ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1357 เต่าศักดิ์สิทธิ์แบกคัมภีร์สวรรค์
บทที่ 1357 เต่าศักดิ์สิทธิ์แบกคัมภีร์สวรรค์
สีหน้าผู้อาวุโสเทียนหลานเต็มไปด้วยความเศร้า ป้ายบรรพบุรุษถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังของศาลบรรพชนที่พังทลาย นางไม่ทันได้ช่วยเหลือออกมา
หากไม่ใช่เพราะจิ้งจอกน้อยจากตระกูลหลินหลางเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เกรงว่าทั้งสองคนคงถูกซากปรักหักพังฝังกลบ และตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบยิ่งขึ้นในชั่วพริบตา
นางรู้ว่าตนเองเป็นคนบาป
การล่มสลายของเผ่าจิ้งจอกชิงชิว นางหลีกเลี่ยงความเกี่ยวข้องไม่ได้
แต่นางไม่มีทางเลือก เกาะของเผ่าจิ้งจอกชิงชิวอาจล่มสลาย สมาชิกเผ่าบนเกาะอาจตาย ป้ายวิญญาณบรรพบุรุษอาจพังทลาย แต่สถานที่จำศีลของท่านเทพเต่าศักดิ์สิทธิ์ นางไม่อาจเปิดเผยได้เด็ดขาด
จุดประสงค์ของการมาครั้งนี้ของเผ่าพยัคฆ์คำรามและเผ่าหมาป่าสวรรค์ แรกเริ่มชาวเผ่าจิ้งจอกชิงชิวต่างคิดว่าเป็นการร่วมมือกันของสองเผ่าเพื่อปล้นชิงทรัพยากรหรืออะไรทำนองนั้น
แต่เมื่อเม่าปู้ถงถามถึงปัญหาเกี่ยวกับท่านเทพเต่าศักดิ์สิทธิ์ นางก็รู้ว่าสองเผ่านั้นมาเพื่อตามหาท่านเทพเต่าศักดิ์สิทธิ์
เต่าศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ในยุคโบราณอันไกลโพ้น แม้แต่ก่อนยุคโบราณก็มีอยู่ในโลกแล้ว
มีเรื่องเล่าว่าก่อนที่สวรรค์และพิภพจะเปลี่ยนแปลง บรรพบุรุษของมนุษย์และปีศาจได้พบกับเต่าศักดิ์สิทธิ์ที่ริมฝั่งแม่น้ำเทพ
เต่าศักดิ์สิทธิ์แบกคัมภีร์สวรรค์ บนคัมภีร์มีวิชาเทพเซียนอันล้ำเลิศเหนือสิ่งใด
กระดองเต่าที่บรรพบุรุษลัทธิเต๋าใช้ในการทำนาย ก็มาจากการลอกคราบของเต่าศักดิ์สิทธิ์
หลังจากมหาภัยพิบัติยุคโบราณ สวรรค์และพิภพก็เผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนตายจากภัยพิบัติ ผู้แข็งแกร่งล้มตายกันระนาว ผู้รอดชีวิตกลับมีน้อยยิ่งมาก
ลู่จ้ง เมิ่งผัว และเต่าศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นหนึ่งในนั้น
แตกต่างจากลู่จ้งและเมิ่งผัว เต่าศักดิ์สิทธิ์แทบจะจมดิ่งลงสู่การจำศีลอย่างสมบูรณ์ไปหมื่นปี ทิ้งไว้เพียงคำสั่งเสียและคำทำนาย
การแยกตระกูลของเผ่าจิ้งจอกก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
เผ่าจิ้งจอกชิงชิวและเผ่าจิ้งจอกเทียนเยว่ คือกลุ่มตระกูลผู้พิทักษ์ของเต่าศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละยุค และรอคอยการตื่นขึ้นของเต่าศักดิ์สิทธิ์
แต่สมาชิกธรรมดาในตระกูลไม่รู้เรื่องการจำศีลของเต่าศักดิ์สิทธิ์เลย มีเพียงหัวหน้าตระกูลในแต่ละยุคและผู้อาวุโสหนึ่งหรือสองคนเท่านั้นที่รู้
แต่แม้แต่หัวหน้าตระกูลในแต่ละยุคก็ไม่รู้ว่าทำไมเต่าศักดิ์สิทธิ์ถึงจำศีล
บางทีอาจเพราะได้รับบาดแผลสาหัสที่รักษาไม่หาย จึงต้องใช้เวลาในการเยียวยา หรืออาจเป็นเพราะเหตุผลอื่น
ผู้อาวุโสเทียนหลานไม่รู้สาเหตุ แต่คำสัญญาและภารกิจที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน นางจดจำไว้อย่างแม่นยำ
หลายปีมานี้ นางอยู่ที่ทะเลเหนือตลอดโดยที่ไม่เคยจากไปไหน
เรื่องราวต่าง ๆ ในโลก นางล้วนได้ยินมาบ้าง จากการสังเกตการณ์หลายปีที่ผ่านมา นางค่อย ๆ พบว่า ดูเหมือนจะมีหลายตระกูลที่เหมือนกับตระกูลจิ้งจอกของพวกนางที่ต่างก็ยึดมั่นในภารกิจบางอย่าง
หลักฐานสนับสนุนข้อสันนิษฐานนี้ก็คือ เผ่าปีศาจในช่วงหลายล้านปีที่ผ่านมานั้น เงียบสงบเกินไป
ในโลกนี้ มนุษย์ตั้งสำนักและนิกาย จัดงานรื่นเริงต่าง ๆ มากมายอย่างคึกคักเหลือเกิน แต่เผ่าปีศาจกลับรักษาอาณาเขตเล็ก ๆ ของตัวเอง ไม่ต้องการแย่งชิงกับใคร
การแย่งชิงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวก็แทบจะเป็นเพียงการกระทบกระทั่งเล็ก ๆ น้อย ๆ สุดท้ายก็จบลงด้วยความสงบ
แน่นอนว่าเคยมีสงครามใหญ่ระหว่างเผ่าพันธุ์ เคยมีเผ่าพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไป
แต่หากมองในถึงระยะเวลาที่ยาวนาน เผ่าปีศาจก็เหมือนเป็นผู้สังเกตการณ์หรือคนตระหนี่ถี่เหนียวในบรรดาสิ่งมีชีวิตของโลกนี้ พวกมันใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบในอาณาเขตของตัวเอง
“ท่านย่า ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” หลังจากฝุ่นควันจางหายไป จ้าวอู่เจียงพาผู้อาวุโสเทียนหลานหลบหลีกท่ามกลางวงล้อมของยอดฝีมือมากมาย เขาสังเกตเห็นว่าแม้สีหน้าของผู้อาวุโสเทียนหลานจะดูไม่ค่อยดี แต่ลมปราณกลับตกลงอย่างรวดเร็ว
เหมือนคนใกล้ตายที่มีแสงสว่างสุดท้ายก่อนมอดดับ ความทรงจำวูบวาบในสมองเหมือนม้าวิ่งผ่านโคมไฟ ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ความจริงแล้วอ่อนแอถึงขีดสุด
“เจ้าไปช่วยหลินหลางกับเสี่ยวเค่อเถอะ” ผู้อาวุโสเทียนหลานอ้าปากจิ้งจอกของนาง ในปากมีแสงสีขาววูบวาบ นางกำลังส่งผ่านวิญญาณปีศาจของตัวเองออกมา เพื่อมอบให้กับจิ้งจอกตระกูลหลินหลาง
นางได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้กับเม่าปู้ถงก่อนหน้านี้ และยังถูกโจมตีล้อมรอบจนไม่มีเวลารักษาบาดแผล จึงอ่อนแอลงเรื่อย ๆ
นางไม่ได้ใกล้ตาย แต่ภายใต้สถานการณ์คับขันตรงหน้า นางไม่อยากเป็นภาระให้อีกคนอีกแล้ว
“ท่านย่า ข้าเข้าใจแล้ว” จ้าวอู่เจียงถอนหายใจ เขารู้ความคิดของผู้อาวุโสเทียนหลาน
ดังนั้น
เขาจึงกดปากจิ้งจอกไว้โดยตรง แล้วตบแรง ๆ หนึ่งที
จิ้งจอกขาวชราดวงตาสั่นคลอน
วิญญาณปีศาจไหลกลับเข้าปากจิ้งจอกขาว กลิ้งกลับเข้าไปในท้อง กลับคืนสู่ต้นกำเนิดพลัง
จ้าวอู่เจียงยืนอยู่บนซากปรักหักพัง เบื้องหลังของเขาคือจิ้งจอกขาวตัวหนึ่งที่ล้มอยู่บนเศษกระเบื้องและไม้แตกของศาลบรรพชน
ผู้อาวุโสเทียนหลานถูกเขาตบจนสลบไปด้วยฝ่ามือเดียว
เขาโยนยันตร์ออกไปด้วยหลังมือ ยันตร์พองตัวขึ้นเมื่อปะทะลม กลายเป็นผ้าแพรสีเหลืองซีดบางราวกับปีกจักจั่น ค่อย ๆ ลอยลงมาคลุมร่างจิ้งจอกขาว ก่อนจะหายวับไป
“พวกเจ้ามีแค่นี้หรือ? เผ่าหมาป่าสวรรค์กับเผ่าพยัคฆ์คำรามช่างอ่อนแอเหลือเกิน”
“พวกเจ้าไม่อาจต้านทานได้แม้แต่หมัดเดียว ช่างอ่อนแอเกินกว่าจะจินตนาการ!”
เขามองไปรอบทิศ แม้จะเห็นศัตรูอยู่ทุกทาง แต่ไม่มีความกังวลใด ๆ กลับยิ่งแผ่กลิ่นอายชั่วร้ายรุนแรงขึ้น และยังใช้ทักษะการยั่วยุอีกด้วย