ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1381 คนแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน
บทที่ 1381 คนแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน
ณ หอชมดาว สำนักโหราศาสตร์ในวังหลวง
องค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์ต้าเฉียน อวิ๋นเหวิน จ้องมองบุตรของตนเอง อวิ๋นเจิง ในกระจกทองเหลืองเป็นเวลานานโดยไม่มีคำพูดใด แต่มีเพียงเสียงถอนหายใจยาว ๆ เท่านั้น
อวิ๋นเจิงแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในการบำเพ็ญที่แตกต่างจากคนทั่วไปตั้งแต่เด็ก แต่กลับไม่ค่อยตั้งใจบำเพ็ญเท่าไร และใช้ความคิดส่วนใหญ่ไปกับการเล่นสนุก
หลังจากที่องค์ชายองค์อื่น ๆ บรรลุนิติภาวะและมีตำแหน่งของตนเองแล้ว ส่วนใหญ่จะพิจารณาว่าจะก้าวเข้าสู่การบำเพ็ญโดยไม่สนใจอำนาจ หรือจะมุ่งมั่นในเรื่องอำนาจ และพิจารณาการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท
อย่างไรก็ตาม อวิ๋นเจิงไม่สนใจเรื่องราชสำนัก และไม่ขยันบำเพ็ญ วัน ๆ เอาแต่เกียจคร้าน วิ่งไปที่สำนักโหราศาสตร์เพื่อสังเกตดวงดาว หรือมัวแต่หลงใหลในโหราศาสตร์และปฏิทิน
หลังจากที่ได้รับการยอมรับเป็นศิษย์ของเจ้าสำนัก ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าสำนัก อวิ๋นเจิงจึงเริ่มบำเพ็ญเพียรอย่างจริงจัง แม้อายุยังน้อยก็เป็นผู้ที่มีพลังอยู่ในระดับหกภัยพิบัติแล้ว เขาช่างเป็นผู้มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง
แต่ถึงแม้อวิ๋นเจิงจะอยู่ในระดับหกภัยพิบัติแล้ว แต่เขาก็ยังประพฤติตนเหมือนเดิม และไม่ชอบการต่อสู้ฆ่าฟัน เพราะเขาตั้งใจจะใช้วิชาบำเพ็ญขั้นสูงเพื่อรักษาสภาพไม่ต้องหลับและไม่ต้องพักในการสังเกตปรากฏการณ์บนท้องฟ้า
ตามความคิดของอวิ๋นเจิงนั้น หากยิ่งวิชาของเขาสูงขึ้นก็ยิ่งสามารถอยู่ได้นานโดยไม่ต้องพักผ่อน ดังนั้นก็จะมีเวลามากขึ้นในการทุ่มเทให้กับสิ่งที่ตนชอบ
คนส่วนใหญ่ในสำนักโหราศาสตร์ค่อนข้างเข้าใจ เพราะผู้คนส่วนใหญ่ที่หลงใหลในดาราศาสตร์ล้วนชื่นชอบเรื่องดวงดาว
แต่เหล่าราชวงศ์กลับไม่เข้าใจอวิ๋นเจิงเลย พวกเขาคิดว่าอวิ๋นเจิงไม่ทำหน้าที่ของตน และปล่อยให้พรสวรรค์ของตนเองต้องสูญเปล่า
อีกทั้งอวิ๋นเจิงไม่ได้หยิ่งยโสแต่มีความทะนงตน เวลามองผู้คนก็มักจะมีท่าทีเหมือนคนอื่นเมามาย และมีแต่เขาเพียงผู้เดียวที่ยังมีสติ มีความเย็นชาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เขาไม่เป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน
เมื่อนานวันเข้า องค์ชายอวิ๋นเจิงก็ยิ่งไม่เป็นที่ชื่นชอบของราชวงศ์และขุนนาง อย่างไรก็ตามองค์ชายองค์อื่น ๆ ที่กำลังแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทกลับค่อนข้างชื่นชอบอวิ๋นเจิง
น้องชายที่ไม่มีภัยคุกคาม ผู้ใดบ้างเล่าจะไม่ชอบ เพียงแค่เสแสร้งยกยอเล็กน้อย ในอนาคตอาจเป็นกำลังสำคัญไม่น้อย
“เวินปู๋เซิ่ง เจ้าจงหาคนสองคนไปทดสอบองค์ชายเจ็ดไข่มุกแห่งราชวงศ์เซียนต้าโจว ผู้มีท่วงท่าสูงส่งด้วยตัวเอง” อวิ๋นเหวินพยุงเข็มขัดหยกทอง ดวงตาจับจ้องที่คนทั้งสองที่กำลังสนทนากันในกระจกทองเหลือง
“พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีอาวุโส เวินปู๋เซิ่งใบหน้าเต็มไปด้วยความเป็นมิตร ทำให้ผู้พบเห็นอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสนิทสนม เขาค้อมตัวโค้งคำนับ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว ร่างกายค่อย ๆ จางหายไปในหอชมดาว
……
“ข้าได้ยินว่าท่านพี่จีชอบสตรีที่มีเสน่ห์”
บนถนนใหญ่ของเมืองหลวง จ้าวอู่เจียงและองค์ชายอวิ๋นเจิงเดินเคียงข้างกัน จ้าวอู่เจียงมีบุคลิกอ่อนโยน อวิ๋นเจิงถอยหลังไปทางพระราชวัง หันหน้าไปทางประตูเมือง เขาเลิกคิ้วใส่จ้าวอู่เจียงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนถามว่า
“ใช่” จ้าวอู่เจียงพยักหน้า
เรื่องที่อิ้นอ๋องแห่งราชวงศ์เซียนต้าโจวชอบภรรยาของคนอื่นนั้นเป็นที่รู้กันไปทั่วแล้ว
เขากล่าวเรียบ ๆ
“จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่สตรีที่มีเสน่ห์ ทุกสิ่งที่งดงาม ข้าล้วนมองด้วยสองตา”
อวิ๋นเจิงพยักหน้า และพูดอย่างจริงจังว่า
“อืม… ดีมาก ๆ ดูเหมือนข้ากับท่านพี่จีจะมีรสนิยมเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นปีศาจที่งดงาม สัตว์ ผี หรือวิญญาณที่ไหน ข้าล้วนชื่นชอบโหยหา บางครั้งก็ได้ลองลิ้มลองรสชาติความสนุกนั้น ช่างดีเหลือเกิน ช่างทำให้ข้าอดนึกถึงไม่ได้”
ความชอบของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ทำไมเจ้าองค์ชายติงต๊องตรงหน้ากับเขาถึงคล้ายกันเช่นนี้?
โอ้… ไม่ถูก ๆ เขาไม่ได้ชอบสัตว์… จ้าวอู่เจียงมองอวิ๋นเจิงอย่างประหลาดใจ
สัตว์? สัตว์อะไร?
แมว หมา ไก่ เป็ด หมู ม้า แกะ วัว จิ้งเหลน ลิงชิมแปนซี?
เจ้าเป็นพวกจูนิเบียว? ไม่สิ… อย่างเจ้าคงเป็นพวกโง่เขลาเสียมากกว่ากระมัง?
“ท่านพี่จีมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ได้อย่างไร?” อวิ๋นเจิงถอยหลังพลางขมวดคิ้วหนาของเขาอย่างแรง
“หรือว่าท่านพี่จีคิดว่า ข้ากำลังหลอกลวงท่าน?”
จ้าวอู่เจียงส่ายหน้า
“การกระทำที่เป็นอิสระ ก็ถือว่าปกติ”
อวิ๋นเจิงพยักหน้า ทว่าสายตาที่เขามองไปยังจ้าวอู่เจียงเพิ่มความชื่นชมมากขึ้น
“หาได้ยากที่จะพบคนที่เข้าใจและชัดเจนเช่นท่านพี่จี ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของอวิ๋นเจิงผู้นี้ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจ ข้าใช้ชีวิตตามใจตนเอง ไม่ขัดใจ ไม่ขัดธรรม ไม่ขัดกฎ เพียงแค่ข้าสบายใจก็พอ”
จ้าวอู่เจียงมองอวิ๋นเจิงอย่างลึกซึ้ง
ภาพลักษณ์ของอวิ๋นเจิงในสายตาของเขากำลังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เจ้าติงต๊องไม่ใช่เยาวชนที่มีความคิดเพ้อฝันและมั่นใจในตัวเองมากเกินไปจนดูเย่อหยิ่งอย่างแรกเริ่มอีกต่อไป
เขาเข้าใจว่าด้วยวิธีการพูดและการกระทำเช่นนี้ของอวิ๋นเจิงคงไม่เป็นที่ชื่นชอบของราชวงศ์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต้องการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากขุนนาง
องค์ชายผู้นี้ติดอยู่ในวังหลวง ไม่สนใจเรื่องสงครามชายแดน ไม่ทำงานรับใช้ประเทศ และใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าในวังหลวง ไม่ต้องพูดถึงการถูกกีดกัน แต่อย่างน้อยก็ควรจะได้รับความเย็นชาไม่น้อย
แต่เขากลับไม่เห็นความบ่นว่าหรือไม่พอใจต่อกิจการอื่น ๆ และไม่เห็นความโกรธแค้นใด ๆ เลยในตัวอวิ๋นเจิงแม้แต่น้อย
แม้จะดูเหมือนพวกจูนิเบียวที่หลงตัวเอง แต่ก็ยังมีมารยาท ถึงแม้จะเย่อหยิ่งและมั่นใจในตัวเองเกินไป แต่การกระทำก็ยังอยู่ในขอบเขตที่พอรับได้