ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1408 แรกเห็นก็หลงรัก
บทที่ 1408 แรกเห็นก็หลงรัก
บริเวณบันไดหินรอบด้านปกคลุมด้วยหิมะบางเบา พร้อมด้วยสายลมเย็นพัดผ่านอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หมอกยามเช้าก็แผ่คลุมทั่วพื้นที่
ว่านจื่อกับจ้าวอู่เจียงสบตากัน คนหนึ่งรูปร่างสูงสง่า อีกคนเตี้ยกว่าเล็กน้อย สายตาอ่อนโยนและชุ่มชื้นของฝ่ายหนึ่งมองลงมาอย่างเงียบงัน จนกระทั่งจ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างอ่อนโยน
“หน้าตาธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่มีศัตรูเยอะเสียจริง”
“เฮ้อ…” ว่านจื่อถอนหายใจเบา ๆ ทว่าน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความปลอบประโลม
“ความจริงท่านมีบุคลิกดีมาก ถึงหน้าตาจะธรรมดา แต่ก็ยังดูดี”
“แค่ท่านพูดน้อยไปจนดูเหมือนขาดความมั่นใจ”
“ความมั่นใจจะทำให้คนดูดีขึ้น”
เมื่อเผชิญกับคำปลอบประโลมของว่านจื่อ เขายิ้มพลางพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยอย่างจริงจังและเป็นธรรมชาติว่า
“เจ้าช่างงดงามนัก ดูดีอย่างพอเหมาะพอดี เหมือนความงามเรียบง่ายท่ามกลางดอกไม้หลากสี มีความงดงามอันเจิดจรัสที่แฝงไว้ด้วยความเขินอาย”
ดวงตาของว่านจื่อสั่นไหว นัยน์ตางดงามราวกับมีดวงดาวอยู่ในนั้นกำลังมองดูจ้าวอู่เจียงอย่างสงสัย ทว่าบนใบหน้าเล็ก ๆ ของนางเหมือนเขียนไว้ว่านางจะไม่มีวันเชื่อคำประจบประแจงเช่นนี้
แต่มุมปากของนางกลับทรยศความรู้สึก และอดไม่ได้ที่จะยกขึ้น
นางเอามือทั้งสองไพล่หลังบนสะโพกอันอวบอิ่ม ก่อนจะโน้มร่างกายไปข้างหน้าเล็กน้อย และใช้ดวงตาจ้องมองจ้าวอู่เจียงด้วยแววตาพินิจพิจารณา แล้วเปล่งเสียงครางยาวอย่างครุ่นคิด
“อืม…?”
“จริง ๆ นะ” ท่าทางน่ารักซุกซนของนาง ทำให้จ้าวอู่เจียงยิ้มตาม พร้อมพยักหน้ายืนยันอีกครั้ง
ฮ่า ๆ ๆ ๆ
แม้ว่าในห้วงความคิดของว่านจื่อ จะมีร่างเล็ก ๆ น่ารักที่เหมือนนางทุกกระเบียดนิ้วกำลังกอดเอวหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง แต่ภายนอกนางกลับแสร้งทำเป็นสงบเสงี่ยม
“พวกน้องสาวในเมืองสู่หวังของพวกข้า ล้วนแต่หน้าตาดีทั้งนั้น ข้า…ข้าก็แค่ธรรมดา ๆ เท่านั้นเอง”
จ้าวอู่เจียงเดินทางฝ่าหิมะมาตลอดทาง แม้จะไม่รีบร้อน แต่การเดินทางมาตลอดทางย่อมทำให้รู้สึกเหงาอยู่บ้าง เช่นนั้นการได้พบกับคนอ่อนหวานอย่างนางมาพูดคุยด้วยก็ถือว่าดีมากแล้ว
เมื่อเทียบกับความทุกข์ระทมและความแค้น เขายังคงชอบความรู้สึกผ่อนคลายและสนุกสนานมากกว่า
เขายิ้มพลางเอ่ยว่า “ดูเหมือนไม่เพียงแค่ความมั่นใจที่ทำให้คนดูดีขึ้น ความถ่อมตัวก็ทำให้ดูดีได้เช่นกัน”
เอ๋? พี่ชายคนนี้ช่างพูดจาเก่งเสียจริง…
นางรู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษ อกผายไหล่ผึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ ย่างก้าวก็เบาสบายขึ้นไม่น้อย ริมฝีปากเม้มแนบเล็กน้อย ขณะเอียงคออย่างแผ่วเบา ก่อนจะเปล่งเสียงพูดออกมาอย่างนุ่มนวล
“เมื่อครู่ที่ท่านบอกว่าตัวเองหน้าตาธรรมดา…ก็เป็นการถ่อมตัวใช่หรือไม่?”
จ้าวอู่เจียงกระแอมเบา ๆ พลางส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ใช่ ข้าชอบพูดความจริง”
“หืม? เช่นนั้นข้าขอดูหน่อย”
ว่านจื่อหยุดร่างที่กำลังเดินโซเซขึ้นบันได นางกระโดดเบา ๆ ลงมาหนึ่งขั้น โดยให้เหลือระยะห่างจากจ้าวอู่เจียงเพียงขั้นเดียว
นางค่อย ๆ ก้มตัวลง ให้เหลือระยะห่างจากจ้าวอู่เจียงเพียงหนึ่งกำปั้น ก่อนจะเอียงศีรษะเล็กน้อยพลางปัดเส้นผมสีเขียวเข้มที่ข้างหูขึ้น ทว่าดวงตาของนางเปล่งประกายสดใสยิ่งกว่าความขาวโพลนรอบข้างราวกับมีแสงดาวไหลเวียนอยู่
“เร็วสิ” เมื่อเห็นจ้าวอู่เจียงเพียงแค่ยิ้มอย่างอ่อนโยนโดยไม่ทำอะไร ว่านจื่อจึงเร่งเขา
จ้าวอู่เจียงทำได้เพียงถอนหายใจเบา ๆ เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย และสีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันที ทว่าราวกับเพียงพริบตาเดียว เขาก็กลับคืนสู่ใบหน้าที่แท้จริงของตนเองอีกครั้ง
ใบหน้าของเขาขาวผุดผ่องดั่งหยก คิ้วคมเข้ารูปดั่งกระบี่ ดวงตามีแววเป็นประกาย งดงามไร้ที่ติ บุคลิกโดยรวมแฝงความอ่อนโยนละมุนละไมคล้ายหยก แต่กลับผสมผสานอย่างแยบยลกับเสน่ห์เจ้าเล่ห์ที่แฝงอยู่ตรงมุมปากที่ยกยิ้มเพียงเล็กน้อย จนทำให้ผู้คนยากจะละสายตาไปจากเขาได้
ว่านจื่อจ้องมองจ้าวอู่เจียงอย่างตะลึง ทว่าหัวใจของนางสั่นไหวด้วยความตื่นตะลึง จากนั้นหัวใจทั้งดวงก็เริ่มสั่นสะท้านโดยไม่ทราบสาเหตุ และจังหวะการเต้นของหัวใจก็เร่งเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ใบหน้าอ่อนหวานของนางดูเหมือนจะแดงขึ้นเพราะถูกลมหนาวและหิมะ แดงขึ้นเรื่อย ๆ จนแผ่ซ่านจากแก้มไปจนถึงใบหู
“เป็นอะไรไปหรือ?” จ้าวอู่เจียงเห็นดวงตาของนางกำลังสั่นไหวเล็กน้อย แต่ยังคงจ้องมองเขาไม่ขยับ ทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงหนึ่งกำปั้น จนเขาสามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมอันร้อนแรงของนาง
“ข้า…”
เมื่อได้สติกลับมา นางจึงรีบละสายตาไปอย่างร้อนรน และรู้สึกได้ว่าแก้มของตนนั้นร้อนผ่าวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะส่วนติ่งหู
นางรีบเดินห่างออกไปสองก้าวเล็กน้อย ดวงตาอันสวยงามกลับหลุบต่ำลง พลางพูดอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อย่างติดขัด
“หน้าตา…ก็…ก็รูปงามดีนะ”
ขณะนี้หัวใจของนางเต้นรัวแรง จนกลัวว่าจ้าวอู่เจียงจะได้ยิน
นางรู้สึกว่าตัวเองช่างไม่สำรวมเอาเสียเลย เพราะเพียงแค่พบหน้ากันสองครั้งก็เหมือนจะรู้สึกหวั่นไหว…
หรือว่านางจะเป็นว่านจื่อที่ชอบมองผู้ชายหรือ?
“พวกเรา…รีบไปกันเถอะ ที่สำนักชิงเฉิง ราว ๆ ยามสี่จะเริ่มยุ่งแล้ว”
ว่านจื่อลดความร่าเริงสดใสลงไปหนึ่งส่วน และเพิ่มความเขินอายขึ้นมาหนึ่งส่วน จากนั้นนางเดินนำหน้าจ้าวอู่เจียงไปแล้วไม่ได้หันกลับมามองอีก
แต่หัวใจของนางกลับเต้นรัวไม่หยุด ทว่าในดวงตาที่ไม่ได้มองไปทางจ้าวอู่เจียงอีกนั้นกลับเต็มไปด้วยใบหน้าที่นางได้เห็นจากการชำเลืองมองเมื่อครู่