ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1400 ผู้รู้จักกาลเทศะ ย่อมเป็นยอดคน
บทที่ 1400 ผู้รู้จักกาลเทศะ ย่อมเป็นยอดคน
อีกอย่างหนึ่ง…สำหรับจ้าวอู่เจียงแล้ว พลังชีวิตเป็นเพียงของประดับเท่านั้น และไม่มีประโยชน์อันใด
วิญญาณของกระจกทองสัมฤทธิ์บอกเขาว่ ปีหน้าจะเป็นปีอี๋โฉ่ว และวันที่สองเดือนหนึ่งจะเป็นวันที่เขาจากไป
เมื่อไปถึงยุคโบราณ ไม่ว่าจะมีพลังชีวิตมากแค่ไหนก็ต้องดับสูญอยู่ดี
……
วังหลวง ราชวงศ์ต้าเฉียน
ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวังหลวง วิหารเทพปีศาจ
วิหารเทพปีศาจในเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าชินแตกต่างจากวิหารเทพปีศาจส่วนใหญ่ในโลกอย่างสิ้นเชิง เพราะมันหรูหราอลังการอย่างแท้จริง
และการจะเรียกว่าวิหารคงจะดูเล็กไปหน่อย หรือบางทีการเรียกว่าตำหนักอาจจะเหมาะสมกว่า
ตำหนักทั้งหลังสร้างขึ้นจากหยก และตั้งอยู่ในวังหลวง ซึ่งประชาชนทั่วไปยากที่จะเข้ามาสักการะ แต่พวกเขาทำได้เพียงสักการะวิหารเทพปีศาจธรรมดาอีกแห่งหนึ่งในเมืองเพียงเท่านั้น
รูปปั้นเทพปีศาจในตำหนักใหญ่แห่งนี้สร้างจากทองคำบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นร่างทองคำแท้ ๆ ที่สูงกว่าสองจั้ง และแม้ว่าจะเป็นเพียงรูปปั้นไร้ใบหน้า แต่บรรยากาศก็ยังดูน่าเกรงขามยิ่งนัก
อีกทั้งภายในและภายนอกตำหนักยังมีทหารองครักษ์ลาดตระเวนอยู่ตลอดเวลา
บนร่างทองคำของเทพปีศาจนี้สวมชุดเกราะที่สร้างจากหยกสีม่วงและทองสัมฤทธิ์ ทว่าแสงสีม่วงและสีทองที่ไหลวนอยู่บนชุดเกราะก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งของธรรมดา
และเป็นเช่นนั้นอย่างแท้จริง
แต่เดิมชุดเกราะนี้เป็นชุดเกราะศึกที่เทพปีศาจเคยสวมใส่ในยุคโบราณ ทว่าต่อมามันได้ถูกทำลายจนแตกกระจาย แต่บรรพบุรุษของตระกูลอวิ๋นได้ครอบครองมันไว้โดยความบังเอิญ
บรรพบุรุษตระกูลอวิ๋นผู้นี้เคยเดินทางไกลไปยังดินแดนตะวันออกของเซียนหลิง และมุ่งหน้าไปยังสำนักเติมฟ้าเพื่อขอให้ผู้อาวุโสท่านหนึ่งออกหน้า แล้วรวบรวมพลังจากเหล่าผู้สูงส่งหลายท่านร่วมกันซ่อมแซมและหลอมสร้างชุดเกราะขึ้นใหม่
ทว่าในตอนแรก ชุดเกราะที่ซ่อมแซมนี้ยังไม่ถือว่าเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง เพราะเพียงแค่เป็นก้าวแรกของอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกมนุษย์เท่านั้น
แต่ภายใต้การเสริมพลังตลอดหมื่นปี ด้วยความพยายามของตระกูลอวิ๋นรุ่นแล้วรุ่นเล่า และการบูชาด้วยใจศรัทธา
สวรรค์ก็มิได้ทอดทิ้งผู้มีใจมุ่งมั่น หลังจากนั้นพลังศักดิ์สิทธิ์ที่หลงเหลืออยู่บนชุดเกราะได้ฟื้นคืนชีพกลายเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง
ขณะนี้ขันทีอาวุโสเวินปู๋เซิ่งกำลังคุกเข่าอย่างศรัทธาต่อหน้ารูปปั้นเทพปีศาจ อีกทั้งปากยังพึมพำกล่าวว่าต้าเฉียนกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง ขอให้เทพปีศาจปกป้องและขอยืมพลังศักดิ์สิทธิ์ของเกราะเทพปีศาจ
ราวกับมีวิญญาณในชุดเกราะนี้รับรู้ ภายใต้การคำนับสามครั้งและโขกศีรษะเก้าครั้งอย่างร้อนรนของเวินปู๋เซิ่ง ชุดเกราะได้แยกตัวออกจากร่างทองของเทพปีศาจแล้วหลอมรวมใหม่บนร่างของเวินปู๋เซิ่ง
เมื่อเวินปู๋เซิ่งสวมชุดเกราะแล้ว จึงคำนับด้วยความศรัทธาอีกครั้ง
เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังอาบด้วยแสงแห่งพลังอันยิ่งใหญ่ และมีพลังวิเศษที่ใช้ไม่มีวันหมด
เขาราวกับย้อนกลับไปสู่วัยหนุ่มที่มีความกล้าและพลังเลือดเต็มเปี่ยมที่สุด เพราะรู้สึกว่าแม้จะมีผู้สูงส่งยืนอยู่ตรงหน้า แต่เขาก็กล้าที่จะเข้าไปต่อสู้ และให้บทเรียนแก่ผู้สูงส่งอย่างจริงจัง
เขาไม่รีรอและรีบวิ่งออกจากวิหารเทพปีศาจ ก่อนที่ร่างของเขาจะก็กะพริบหายไปจากที่ตรงนั้น จนกลายเป็นแสงสีม่วงทองพุ่งไปยังสำนักโหราศาสตร์หลวงด้วยพลังอำนาจท่วมท้นและเดือดพล่านราวคลื่นลม
เวินปู๋เซิ่งกระแทกขาทั้งสองลงบนหอชมดาวอย่างหนักแน่น ราวกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่พลันก่อให้เกิดคลื่นพลังบริสุทธิ์ จนกวาดไปทั่วทุกทิศ
“อิ้นอ๋อง…” เวินปู๋เซิ่งจ้องมองจ้าวอู่เจียงที่กำลังกลั่นกรองวิชา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ แต่แฝงไว้ด้วยความหยิ่งผยองที่ปิดไม่มิด
“ข้าจะเตือนท่านเป็นครั้งสุดท้าย ท่านจงยอมจำนนเถิด!
“ข้ามีเกราะเทพปีศาจติดตัว และได้ยืนอยู่บนจุดที่ไม่มีวันพ่ายแพ้แล้ว!”
หืม? เกราะอะไรนะ?
เขาเหลือบมองไปในชั่วขณะที่เวินปู๋เซิ่งปรากฏตัวขึ้นใหม่ จ้าวอู่เจียงก็ได้สังเกตเห็นเกราะสีทองอมม่วงบนร่างของขันทีอาวุโสผู้นี้ ขณะนี้มันเปล่งประกายสว่างไสว ทั้งดูทรงพลังและน่าเกรงขาม
ขณะที่เขากำลังทึ่งกับพลังอันท่วมท้นและความน่าเกรงขามของเกราะนี้ เวินปู๋เซิ่งก็บอกเขาว่าเกราะชุดนี้มีชื่อว่า ‘เกราะเทพปีศาจ’
สิ่งนี้ทำให้สีหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มประหลาดขึ้นมาทันทีราวกับอยากจะหัวเราะ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าควรหัวเราะหรือไม่
“ดูเหมือนอิ้นอ๋องจะไม่ตั้งใจรับฟังคำแนะนำของข้าเอาเสียเลย” เวินปู๋เซิ่งแค่นเสียงเบา ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นเพื่อร่ายอะไรบางอย่าง
ทว่าคราวนี้ไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งของคำสาปต้องห้ามที่กำลังหลั่งไหลมา แต่เป็นคำสาปทั้งวังหลวงที่หลั่งไหลมาหาเขา!