ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1393 อวิ๋นเจิงผู้นี้จะยืนหยัดและสืบทอดวิถีของอาจารย์ต่อไป
- Home
- ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
- บทที่ 1393 อวิ๋นเจิงผู้นี้จะยืนหยัดและสืบทอดวิถีของอาจารย์ต่อไป
บทที่ 1393 อวิ๋นเจิงผู้นี้จะยืนหยัดและสืบทอดวิถีของอาจารย์ต่อไป
จักรวาลคือทั้งบนล่างและทั้งสี่ทิศ ส่วนกาลเวลาคือทั้งอดีตและปัจจุบัน
เช่นนั้นจักรวาลมีขอบเขตหรือไม่?
ไร้ขอบเขต
แล้วความรักอันยิ่งใหญ่จะข้ามผ่านกาลเวลาได้หรือไม่?
ย่อมได้!
ดวงดาวที่ดับลงกลายเป็นฉากหลังอันเงียบงัน บนอุกกาบาตที่ล่องลอยมีบุรุษสวมงอบผู้หนึ่งนามว่าจาง ซึ่งไม่ทราบทั้งนามสกุลและไม่ทราบตัวตนของบุรุษจางผู้นั้น
เรื่องราวในอดีตที่ถูกบันทึกเป็นบทต่าง ๆ โดยไม่มีผู้ใดขับขาน แต่กลับยาวนานกว่าจักรวาลทั้งใบ
บุรุษจางกระโดดลงจากอุกกาบาตและดิ่งลงสู่ดวงดาวสีดำขนาดมหึมาดวงนี้
ภายในดวงดาวนั้น โลกเต็มไปด้วยความเสียหายและไร้ซึ่งลมหายใจของสิ่งมีชีวิต แต่ทว่าร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่ยังคงปรากฏอยู่บนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่แห่งนี้
เขาเดินผ่านสุสานขนาดมหึมาแห่งแล้วแห่งเล่าราวกับบุรุษจางเป็นผู้เก็บซากในจักรวาลนี้
เพราะสุสานเหล่านี้ล้วนเป็นดวงดาวที่ดับสูญไปแล้วทั้งสิ้น
ทั้งสิ่งมีชีวิตและดวงดาวที่ถูกฝังไว้ด้วยกัน จนกระทั่งจักรวาลมืดสนิทไร้แสง แต่เขาไม่เคยหันหลังกลับ อีกทั้งเส้นทางแห่งกาลเวลายังไม่มีทางย้อนกลับ และนี่คือสิ่งที่คนรู้จักผู้หนึ่งเคยสอนเขาไว้
เมื่อพูดถึงคนรู้จักผู้นี้ เขาก็นึกถึงบุรุษผู้หนึ่งที่มาจากดาวสีน้ำเงินเดียวกันกับคนรู้จักผู้นั้น
ทั้งใจสูงกว่าฟ้า ชีวิตบางยิ่งกว่ากระดาษ และอ่อนแอไร้ซึ่งพลัง
เขาเคยเห็นคนเช่นนี้มามากมายเหลือเกิน แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครสามารถก้าวตามเขาทัน เพราะทุกคนล้วนตายกันหมดเหมือนกับวิญญาณนับหมื่นที่ตายไปภายในดวงดาวดวงนี้
แต่วันนี้…เขาหันกลับไปแล้ว
บุรุษจางผู้นี้หันกลับไปมองหนึ่งครั้ง ทว่าดวงตาของเขามองทะลุผ่านความไกลอันไร้ขอบเขต แล้วจู่ ๆ เขาก็ยิ้มขึ้นมา
เวลาหลายหมื่นปี… หรือหลายหมื่นหมื่นปี… นับร้อยล้าน… หรือนับล้านล้าน… เป็นระยะเวลาผ่านไปนานมากแล้วที่เขาไม่เคยยิ้มออกมาเลย
หากรอยเหี่ยวย่นบนผิวหนังคือร่องรอยที่เวลาพัดผ่านทิ้งไว้ เช่นนั้นกาลเวลาก็ไม่อาจทิ้งร่องรอยใด ๆ บนตัวเขาได้อีกแล้ว
เขาเห็นแมลงสาบอ่อนแอที่เขาเคยพบ และกำลังโลภมากไม่รู้จักพอ
“โลภได้ดีนัก! ไม่เสียแรงที่ข้าให้ตั๋วเรือแก่เจ้าหนึ่งใบ”
เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะละสายตากลับมา แล้วเดินวัดพื้นดินของดวงดาวที่ดับสูญนี้ต่อไป
เพราะความรักทำให้คนอ่อนแอ และทำให้คนเต็มไปด้วยจุดอ่อน แต่ถึงอย่างนั้นความรักก็ยังทำให้คนแข็งแกร่ง และกลายเป็นเกราะที่ไม่อาจแทงทะลุได้
ทว่าผู้ไร้ความรักกลับไม่สมควรได้รับตั๋วเรือของเขา ส่วนผู้ที่รักมากเกินไปก็ยิ่งไม่สมควร แต่คนบ้าที่รักมากเกินไปกลับสมควรได้รับ
เขาชื่อจาง เป็นจางผู้บ้าคลั่ง จางผู้โอ่อ่า จางผู้หยิ่งยโส จางผู้ท้าทายจักรวาลอย่างเปิดเผย!
สายตาของบุรุษจางผู้นี้กวาดผ่านหมู่ดาว ทะลุความเงียบงันอันไร้เสียงและความมืดมิดไร้ขอบเขต ก่อนจะตกลงบนดวงดาวที่ควรดับสูญไปตั้งแต่หมื่นปีก่อนแล้ว
“อืม…”
ขณะนี้บนม่านฟ้าเกิดระลอกคลื่นแผ่ขยายออกไปในท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ รวมถึงกวาดล้างหิมะที่โปรยปรายและนำมาซึ่งท้องฟ้าที่แจ่มใส
ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าไร้เงาของหิมะโปรยปราย ดวงดาวกลับมากะพริบแสงระยิบระยับอีกครั้ง เหนือศีรษะทางช้างเผือกทอดตัวไหลผ่านอย่างเงียบงันท่ามกลางความสงบแห่งราตรี
พลันให้ผู้คนมากมายเงยหน้ามองปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์นี้
ณ หอชมดาวในสำนักโหราศาสตร์แห่งราชวงศ์ต้าเฉียน
แสงดาวอันงดงามไหลเข้าสู่กระจกทองสัมฤทธิ์ ทำให้กระจกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ขณะที่ท้องฟ้าแจ่มใสและแสงดาวปรากฏอีกครั้ง ทว่ากระจกทองสัมฤทธิ์ที่สั่นสะเทือนส่งเสียงดังก้อง ก่อนจะลอยขึ้นสู่อากาศภายใต้สายตาอันประหลาดใจของจ้าวอู่เจียง จากนั้นลำแสงอันเจิดจ้าได้พุ่งออกจากกระจกและพุ่งตรงขึ้นสู่เมฆาเพื่อมุ่งสู่นอกโลก
ดูเหมือนว่ามันกำลังฉกฉวยแสงดาว ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกขัดขวางโดยพายุหิมะ
หลังจากผ่านไปเก้าลมหายใจลำแสงในกระจกก็หายไป เมื่อกระจกได้กลับคืนสู่ความสงบและตกลงมาอีกครั้ง ก่อนจะถูกจ้าวอู่เจียงคว้าไว้ได้
จ้าวอู่เจียงมีแววตาลึกล้ำอย่างมาก เพราะในความคิดของเขาเต็มไปด้วยภาพมากมายไม่สิ้นสุด ขณะนี้เขาใกล้จะเข้าใจภาพรวมของทุกเรื่องราวมากขึ้นเรื่อย ๆ
วรยุทธ์ของเขาอยู่ในระดับเก้าภัยพิบัติขั้นสูงสุด อีกทั้งจิตวิญญาณลุกโชนเหมือนเปลวไฟที่ยังหลงเหลืออยู่ในราตรีอันยาวนานโดยไม่มีวันดับสิ้น และไม่มีวันมอดไหม้
……
ผู้คนมากมายสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้าที่ลมหิมะหยุดพัด
เพราะหิมะตกลงมาและโปรยปรายอย่างไม่หยุดหย่อนอยู่ตลอด ทว่ากลับตกนานเกินไปจนทั่วฟ้าดินขาวโพลน ทำให้ไม่ได้เห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างชัดเจนมานานแล้ว
องค์ชายอวิ๋นเจิงไม่ได้หมกมุ่นอยู่ในห้วงรักในตำหนักหมิงเต๋อแห่งราชวงศ์ต้าเฉียน แต่กลับยืนอยู่นอกตำหนักพร้อมกางร่มพลางมองไปยังหอชมดาว
ความไม่ใส่ใจต่อโลก ความเพ้อฝัน และพฤติกรรมประหลาดของเขา ล้วนหายไปจากแววตาที่สั่นไหวในขณะนี้
เขาค่อย ๆ พับร่มที่วาดด้วยดวงดาวนับพันที่อาจารย์ได้มอบให้ ก่อนจะคุกเข่าข้างหนึ่งลงต่อหอชมดาว
อวิ๋นเจิงผู้นี้จะยืนหยัดและสืบทอดวิถีของอาจารย์ต่อไป