับต้องการมองให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงภายใต้ท่าทางหยิ่งผยองของชายตรงหน้า
ทุกสิ่งบนใบหน้างามของนางในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม ดูเหมือนเป็นรอยยิ้มแห่งการปล่อยวาง
“แต่สัญชาตญาณของข้าบอกข้าว่า…”
ซูเสี่ยวเหยาไม่ได้พูดประโยคนี้จนจบ แต่กลับเปลี่ยนเรื่อง พูดอย่างซุกซน
“ท่านยังจะปล่อยให้ข้าจากไปหรือไม่?”