ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1305 เริ่มโต้เถียงด้วยวาจา
บทที่ 1305 เริ่มโต้เถียงด้วยวาจา
หลินอวี้ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนดี เขาไม่เคยมีจิตใจเมตตาไปช่วยเหลือประชาชนมาก่อน
แต่เขาก็ยอมรับว่าตัวเองไม่มีทางทำเรื่องสังหารประชาชนอย่างโหดเหี้ยมได้แน่นอน
เพื่อหินวิเศษเพียงเล็กน้อยนี้ มันคุ้มค่าหรือ?
หินวิเศษเหล่านี้ หากแบ่งให้นักพรตทั้งหลาย ยังมีค่าน้อยกว่าเงินไม่กี่ตำลึงที่คนธรรมดาแย่งชิงกันเสียอีก
คนพวกนี้ทำไมถึงต้องทำเช่นนี้?
ชื่อหยางจื่อมีวรยุทธ์ถึงขั้น 8 แล้ว ยังต้องการอะไรอีก? ต้องการหินวิเศษเพียงเท่านี้หรือ?
“พวกเจ้าอายุยังน้อย แต่วรยุทธ์กลับไม่ธรรมดาเช่นนี้ นับว่าเป็นอัจฉริยะที่ฟ้าประทานมาแล้ว” ชื่อหยางจื่อยิ้มอย่างเมตตา พลางจัดวางกระบวนดาบ
“แต่ทำไมพวกเจ้าถึงไม่เข้าใจเล่า?”
“สิ่งที่ทำให้ผู้ประสบภัยต้องตาย ไม่ใช่พวกเขา แต่เป็นฟ้าต่างหาก หากฟ้าไม่โปรยหิมะอาเพศลงมา ต่อให้เจ้าเมืองทั้งหลายโกงหินวิเศษไป ประชาชนพวกนี้จะตายหรือ?”
“ประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้หินวิเศษอยู่แล้ว หินวิเศษควรมอบให้นักพรตที่ต้องการมันจริง ๆ นักพรตต้องอาศัยพลังวิเศษที่แฝงอยู่ในหินวิเศษเพื่อเพิ่มพูนวรยุทธ์ของตน”
“อีกอย่างประชาชนมีมากมายราวมดปลวก ตอนนี้ก็แค่มีประชาชนธรรมดาตายไปบ้างเท่านั้น นี่มันมากแค่ไหนกัน?”
“ก็แค่เพียงเก้าเมืองเท่านั้น นี่ก็ยังมีผู้รอดชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ?”
“เมืองอวิ๋นโจวมีตั้งยี่สิบเอ็ดเมือง แค่เก้าเมืองจะมีประชาชนอยู่เท่าไรกัน?”
“ราชวงศ์เซียนต้าโจวมีสิบสามมณฑล แล้วเก้าเมืองเล็ก ๆ นี่มีประชาชนอยู่เท่าไรกัน?
“อย่าว่าแต่ตายไปแค่นี้เลย ถึงตายไปครึ่งหนึ่ง ราชวงศ์เซียนต้าโจวจะล่มสลายเพราะเรื่องนี้หรือ?”
“และอย่าลืมว่าพวกเจ้าก็เป็นผู้บำเพ็ญ”
“แล้วเหตุใดถึงต้องลำบากผู้บำเพ็ญด้วยกันอีกเล่า เพื่อพวกมดปลวกธรรมดาพวกนั้น ฮึ… แล้วเลือกที่จะสืบสวนส่วนตัว อยากจะค้นหาความจริง?”
“เจ้าเป็นองค์ชาย ไม่ใช่ขุนนางผู้ยุติธรรม”
“ไม่ว่าประชาชนจะมีมากแค่ไหน ความแตกต่างระหว่างคนธรรมดากับผู้บำเพ็ญ ก็ไม่ควรเป็นเหตุผลที่พวกเจ้าโกงของบรรเทาภัยพิบัติ จนทำให้ประชาชนต้องตาย” จ้าวอู่เจียงมองมาด้วยสายตาเย็นชา
“เจ้าอวดอ้างว่าตัวเองเป็นผู้บำเพ็ญ เจ้าพูดจาแสดงความเหนือกว่า แล้วทำไมต้องไปแย่งชิงหินวิเศษที่ใช้ช่วยชีวิตประชาชนพวกนั้นด้วย?”
“เจ้าอยู่ในขั้น 8 แล้ว คงไม่ขาดหินวิเศษใช่หรือไม่?”
“ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ…” ดูเหมือนว่าจะถูกถามถึงความลับ รอยยิ้มของชื่อหยางจื่อแข็งค้างไปเล็กน้อย เขารีบลูบเคราและยิ้ม
“เจ้าเป็นถึงองค์ชาย แล้วเหตุใดต้องออกหน้าเพื่อพวกมดปลวกเหล่านี้ด้วย?”
“เจ้าไม่ได้ขาดการสนับสนุนและชื่อเสียงเพียงเท่านี้กระมัง?”
“เจ้าเพียงแค่ทำหน้าที่องค์ชายให้ดี หรือแม้กระทั่งในอนาคตทอาจอยู่ในตำแหน่งสูงส่ง เป็นเจ้าแห่งราชวงศ์เซียนต้าโจว ก็จะดีมิใช่หรือ?”
“จำเป็นด้วยหรือที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของสามัญชน?”
“เจ้าแสวงหาอะไรกันแน่?”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงเป็นเพียงอิ้นอ๋อง ไม่ใช่รัชทายาท?”
“เพราะเจ้าก้าวก่ายมากเกินไป คิดว่าตนเองต้องกำจัดปีศาจร้ายและความมืดมิด แต่เจ้าไม่เข้าใจวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนเบื้องล่าง”
“ผู้ที่เป็นขุนนางจะโลภหินวิเศษไปบ้าง จะเป็นไรไป?”
“เจ้าคงไม่คิดว่าด้วยสิ่งที่ใช้ทำให้ร่างกายอบอุ่นเหล่านี้ ด้วยหินวิเศษเหล่านี้ จะสามารถช่วยเหลือราษฎรได้กระมัง?”
“เมื่อฟ้าบันดาลภัยพิบัติแก่มวลมนุษย์ ก็เพื่อให้พวกเขาทนทุกข์ทรมานจนตาย”
“ผู้อ่อนแอ สมควรถูกคัดทิ้งภายใต้หิมะนี้ นี่คือการคัดสรรของฟ้า!”
“พวกข้าเพียงแค่ทำตามวิถีสวรรค์ โลภลาภลักขโมยหินวิเศษ มีอะไรผิดด้วยหรือ?”
“พวกข้ายังไม่ได้ลับมีดให้คมเพื่อฆ่าพวกมดปลวกเหล่านี้ด้วยมือตัวเองเลย”
“นี่คือความเมตตา ย่อมไม่รู้สึกละอายใจ”
“คนพวกนี้ยังไม่ใช่ราษฎรของเจ้า เจ้ายังไม่ได้นั่งบนตำแหน่งนั้น เจ้ากลับกล้าแส่ในเรื่องที่ไม่ใช่ธุระ ช่างน่าเอือมระอา นี่คือการฝ่าฝืนวิถีสวรรค์ ตายที่นี่ก็คือจุดจบของเจ้า”
จ้าวอู่เจียงสีหน้าซีดลงเรื่อย ๆ เขาไม่อยากเรียกใช้เพลงกระบี่ชิงเหลียนที่ยอดกระบี่ถ่ายทอดให้เขา
เพราะก่อนหน้านี้ตอนไปรับพวกตู๋กูหมิงเยว่กลับมาได้ใช้ไปแล้ว ปราณกระบี่ที่บ่มเพาะไว้ยังฟื้นฟูไม่สมบูรณ์
หากเขาบังคับใช้อีกครั้ง จะทำร้ายรากฐานของตัวเอง
เหมือนกับกาวของบุรุษผู้สูงส่งที่ขาวและข้น แต่ถ้าใช้แล้วไม่นานก็เรียกใช้อีก จะทำร้ายรากฐานและกาวของบุรุษผู้สูงส่งจะจืดเหมือนน้ำ…
แต่เขาไม่มีทางเลือก ลูกธนูบนสายไม่อาจไม่ยิง
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน มือซ้ายกำหลวม ๆ ปุยนุ่นของลมไหลเวียนในมือเขา
เขามีรอยยิ้มซีดเซียวบนใบหน้า ดวงตาลึกล้ำผิดปกติ
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว นี่ไม่ใช่ท่าทีที่ผู้แข็งแกร่งแท้จริงพึงมีต่อผู้อ่อนแอ”
“ข้าเคยเห็นภัยพิบัติจากสวรรค์ตกลงมาสู่สรรพชีวิต”
“แผ่นดินไหว น้ำท่วม หิมะถล่ม ภูเขาพังทลาย…”
“ผู้ปกครองราชวงศ์ไม่ได้เลือกที่จะปล่อยให้เป็นไปตามวิถีสวรรค์และนั่งมองเฉย ๆ!”
“ทหารนับไม่ถ้วนทยอยเดินทางไปยังพื้นที่ประสบภัย เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ตกอยู่ในความทุกข์ยาก”
“บุคคลและกลุ่มอำนาจที่แข็งแกร่งต่างพากันอุทิศพลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน”
จ้าวอู่เจียงค่อย ๆ ยกแขนซ้ายที่มีปราณกระบี่เย็นดั่งน้ำค้างแข็ง มือกำอากาศชี้เฉียงไปที่ชื่อหยางจื่อ เสียงของเขาแหบแห้งและเย็นยะเยือก
“แต่ไม่ใช่เหมือนทุกวันนี้… ที่มองการฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นเรื่องปกติ มองความเย็นชาและดูหมิ่นว่าเป็นคุณธรรมของผู้แข็งแกร่ง”